- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 70 จักรพรรดินี: เอาเงินส่วนตัวออกมาให้หมด!
บทที่ 70 จักรพรรดินี: เอาเงินส่วนตัวออกมาให้หมด!
บทที่ 70 จักรพรรดินี: เอาเงินส่วนตัวออกมาให้หมด!
เป็นไปตามคาด!
จักรพรรดินีเห็นซูฉางอันยืนนิ่งไม่ไหวติงก็เอ่ยขึ้นทันที “เห็นหน้าข้าแล้วไม่ยิ้มสักนิด ไม่ดีใจเลยหรือ!”
ให้ตายเถิด!
ซูฉางอันคิดไว้แล้วว่าต้องโดนหาเรื่องเรื่องไม่ทำความเคารพ แต่ไม่นึกว่าจะมามุกนี้
จักรพรรดินีเลิกสนใจซูฉางอัน หันไปมองอาหารบนโต๊ะด้วยความพึงพอใจ “แบบนี้สิถึงจะถูก”
นางนั่งลงบนเก้าอี้ แต่เห็นซูฉางอันยังยืนบื้ออยู่ จึงกวักมือเรียก “มายืนทำซากอะไรตรงนี้ มานั่งนี่สิ”
ซูฉางอันเม้มปาก ถามอย่างระแวง “ถ้านั่งแล้วจะไม่หาเรื่องด่าหรือหยิกข้าใช่หรือไม่?”
ได้ยินแบบนั้น จักรพรรดินีถลึงตาใส่ทันที
ซูฉางอันรีบนั่งลงข้างๆ อย่างว่าง่าย
จักรพรรดินีมองค้อน “ไปอารมณ์เสียมาจากข้างนอก แล้วยังจะมาพาลใส่ข้าอีกหรือ”
ซูฉางอันพูดไม่ออก ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาตอบ แต่ท่าทางแบบนี้ของนาง... เหมือนเมื่อหลายเดือนก่อนไม่มีผิด
ตอนนั้นนางก็ชอบมาหาเรื่องแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเขาไปไม่เป็นทุกที
โดยเฉพาะตอนนั้นที่ยังเข้าใจว่าเป็นผู้ชาย เขาถึงกับบ่นในใจว่า 'ผู้ชายอะไรวะ นิสัยเหมือนผู้หญิงชะมัด!'
ซูฉางอันคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบ “เช่นนั้นก็กินเยอะๆ สิ กินให้อิ่มแล้วไปถ่ายหนัก เดี๋ยวอารมณ์เสียก็หายไปพร้อมกับ...”
เพิ่งจะคีบซี่โครงแกะทอดขึ้นมา จักรพรรดินีชะงัก หันขวับมามองซูฉางอันด้วยความโมโห แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเจ้านี่เป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรก็อดขำไม่ได้
นางวางตะเกียบลงแล้วแว้ดใส่ “เพิ่งเข้าวังมาก็ไปหักหน้าไทเฮา แล้วนี่ยังจะมายั่วโมโหข้าให้กินข้าวไม่ลงอีกหรือ!”
ซูฉางอันรีบแก้ตัว “ก็อยากให้หายโกรธไง เขาเรียกว่าเอาความโกรธมาดับความโกรธ ให้โกรธข้าแล้วด่าข้าสักสองสามคำ ยังดีกว่าไปโกรธพวกคนข้างนอก”
จักรพรรดินีฟังตรรกะวิบัติแล้วรู้สึกว่า... เออ ก็มีเหตุผลแฮะ
นางมองหน้าซูฉางอันแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ มีคนคอยห่วงใยแบบนี้มันดีจริงๆ
แต่...
นางหยิบซี่โครงแกะที่ซูฉางอันคีบให้ขึ้นมา แล้วแบมือใส่ “ด่าเจ้าไปข้าก็ยิ่งโมโห... เอามา!”
ซูฉางอันงง “เอาอะไร...”
