- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 55 ซูฉางอันใจแคบ
บทที่ 55 ซูฉางอันใจแคบ
บทที่ 55 ซูฉางอันใจแคบ
เมื่อออกมาจากร้านหนังสือ พวกเขาเดินออกทางประตูข้างไปยังจุดจอดรถม้าเช่นเคย
แต่ทันทีที่พ้นปากตรอกข้างประตูร้าน ซูฉางอันก็สังเกตเห็นว่าฝูงชนหน้าร้านหนาตาขึ้นกว่าเดิม และราคาประมูลที่ตะโกนกันโหวกเหวกนั้นก็พุ่งสูงจนน่าตกใจ
เมื่อเพ่งมองดีๆ ซูฉางอันก็พบว่าสิ่งที่กำลังประมูลกันอยู่นั้นคือบทกวีที่เขาช่วยซูหว่านเอ๋อร์แก้ไข... จะเรียกว่าแก้ไขก็ไม่ถูกนัก เรียกว่าเป็นความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากความหน้าแตกของเขาเองจะดีกว่า
วันนั้นหว่านเอ๋อร์อยากแต่งกลอนเกี่ยวกับดอกไม้ร่วง นางเลยลอกเลียนแบบหนังสือ แต่งออกมาแบบงูๆ ปลาๆ ว่า ‘หนึ่งบุปผาหนึ่งใบไม้ร่วงสู่สายัณห์ สิ้นสุดวสันต์ สิ้นแสงจันทร์พาใจตรม’
พอเห็นหว่านเอ๋อร์แต่งกลอนแบบนี้ ซูฉางอันก็หัวเราะแล้วดุว่า ‘ตัวกะเปี๊ยกแค่นี้ ริอ่านจะตรอมใจกับแสงจันทร์ อย่าไปเลียนแบบความเศร้าสร้อยในหนังสือพวกนั้น’
หว่านเอ๋อร์เลยถามกลับ ‘แล้วพี่หญิงใหญ่จะแต่งว่าอย่างไรเจ้าคะ’
ซูฉางอันคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียนต่อท้ายไปส่งเดชว่า ‘แต้มชาดแย้มยิ้ม นางรำสะบัดแขนเสื้อ หากฤดูใบไม้ผลิจะจากไปก็ปล่อยให้ไป ปีหน้าค่อยกลับมาร่ำสุรากันใหม่’
ผลปรากฏว่า...
อารมณ์ของบทกวีเปลี่ยนจากโศกเศร้าเป็นร่าเริงสดใสทันที ดูเข้าท่าไม่หยอก
แต่พอลองอ่านดูดีๆ... บทกวีทั้งบทมันดูธรรมดาไปหน่อย
ซูฉางอันรู้สึกว่าตัวเองโชว์พาวต่อหน้าซูหว่านเอ๋อร์ได้ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ เลยปาดพู่กันทับบทกวีนั้นทิ้งเสีย
แล้วเขียนใหม่ว่า... ‘ดอกไม้ในป่าร่วงโรย สีสันแห่งวสันตฤดูจากไปอย่างเร่งรีบ ยามเช้าฝนหนาว ยามเย็นลมแรง ช่างไร้หนทาง... น้ำตาเปื้อนชาด ร่ำสุราเพื่อรั้งให้อยู่ต่อ แต่จะได้พบกันอีกเมื่อใด... ชีวิตคนเราย่อมมีความแค้นเคืองยาวนาน ดุจสายน้ำที่ไหลไปทางทิศตะวันออกไม่หวนคืน’
แต่พอเขียนเสร็จ...
เห็นซูหว่านเอ๋อร์ตาโตเท่าไข่ห่าน มองด้วยความตะลึงงัน
ซูฉางอันก็รู้สึกว่า... ข้าจะมาโชว์เทพอะไรกับเด็กตัวแค่นี้เนี่ย!
น่าไม่อายจริงๆ!
