- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 75 ตื่นมาก็เจอยอดฝีมือขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดยืนรออยู่ตรงหน้าต่าง!
บทที่ 75 ตื่นมาก็เจอยอดฝีมือขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดยืนรออยู่ตรงหน้าต่าง!
บทที่ 75 ตื่นมาก็เจอยอดฝีมือขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดยืนรออยู่ตรงหน้าต่าง!
หลังจากทานอาหารเสร็จและเก็บกวาดเรียบร้อย...
ซูฉางอันหยิบดาบไม้สำหรับฝึกวันนี้เดินตรงไปที่เสาไม้
ไม่ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ต้องฝึกดาบต่อไป
แม้จะแอบคิดว่าการฝึกดาบครั้งนี้อาจจะลงเอยเหมือนการฝึกคัดลายมือ ที่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ยังห่วยเหมือนเดิม!
แต่...อย่างไรก็ต้องลอง
ชีวิตคนเรา หลายเรื่องขึ้นอยู่กับตัวเองว่าจะทำหรือไม่ จะพยายามแค่ไหน แต่ซูฉางอันไม่เชื่อคำกล่าวที่ว่า ‘ทำหนึ่งได้หนึ่ง’ เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิตว่าจะให้หรือไม่
เหมือนตอนท่องจำบทกวีในชาติก่อน เขาแค่อ่านรอบเดียวก็จำได้แม่น ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นอ่านจนหัวบวมก็ยังจำไม่ได้
แต่พอมาเรื่องคัดลายมือ พยายามแทบตายก็ยังไม่ได้เรื่อง
กระนั้นซูฉางอันก็ยังเชื่อว่าถ้าไม่ลงมือทำ ต่อให้สวรรค์อยากจะมอบรางวัลให้ก็คงไม่มีมือไปรับ
ดังนั้นการฝึกดาบ...
จะขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว
ดาบฟันลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ดาบไม้หักสะบั้นไปเล่มแล้วเล่มเล่า
เยี่ยนหรูอวี้และโจวเชียนหงชินกับภาพนี้แล้ว แต่พวกซุนเซี่ยกลับยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ไหนว่าคุณหนูฉางอันเข้าวังมารักษาตัว? เรี่ยวแรงมหาศาลถึงเพียงนี้ คนป่วยที่ไหนเขาทำกัน?
เมื่อดาบไม้หักจนหมด
ซูฉางอันถอนหายใจ เก็บเศษไม้ลงตะกร้าอย่างเงียบๆ
เสียดายที่วันนี้สวรรค์ยังไม่เปิดทางให้เขาเข้าถึงเคล็ดวิชาดาบ
แต่ความเสียดายก็อยู่เพียงชั่วครู่ พอนึกถึงเตียงนอนอันกว้างใหญ่ ซูฉางอันก็ยิ้มกว้าง หันไปบอกเยี่ยนหรูอวี้ “ข้าไปกลิ้งบนเตียงก่อนนะ ฝันดี”
เยี่ยนหรูอวี้เริ่มคุ้นชินกับคำว่า ‘ฝันดี’ ของซูฉางอันแล้ว นางจึงตอบกลับ “ฝันดีเจ้าค่ะ”
แต่...
หลังจากซูฉางอันกลับเข้าห้องไปแล้ว เยี่ยนหรูอวี้เดินไปดูดาบไม้ที่หักและเสาไม้ที่ขาด
นางมองรอยตัดด้วยความประหลาดใจระคนแปลกใจ
พิจารณาเสาไม้แต่ละต้น ดาบไม้แต่ละเล่มอย่างละเอียด... นางสังเกตเห็นเสาไม้ต้นหนึ่ง รอยตัดครึ่งแรกดูเรียบเนียน แต่ครึ่งหลังกลับฉีกขาดเหมือนเดิม
เยี่ยนหรูอวี้ยิ้มบางๆ แยกเสาไม้ต้นนั้นออกมาส่งให้โจวเชียนหง
โจวเชียนหงมองดูอย่างละเอียด แล้วเผยสีหน้ายินดี “ข้าจะรีบนำไปให้ท่านผู้บัญชาการใหญ่”
เยี่ยนหรูอวี้พยักหน้า มองไปทางห้องนอนของซูฉางอัน
นางรู้สึกยินดีแทนซูฉางอัน แต่แล้วก็นึกอะไรบางอย่างได้จึงก้มลงมองเสาไม้ต้นอื่นๆ
มองดูเศษดาบและเสาไม้ที่แตกหัก... เยี่ยนหรูอวี้ลังเล
นางไม่รู้จริงๆ ว่าการใช้ดาบไม้ฟันเสาไม้ให้ขาดมันยากตรงไหน เหมือนกับที่นางคิดว่าการจำกระบวนท่าดาบยากที่สุดนั่นแหละ
แต่...