จักรพรรดินีกลืนเนื้อแกะลงคอ แล้วตอบ “สัญญาร้านเครื่องประทินโฉมที่ทำกับน้องสี่ของเจ้า แล้วก็สัญญาหุ้นส่วนร้านหม้อไฟที่จะเปิดทีหลังด้วย... อ้อ จริงสิ ร้านหม้อไฟยังไม่เปิดนี่เนอะ”
ซูฉางอันเม้มปาก หันไปมองโจวเชียนหงที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
จักรพรรดินีเลียคราบพริกที่ริมฝีปาก อร่อยจริงๆ แล้วพูดต่อ “ไม่ใช่โจวเชียนหงหรอก ข้าให้เยี่ยนหรูอวี้ไปหลอกถามมา โจวเชียนหงน่ะเชื่อคำโกหกของเจ้าสนิทใจ ที่บอกว่าเป็นคำสั่งลับของข้า ห้ามใครแพร่งพราย... เจ้านี่นะ พอมีโอกาสก็โกหกไฟแลบ แถมยังหลอกคนได้แนบเนียนเสียด้วย”
“ข้าเดาเอาเองต่างหาก น้องสี่ของเจ้าช่วงนี้วิ่งวุ่นโฆษณาร้านเครื่องประทินโฉม เอาสินค้าตัวอย่างไปแจกจ่ายให้พวกคุณหนูชั้นสูงดูใหญ่โต ของแบบนี้ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน แถมเจ้ายังสั่งซื้อวัตถุดิบแปลกๆ มาตั้งเยอะแยะ ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร? ส่วนร้านหม้อไฟ เขาก็ไปคุยโวไว้ทั่ว ข้าก็ต้องรู้อยู่แล้ว”
ฟังจบ ซูฉางอันนวดขมับ แล้วคีบหมูทอดเปรี้ยวหวานให้จักรพรรดินีเงียบๆ
จะว่าอย่างไรดี...
ความลับไม่มีในโลกจริงๆ!!
ยังไม่ทันเปิดร้านก็โดนจับได้ซะแล้ว!
จักรพรรดินีมองท่าทางของซูฉางอัน แล้วทวงยิกๆ “เหตุใดยังยืนบื้ออยู่ รีบเอามาสิ! แล้วก็เอาเงินที่น้องชายเจ้าขายขยะลายมือเจ้ามาให้ข้าด้วย ข้าดูออกตั้งนานแล้วว่าคนอย่างเจ้ามีเงินติดตัวไม่ได้”
“ดูสิ พอมีเงินปุ๊บก็คิดจะเปิดร้านเครื่องประทินโฉมทันที ร้านอื่นไม่เปิด ดันเปิดร้านขายของให้ผู้หญิง... หรือว่าแค่ตกสาวๆ ด้วยบทกวียังไม่พอ คิดจะกวาดให้เรียบทั้งเมืองเลยรึ? ข้ามองคนไม่ผิดจริงๆ พอมีเงินก็เริ่มซุกซน เพราะฉะนั้น... เอามาให้หมด ห้ามเหลือแม้แต่แดงเดียว!”
ซูฉางอันเถียง “ร้านเครื่องประทินโฉมมันกำไรดี ข้าก็แค่อยากหาเงินมาช่วยเจ้าไง อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้กะจะเก็บเงินไว้กับตัวอยู่แล้ว”
จักรพรรดินีซดน้ำแกงข้าวหมากผสมกล้วย รสเปรี้ยวหวานชื่นใจ
ซดไปสองคำ แล้วสวนกลับ “ใครขอให้เจ้าหาเงิน? เงินข้าไม่พอให้เจ้าใช้หรือ? รีบเอามา! แต่ร้านนั้นจะเปิดต่อไปก็ได้ ข้าให้คนไปสืบมาแล้ว ซูลี่เหิงโฆษณาได้ดี พวกคุณหนูเศรษฐีกระเป๋าหนักรอซื้อกันเพียบ คำนวณดูแล้วกำไรน่าจะมหาศาล ถ้าขยายสาขาได้เยอะๆ ในระยะยาวก็น่าจะช่วยข้าได้บ้าง”
ซูฉางอันทำท่าจะแย้ง แต่พอเห็นจักรพรรดินีคาบซี่โครงแกะจ้องหน้าเขม็งก็ต้องยอมแพ้ “ก็ได้ๆ... เห็นแก่ที่กินซี่โครงแกะจนงาติดจมูกหรอกนะ”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินไปที่ห้องหนังสือ
จักรพรรดินีรีบจับจมูกตัวเอง... มีงาติดอยู่จริงๆ ด้วย!