เขาหัวเราะเยาะตัวเอง แล้วก็ขีดฆ่าบทกวีของหลี่อวี้ทิ้งไปด้วย
จากนั้นก็ไล่ซูหว่านเอ๋อร์ไปกินขนม ส่วนกระดาษแผ่นนั้นก็ขยำทิ้งลงตะกร้าไม้ไผ่ข้างๆ
มันก็แค่เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน
แต่ตอนนี้...
ซูฉางอันมองดูเหล่าบัณฑิตที่จ้องมองกระดาษเปื้อนหมึกที่มีบทกวี ‘ดอกไม้ในป่าร่วงโรย’ ด้วยความซาบซึ้งตรึงใจ พูดไม่ออกจริงๆ
“สีแดงแห่งวสันตฤดู... ที่แท้ก็ใช้คำว่าสีแดงแห่งวสันตฤดูแทนดอกไม้ได้ ช่างลึกล้ำนัก! สมกับเป็นคุณหนูฉางอัน”
“บทกวีช่างยอดเยี่ยม แม้จะเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาดูร โดยเฉพาะวรรค ‘น้ำตาเปื้อนชาด ร่ำสุราเพื่อรั้งให้อยู่ต่อ’ คำว่า ‘น้ำตา’ ช่างบาดลึก และคำว่า ‘เมามาย’ นี้ไม่ใช่เมาสุรา แต่เป็นใจที่เมามายลุ่มหลง”
“ลายมือของบทกวีด้านบนกับด้านล่างต่างกัน ดูเหมือนด้านล่างนี้จะเป็นลายมือของคุณหนูฉางอัน แต่กลับถูกขีดฆ่าทิ้ง ส่วนบทด้านบน แม้จะไม่ลึกซึ้งกินใจเท่าบทล่าง แต่ก็แยบคาย ‘หากฤดูใบไม้ผลิจะจากไป ก็ปล่อยให้ไป ปีหน้าค่อยกลับมาร่ำสุรากันใหม่’ ช่างดูเปิดเผยจริงใจ แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสอดคล้องกับบทแรกเท่าไหร่... ดูท่าจะมีเรื่องราวเบื้องหลังสินะ”
“‘ชีวิตคนเราย่อมมีความแค้นเคืองยาวนาน ดุจสายน้ำที่ไหลไปทางทิศตะวันออกไม่หวนคืน’... พรสวรรค์ของคุณหนูฉางอัน พวกเราไม่อาจเทียบได้เลยจริงๆ”
“แต่เหตุใดบทกวีล้ำเลิศถึงเพียงนี้ถึงถูกขีดฆ่าทิ้ง แล้วยังถูกทิ้งขว้างแบบนี้ ช่างน่าฉงนนัก เด็กรับใช้... เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น? หากมีเรื่องราวที่น่าสนใจ บทกวีนี้จะยิ่งทรงคุณค่าขึ้นไปอีก”
“บทกวีระดับนี้ยังถูกทิ้งขว้าง ถ้าไม่มีเหตุผลอื่น ก็คงเป็นเพราะคุณหนูฉางอันไม่พอใจในผลงานชิ้นนี้ ผลงานระดับตำนานที่ร้องเล่นกันได้ทั่วเมืองกลับถูกทิ้งเหมือนขยะ... ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี พี่อู๋... บทกวีดอกไม้ร่วงของท่าน แค่ท่านซื่อเย่สวินค่วงชมว่า ‘ดี’ คำเดียว ท่านก็เก็บรักษาไว้ยิ่งกว่าสมบัติล้ำค่าเสียอีก”
“ช่างเรื่องนั้นเถิด แต่ก่อนหน้านี้กระดาษทุกแผ่นล้วนมีวรรคทองที่ถูกทิ้งขว้างเช่นกัน นี่สินะคือความอัจฉริยะของคุณหนูฉางอัน สิ่งที่พวกเรามองว่าหายาก นางกลับมองว่าเป็นเพียงรองเท้าเก่าๆ ที่พร้อมจะโยนทิ้ง”
“ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว ทุกท่าน... ข้าให้ห้าร้อยตำลึง! มีใครให้สูงกว่านี้หรือไม่?”