ดูจากสภาพเสาไม้และดาบไม้ของซูฉางอันในวันนี้
นางรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป แต่ก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร
พรุ่งนี้ลองไปปรึกษาท่านแม่ดูดีกว่า
เมื่อสิ้นเสียงดาบไม้กระทบเสาไม้...
วังหลวงแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ยก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ทว่า...
ภายนอกกำแพงวัง ในย่านการค้าต่างๆ ของเมืองลั่วอันมีแสงไฟสว่างไสวเจิดจ้า ยิ่งดึกยิ่งคึกคัก ผู้คนขวักไขว่ รถม้าวิ่งกันวุ่นวาย งดงามราวกับภาพวาด
โดยเฉพาะตามถนนหนทางเต็มไปด้วยบัณฑิต กวี นางรำและจอมยุทธ์
คนอย่างสวินค่วงที่ชอบสิงสถิตอยู่ตามร้านเหล้าจนไม่ยอมกลับบ้าน มีให้เห็นเกลื่อนกลาด
ภัตตาคารชิงหยายิ่งแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ชาวบ้านยินดีจ่าย เพราะราชวงศ์ต้าเซี่ยสร้างบ้านเมืองให้สงบสุขร่มเย็นมาหลายร้อยปี เรื่องการเมืองในราชสำนัก พวกเขาไม่สนใจ
โดยเฉพาะหลังจากงานชุมนุมบทกวีฤดูหนาวที่ทางร้านนำบทกวีของซูฉางอันมาแขวนแสดงไว้กลางร้าน...
บัณฑิตและผู้มีใจรักในกวีนิพนธ์ต่างหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสาย!
แถมไก่ต้มของร้านนี้ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ณ ห้องส่วนตัวชั้นสอง ริมหน้าต่าง
สวินค่วงนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ยาว มือถือจอกเหล้า ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ดูสบายๆ ไร้กฎเกณฑ์
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ชมแสงสียามค่ำคืน แต่สีหน้ากลับหม่นหมอง ไม่เบิกบานเหมือนทุกที “ถนนสายยาวประดับโคมไฟ ผู้คนอยู่ดีกินดี... น่าเสียดายที่คุณหนูฉางอันต้องกลับวังไป... เฮ้อ คนเก่งๆ แบบนี้ เหตุใดต้องมาเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยนะ”
หยวนหรู่ซีมองสวินค่วง แล้วส่ายหน้า “คุณหนูฉางอันแค่กลับไปพักฟื้น ซูจื่อเฟิงก็บอกแล้วว่ารักษาหายได้ เจ้าทำหน้าเหมือนนางเป็นอะไรไปเสียอย่างนั้น”
สวินค่วงลุกขึ้นนั่ง หันไปหาซูจื่อเฟิงที่ถูกลากมาจ่ายค่าเหล้า “ซูจื่อเฟิง เจ้านี่มันไม่จริงใจเลย ถ้ารู้ว่าคุณหนูฉางอันป่วยหนัก ข้าคงไม่ไปรบกวนขอต้นฉบับตั้งหลายครั้ง แล้วก็คงไม่เชิญนางไปงานชุมนุมบทกวีด้วย! เรื่องแบบนี้เจ้าควรบอกข้าให้เร็วกว่านี้สิ!!”