กินงาเข้าไป แล้วมองแผ่นหลังที่เดินคอตกของซูฉางอันด้วยความสะใจ จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินซี่โครงแกะต่อ
เจ้าตัวแสบ... ทำกับข้าวอร่อยชะมัด แม้จะไม่ประณีตเท่าพ่อครัวหลวง แต่รสชาติถูกปากจริงๆ มิน่าเยี่ยนหรูอวี้ถึงอ้วนขึ้น
เอ๊ะ...
นางอ้วนขึ้นอีกแล้วหรือ เมื่อกี้ไม่ได้สังเกต
จักรพรรดินีมองไปที่เยี่ยนหรูอวี้ที่ยืนเฝ้าหน้าประตู มือจับด้ามดาบ
อืม! เดี๋ยวต้องเรียกมาดูใกล้ๆ! เป็นองครักษ์ปล่อยตัวให้อ้วนได้อย่างไร เสียภาพพจน์หมด!
แต่ก็นะ... ได้กินของอร่อยทุกวัน แถมยังมีของหวานอีก ไม่เป็นหมูก็แปลกแล้ว
ช่างเถิด!
ไม่โทษเยี่ยนหรูอวี้แล้ว
เพราะต่อไปนี้... ข้าก็จะได้กินทุกวันเหมือนกัน!
คิดแล้วจักรพรรดินีก็คีบหมูทอดเปรี้ยวหวานเข้าปาก... กรอบนอกนุ่มใน รสชาติกำลังดี!
แล้วซดน้ำแกงข้าวหมากตาม... สดชื่น!
หลังวางถ้วยลง จักรพรรดินีจินตนาการถึงชีวิตหลังจากนี้ ที่พอเสร็จงานราชการก็รีบมาทานข้าวเย็นที่นี่... แค่คิดก็มีความสุขแล้ว
ยิ่งรู้ว่าตั้งแต่วันนี้ไป ซูฉางอันจะย้ายเข้ามาอยู่ในวังถาวร... ความสุขก็ยิ่งล้นปรี่
ดีจริงๆ
แต่...
ขมวดคิ้วนิดหน่อย... ถ้าย้ายมาอยู่ด้วยกันเลยน่าจะดีกว่า
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ...
ซูฉางอันเดินกลับมาพร้อมสัญญาและตั๋วเงินส่วนแบ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ “เอ้านี่... ทั้งหมดที่มี แต่ขอแก้ข่าวหน่อย ข้าไม่ได้มีเงินแล้วจะไปเที่ยวซุกซนนะ... เราตกลงปลงใจกันแล้ว ข้าจะไปหว่านเสน่ห์ใส่คนอื่นได้อย่างไร ข้ายังเป็นคนอยู่นะ! อีกอย่าง... พูดกันตามตรง เงินพวกนี้... เจ้าเอาไปได้ แต่เหลือไว้ให้ข้าบ้างเถิด เอาไว้ทิปนางกำนัลบ้างอะไรบ้าง มันจำเป็นนะ”
จักรพรรดินีปรายตามองสัญญาและตั๋วเงิน เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วถาม “เช่นนั้นเล่าเรื่องหลี่ซิงเยวี่ยมาซิ ว่ามันอย่างไร...”
ซูฉางอันชะงัก
เยี่ยม! ประโยคเดียว จบข่าว!
แต่ก็ยังพยายามแถ “พูดกันด้วยเหตุผล... นั่นมันรักษาคนไข้”
จักรพรรดินีกลอกตา “ข้าดูเป็นคนไม่มีเหตุผลถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
ซูฉางอันอยากจะตะโกนใส่หน้าว่า 'ฟังที่ตัวเองพูดสิ นั่นภาษาคนมีเหตุผลเขาพูดกันหรือ!'
แต่ยังไม่ทันได้พูด...
จักรพรรดินีก็สวนขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ “ใช่! ข้านี่แหละคนไม่มีเหตุผล! เหตุใด!”
ซูฉางอันถอนหายใจ ยอมแพ้อย่างราบคาบ เขานั่งลงคีบเต้าหู้น้ำแดงให้จักรพรรดินี “กินข้าวเถิด ข้าปวดหัว”
จักรพรรดินีเห็นท่าทางของซูฉางอันก็หัวเราะร่าออกมาอย่างชอบใจ เป็นเสียงหัวเราะที่สดใสไร้เดียงสา ไร้ซึ่งมาดจักรพรรดินีผู้ทรงอำนาจ
พอยิ้มแบบนี้... ยิ่งดูสวยน่ารักบาดใจ โดยเฉพาะตอนที่มือถือซี่โครงแกะอยู่นี่... น่ารักชะมัด “ปากเก่งนัก สุดท้ายก็เถียงข้าไม่ออกสักคำ!”