“หกร้อยตำลึง! ห้าร้อยตำลึงคิดจะครอบครองผลงานชิ้นเอกของคุณหนูฉางอัน ฝันไปเถิด!”
…
ขณะฟังบทสนทนาของเหล่าบัณฑิต...
ซูฉางอันพูดไม่ออก คิดไปคิดมา... รีบหนีไปจากตรงนี้ดีกว่า
ขืนฟังต่อ หน้าคงแดงจนระเบิดแน่
แต่พอเดินมาถึงรถม้า
ซูฉางอันเห็นชายสองคนยืนอยู่ข้างรถม้า กำลังคุยกับทหารกองทัพหมอกแดงที่คุ้มกันเขาอยู่
เมื่อเห็นกลุ่มของซูฉางอันเดินมา
ทั้งสองก็รีบเดินตรงเข้ามาหา โดยเฉพาะชายหนุ่มที่เดินนำหน้า พอเห็นซูฉางอันก็ทำท่าตื่นเต้นดีใจ รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา
โจวเชียนหงจำชายหนุ่มคนนั้นได้ กระซิบข้างหูซูฉางอันทันที “คนนั้นคือ ‘เซี่ยจือสวี่’ ท่านซื่อจื่อ บุตรชายของอ๋องแปด ส่วนบัณฑิตที่ตามหลังมา รู้แค่ว่าแซ่ฝาง เป็นที่ปรึกษาในจวนอ๋องแปด ติดตามท่านซื่อจื่อต้อยๆ ตลอดเวลา”
แค่ได้ยินชื่อ...
รู้ใจท่านนั้นมีความสง่างาม มอบความจริงใจให้แก่ข้าด้วยชื่อ
ชื่อเพราะดีนี่
แต่ซูฉางอันมองท่านซื่อจื่อ... ลูกชายอ๋องแปด...
นึกถึงวันแรกที่เข้าจวนตระกูลซู แล้วเจออ๋องแปดมาหาเรื่อง นึกถึงที่จักรพรรดินีบ่นให้ฟังบ่อยๆ ว่าเสด็จอาแปดน่ารำคาญแค่ไหน
คิดแล้ว ซูฉางอันก็หันไปถามโจวเชียนหง “กระทืบได้หรือไม่?”
โจวเชียนหงชะงัก ไม่เข้าใจความหมาย
ซูฉางอันอธิบาย “ก็ความหมายตามตัวอักษรนั่นแหละ กระทืบเสร็จแล้วค่อยบอกว่านึกว่าคนร้ายจะมาลวนลาม เลยลงมือป้องกันตัว พอรู้ว่าเข้าใจผิด ข้าค่อยออกมาขอโทษทีหลัง”
โจวเชียนหงรีบส่ายหน้า “ไม่ได้ขอรับ ท่านซื่อจื่อผู้นี้เป็นที่รักใคร่ของอ๋องแปดมาก หากอ๋องแปดเอาเรื่องขึ้นมาจะยุ่งยากเปล่าๆ”
ซูฉางอันถอนหายใจด้วยความเสียดาย
แต่ก็สงสัยว่าเหตุใดท่านซื่อจื่อถึงมาอยู่ที่นี่ แถมดูท่าทางเหมือนมารอเขาด้วย
ไม่นานนัก ท่านซื่อจื่อผู้ร่าเริงก็มายืนอยู่ตรงหน้าซูฉางอัน ประสานมือคารวะ “เซี่ยจือสวี่ คารวะคุณหนูฉางอัน”
ซูฉางอันคารวะตอบ “ท่านซื่อจื่อเกรงใจเกินไปแล้ว”
เซี่ยจือสวี่จ้องมองซูฉางอัน
ครั้งก่อนที่ได้เห็นจากชั้นสอง เพียงแค่แวบเดียวที่นางหันมาก็ทำให้เขาเพ้อละเมอหา
วันนี้ได้เห็นใกล้ๆ... ท่านซื่อจื่อที่ปกติคารมคมคาย พูดจาน้ำไหลไฟดับกลับพูดไม่ออก
ได้แต่มองซูฉางอัน...