ซูจื่อเฟิงยิ้มแห้งๆ อธิบายความจริงไม่ได้ จึงยกจอกเหล้าขึ้น “ข้าขอไถ่โทษด้วยการดื่มจอกนี้”
สวินค่วงยกจอกขึ้นดื่มตาม แล้วกล่าว “แต่คุณหนูฉางอันช่างกตัญญูยิ่งนัก แถมยังจิตใจดีมีเมตตา วันนี้ท่านอาจารย์เหยาก็พูดถึงเรื่องนี้ บอกว่าบัณฑิตในสำนักศึกษาหลวงควรเอาเยี่ยงอย่างความกตัญญูของนาง”
ซูจื่อเฟิงยิ้ม ครั้งนี้เขาเห็นด้วย แม้หลานสาวเขาจะไม่ได้ป่วยจริง แต่เรื่องความกตัญญูและการวางตัวนั้น สมควรแก่การยกย่อง
สวินค่วงพูดต่อ “วันนี้พอพวกบัณฑิตรู้ข่าวคุณหนูฉางอันป่วยต่างก็พากันสำนึกผิด ที่เคยไปรบกวนนางที่จวนตระกูลซู หลายคนเสียใจมาก ถึงขั้นนัดแนะกันว่าจะไปสวดมนต์ขอพรให้นางที่วัดอวี้ชิงนอกเมือง”
หยวนหรู่ซีถาม “เจ้าเป็นคนยุยงรึเปล่า?”
สวินค่วงไม่ปฏิเสธ “อืม... ก็เมื่อก่อนพวกนั้นบีบให้ข้าไปขอต้นฉบับจากนาง ตอนนี้รู้ว่านางป่วยหนักก็เลยรู้สึกผิด อยากทำอะไรไถ่โทษ ข้าเลยแนะให้ไปสวดมนต์ขอพรให้นางเสียเลย”
หยวนหรู่ซีกลอกตา ไม่รู้จะด่าสวินค่วงอย่างไรดี
สวินค่วงเสริม “แต่ว่านะ... ฉากร้องไห้ของคุณชายสี่ ลูกเจ้า... มันสะเทือนใจจริงๆ ใครจะไปคิดว่าคุณหนูฉางอันจะรักพี่รักน้องถึงเพียงนี้ ยิ่งตอนนี้ตามโรงน้ำชาหรือโรงงิ้ว เอาเรื่องราวของนางไปเล่ากันสนุกปากแล้ว”
“ลากสังขารป่วยหนัก ปิดบังครอบครัว แอบกินยาเงียบๆ แต่ต่อหน้าทุกคนทำตัวปกติ แสดงความกตัญญู มีเมตตากับบ่าวไพร่ แถมด้วยฉากร่ำไห้ปานจะขาดใจของหลานชายข้า... นี่มันตำนานชัดๆ!”
ซูจื่อเฟิงฟังแล้วก็ถอนหายใจ
เขาเพิ่งรู้ความจริงเมื่อตอนกลางวันว่าเหตุใดลูกชายตัวดีถึงร้องไห้จะเป็นจะตายถึงเพียงนั้น
ก็เพราะเขาร่วมหุ้นทำธุรกิจเครื่องประทินโฉมกับซูฉางอัน!
ซูฉางอันไปแล้ว เท่ากับเทพเจ้าแห่งโชคลาภไปแล้ว เขาเลยร้องไห้!
กลางวันเขาโมโหจนซัดไปยกใหญ่!
สุดท้ายท่านราชครูซูต้องมาห้ามศึก
ธุรกิจเครื่องประทินโฉม... มันใช่เรื่องที่ควรไปยุ่งหรือ?
ขืนทำไป มีหวังซวยกันทั้งตระกูล!
สวินค่วงรินเหล้าดื่มเอง แล้วส่ายหน้า “เสียดาย ต่อไปคงหาโอกาสฟังบทกวีของคุณหนูฉางอันได้ยากแล้ว”
พูดจบ เขาก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงหันไปหาหยวนหรู่ซี “ว่าแต่... ท่านเซียนกระบี่วารี... ท่านคงอดสอนเพลงกระบี่ให้คุณหนูฉางอันแล้วล่ะสิ”
หยวนหรู่ซีส่ายหน้าอย่างไม่ยี่หระ “นางไม่เหมาะกับเพลงกระบี่ของข้าอยู่แล้ว ข้าดูจากลายพู่กันที่นางคัดลอก แม้จะพยายามควบคุมแรง แต่มันมีแต่รูป ไม่มีวิญญาณ... บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าไม่เหมาะ”
สวินค่วงหรี่ตา “แล้วเจ้าเข้าใจหรือไม่?”