แล้วนางก็ยิ้มให้ซูฉางอันที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ “เอาล่ะๆ ไม่แกล้งแล้ว เงินพวกนี้ข้ายึดหมด ห้ามมีเงินติดตัวเด็ดขาด เรื่องนี้ห้ามต่อรอง! แต่ของกำนัลที่ซูจื่อเฟิงเตรียมไว้ให้เจ้าแจกนางกำนัล ข้าไม่ยึด เจ้าเก็บไว้เถิด... เอ้า อ้าปาก... หายโกรธนะ... ป้อนเต้าหู้”
พูดจบ
นางก็คีบเต้าหู้จ่อปากซูฉางอัน
ซูฉางอันอ้าปากรับเต้าหู้เข้าปาก
แต่ในใจยังหงุดหงิด คิดว่าเจ้าเด็กเวรซูลี่เหิงทำงานอย่างไรให้ความแตกตั้งแต่ยังไม่เริ่ม! เฮ้อ...
ต้องเขียนจดหมายไปฟ้องซูจื่อเฟิง ให้ตีสักที...
ไม่เช่นนั้นคาใจ!
จักรพรรดินีเห็นซูฉางอันยอมกินก็ยิ้มหวาน “เด็กดี... อยากได้อะไรข้าหาให้ได้หมด ยกเว้นเงิน! หายโกรธนะ... ส่วนร้านเครื่องประทินโฉมนั่น ถ้าทำตามที่ข้าคิดไว้ กำไรที่ได้น่าจะช่วยข้าได้เยอะทีเดียว”
ซูฉางอันจนปัญญา ชาตินี้... คงหนีผู้หญิงคนนี้ไม่พ้นจริงๆ
เขาคิดพลางคีบเกี๊ยวซ่าให้จักรพรรดินี “ร้านนั้นถ้าทำดีๆ ขยายไปทั่วประเทศได้เลย กำไรมหาศาลแน่นอน”
จักรพรรดินีคิดตาม ก็จริงแฮะ เครื่องประทินโฉมเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย กำไรสูงอยู่แล้ว แต่...
นางจ้องหน้าซูฉางอันเขม็ง “บอกแล้วไงว่าอย่าไปยุ่งเรื่องพวกนี้ ยังจะแอบทำอีก! โดยเฉพาะของชิ้นเล็กๆ ที่เจ้าให้ซูลี่เหิงจ้างช่างตีเหล็กทำให้... ข้าดูไม่ออกหรอกว่ามันคืออะไร แต่เจ้าคิดจะเอามาช่วยข้าใช่หรือไม่? แล้วเยี่ยนหรูอวี้ก็มารายงานว่าตั้งแต่เข้าจวนตระกูลซู เจ้าก็เอาแต่วาดแบบแปลกๆ... เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยใช่หรือไม่! เมื่อก่อนข้านึกว่าเจ้าวาดเล่น แต่ตอนนี้เห็นเจ้าแอบสั่งทำลับหลัง ไม่ให้เยี่ยนหรูอวี้รู้ แสดงว่าเจ้ามีแผนการอะไรอีกใช่หรือไม่!”
ซูฉางอันเม้มปาก รู้สึกปวดใจลึกๆ
ไม่ใช่เพราะเยี่ยนหรูอวี้คาบข่าวไปบอก หรือเพราะจักรพรรดินีรู้ทันเรื่องชิ้นส่วนปืน...
แต่ยิ่งจักรพรรดินีทำตัวร่าเริงสดใสแบบนี้ เขาก็ยิ่งปวดใจ
ยังไม่ทันที่ซูฉางอันจะพูดอะไร จักรพรรดินีเหมือนจะอ่านใจได้ นางแค่นเสียง “ฮึ! เป็นใครมาจากไหน ริอ่านจะมาสงสารข้า! ริอ่านจะมาช่วยข้า!”
แล้วนางก็...
...........................................................................