เขาหันไปถามซูจื่อเฟิง
ซูจื่อเฟิงพยักหน้า
สวินค่วงด่าทันที “เข้าใจบ้าอะไร ข้ายังไม่เข้าใจเลย ดื่มๆ!”
หยวนหรู่ซียิ้ม “เอาเถิด ข้าเองก็ยังค้นหาหนทางในวิถีของข้าอยู่ บางทีเรื่องของตัวเองข้ายังไม่เข้าใจเลย... แต่ได้ยินว่าท่านผู้บัญชาการใหญ่เยี่ยนจะสอนนางใช้ดาบ ท่านผู้บัญชาการใหญ่น่าจะอธิบายได้ดีกว่า”
สวินค่วงถอนหายใจ “เฮ้อ... นึกว่าจะได้เห็นเซียนกระบี่หญิงผู้เลอโฉม กลับกลายเป็นว่าจะไปเป็นนักดาบเสียอย่างนั้น... เสียดายนัก ถ้าข้ามีพรสวรรค์คงไปฝึกกระบี่ท่องยุทธภพแล้ว”
ซูจื่อเฟิงนึกอะไรขึ้นได้ “ได้ยินว่าในยุทธภพมีคำกล่าวว่า บัณฑิตที่ใช้กระบี่ ถ้าใช้เก่งเรียกว่ามือกระบี่ แต่ถ้าหน้าตาดีด้วย ท่วงท่าสวยงามด้วยถึงจะเรียกว่าเซียนกระบี่หรือ?”
หยวนหรู่ซีพยักหน้า “เมื่อก่อนมีคำกล่าวแบบนั้น แต่คนที่ถูกเรียกว่าเซียนกระบี่จริงๆ มีแค่คนเดียว ข้าเคยเจอท่านผู้นั้น... แค่แวบเดียวก็รู้สึกว่าที่ข้าฝึกมาทั้งชีวิตมันไร้ค่า แต่ก็คุ้มค่าที่ได้เกิดมาในยุทธภพ... แต่ถ้าพูดกันตามจริง ถ้าคุณหนูฉางอันฝึกกระบี่ นางอาจจะได้เป็นเซียนกระบี่หญิงจริงๆ ก็ได้ แค่หน้าตาของนางก็ชนะจอมยุทธ์หญิงไปค่อนยุทธภพแล้ว”
แล้วเสริมอีกว่า “ถ้าให้นางรำกระบี่คงจะงดงามสะเทือนเลื่อนลั่นปฐพี”
สวินค่วงนอนจินตนาการภาพซูฉางอันถือกระบี่ร่ายรำ...
แค่นึกภาพ...
จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำเตือนของเยี่ยนอวิ๋นเซียวที่ให้เขารู้จัก ‘วางตัว’ ...
เขารีบเด้งตัวลุกขึ้นถามซูจื่อเฟิง “จื่อเฟิง... วันนั้นที่ข้ากินหม้อไฟโต๊ะเดียวกับคุณหนูฉางอัน แล้วท่านผู้บัญชาการใหญ่เยี่ยนบอกให้ข้ารู้จักวางตัว... หมายความว่าอย่างไร?”
ซูจื่อเฟิงไอค่อกแค่ก รีบส่ายหน้า “พูดไม่ได้... พูดไม่ได้”
สวินค่วงบ่น “อะไรกัน ไม่สนุกเลย”
ซูจื่อเฟิงยิ้ม ไม่พูดอะไรต่อ
สวินค่วงก็รู้ขอบเขต ไม่ถามเซ้าซี้ แต่ในใจยิ่งสงสัย
หยวนหรู่ซีมองซูจื่อเฟิง คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถาม “จื่อเฟิง... ซูหว่านเอ๋อร์ ลูกสาวคนเล็กของเจ้า... อยากเรียนกระบี่หรือไม่?”
ซูจื่อเฟิงและสวินค่วงชะงัก
สวินค่วงโวยวาย “เจ้าเฒ่าหยวน! สอนคุณหนูฉางอันไม่ได้ เลยจะมาเล็งศิษย์น้องหญิงของข้าหรือ! ข้าจะบอกให้นะ อาจารย์สุ่ยอวิ๋นจองตัวนางไว้แล้ว วันๆ เอาแต่พูดว่าจะเอารูปวาดไปให้ท่านราชครูดู เจ้ายังจะมาแย่งสอนกระบี่อีก! คิดจะปั้นเซียนกระบี่หญิงให้ได้เลยใช่หรือไม่!?”
หยวนหรู่ซีหัวเราะแหะๆ มองซูจื่อเฟิง
ซูจื่อเฟิงส่ายหน้า “เรื่องหว่านเอ๋อร์ ท่านพ่อเป็นคนตัดสินใจ ถ้าเจ้าอยากสอนจริงๆ พรุ่งนี้ข้าจะลองคุยกับท่านพ่อ แล้วถามหว่านเอ๋อร์ดู ถ้าทั้งคู่ตกลงก็ตามใจ แต่ถ้ามีใครไม่ยอม อย่ามาโทษข้านะ”
หยวนหรู่ซีดีใจ ยกจอกเหล้าคารวะซูจื่อเฟิง
สวินค่วงเห็นดังนั้นก็ถามบ้าง “เช่นนั้น... สอนศิษย์น้องชายข้าด้วยเลยหรือไม่?”
หยวนหรู่ซีรู้ทันทีว่าหมายถึงซูจ้าวซิน จึงรีบส่ายหน้า “ไม่ไหวๆ”
แล้วพูดด้วยความเกรงใจ “ไม่ใช่ว่าหลานเจ้าไม่ฉลาด แต่ปากมันจัดเกินไป เหมือนสวินค่วงเปี๊ยบ ข้าฟังแล้วปวดหัว”
สวินค่วงไม่พอใจ “หยวนหรู่ซี! ว่าศิษย์น้องข้าได้ แต่มาว่าข้าปากจัด ข้าไม่ยอมนะ!”
หยวนหรู่ซีกลอกตา ไม่สนใจ
ซูจื่อเฟิงมองสวินค่วง ส่ายหน้า แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง พอพูดถึงซูหว่านเอ๋อร์ก็นึกถึงที่นางขอย้ายไปอยู่เรือนอี่เหมย และกลั้นน้ำตามาทั้งวัน แล้วถอนหายใจ
พอนึกถึงซูฉางอันที่ต้องเข้าวังไปก็ถอนหายใจอีก เป็นห่วงหลานสาวจับใจ
แต่...
อย่างที่สวินค่วงบอก...
ตอนนี้เรื่องราวของซูฉางอันกำลังเป็นที่พูดถึงกันทั่วเมือง
ทุกคนต่างพูดถึงด้วยความเสียดายและสงสาร
หญิงสาวโฉมงาม จิตใจดี กตัญญูและมีความสามารถถึงเพียงนี้ เหตุใดสวรรค์ถึงใจร้ายให้ต้องมาเจ็บป่วยแบบนี้
น่าเสียดาย...
น่าเสียดายจริงๆ!
…
ห้องนอนใหญ่ที่สุดในตำหนักหลิงฉี่คือห้องนอนของซูฉางอัน
ตอนนี้ซูฉางอันนอนแผ่หลากลิ้งเกลือกอยู่บนเตียงใหญ่ หลับสนิท
‘ฮัดชิ้ว!’
จู่ๆ ก็จามออกมาเสียงดัง ซูฉางอันขยี้จมูก แล้วหลับต่อ
โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ตอนนี้ตัวเองกลายเป็น ‘น้องหลินไต้อวี้’ (ตัวละครขี้โรคในความฝันในหอแดง) เวอร์ชั่นอัปเกรดไปแล้วในสายตาชาวเมือง
…
พระจันทร์ลาลับ ดวงอาทิตย์ขึ้น
เช้าวันใหม่
ซูฉางอันนอนหลับเต็มอิ่ม บิดขี้เกียจ มองเตียงนอนแสนสบาย คิดในใจว่าต่อไปถ้าต้องย้ายไปไหนจะเอาเตียงนี้ไปด้วย
เขาลุกจากเตียง หาวหวอด บิดขี้เกียจอีกรอบ แล้วเดินไปเปิดหน้าต่าง
แต่ทันทีที่เปิดหน้าต่าง...
เขาก็ต้องสะดุ้งโหยง
เพราะมีคนยืนอยู่ตรงหน้าต่าง!
แถมยังเป็น... ยอดฝีมือขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด!
…
.............................................................................