สวย... สวยจริงๆ ญาติผู้พี่ของเขาอย่างจักรพรรดินีช่างมีวาสนาแท้
สายตาที่จ้องมองซูฉางอัน... หวานเชื่อมจนแทบจะหยด
ซูฉางอันเห็นสายตานั้นแล้วขนลุก หันไปมองโจวเชียนหง
โจวเชียนหงรู้ทัน รีบส่ายหน้าห้าม
ซูจ้าวซินที่ถูกเมาเมาจูงมืออยู่เห็นเซี่ยจือสวี่มองพี่สาวตาเป็นมันก็ของขึ้น กระโดดมายืนขวางหน้าซูฉางอัน แล้วชี้หน้าด่า “มองอะไรฮะ! ตาแทบจะถลนออกมาแล้ว! พี่สาวข้าสวยก็จริง แต่ไม่ใช่ให้เจ้ามาจ้องแบบนี้! ขืนมองอีกที ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมา เชื่อหรือไม่!!”
พูดจบ...
ไม่รู้ไปจำมาจากไหน ซูจ้าวซินคว้าไม้ท่อนหนึ่งข้างทางขึ้นมาถือ ทำท่าขึงขังใส่เซี่ยจือสวี่
เซี่ยจือสวี่ได้สติ รู้ตัวว่าเผลอตัวไปหน่อย รีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ประสานมือขอขมาซูฉางอัน “จือสวี่เสียมารยาท ขอคุณหนูฉางอันโปรดอภัย”
แล้วคารวะอีกครั้ง “ตั้งแต่งานชุมนุมบทกวีวันนั้น จือสวี่ก็ประทับใจในรอยยิ้มพิมพ์ใจของคุณหนูฉางอัน เฝ้าคะนึงหามาตลอด วันนี้ได้พบหน้าจึงเผลอไผลไปบ้าง ขอคุณหนูโปรดอย่าถือสา”
ซูฉางอันงง “งานชุมนุมบทกวี? ท่านก็ไปหรือ? ไม่เห็นจะจำได้”
ซูจ้าวซินมองเซี่ยจือสวี่อย่างจับผิด “เจ้าก็ไปงานนั้นหรือ? เหตุใดข้าจำไม่ได้ แต่ใครที่เข้าใกล้พี่หญิงใหญ่ ข้าจำหน้าได้หมดนะ ไม่เห็นมีเจ้าเลย”
เซี่ยจือสวี่หน้าเจื่อน “วันนั้น... ข้าอยู่นอกห้องโถง ไม่ได้เข้าร่วมงาน”
ซูจ้าวซินขมวดคิ้ว “อ๋อ เข้างานไม่ได้ ก็แปลว่าไม่มีความรู้เรื่องบทกวีสินะ”
แล้วซูจ้าวซินก็ทำหน้าเหยียดหยาม “เช่นนั้นจะมาพูดจาลิเกเพื่ออะไร!! ไม่มีความรู้ก็อย่ามาทำตัวเป็นบัณฑิต เข้าใจหรือไม่! รู้จักเจียมตัวบ้าง”
ซูฉางอันอดขำไม่ได้ เจ้าเด็กแสบนี่ ปากคอเราะร้ายขึ้นทุกวันจริงๆ
โจวเชียนหงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม ไม่คิดจะห้ามปราม
เมาเมาจ้องกระดาษที่โผล่ออกมาจากอกเสื้อของเซี่ยจือสวี่ แล้วมองเซี่ยจือสวี่ด้วยสายตาแปลกๆ ไม่รู้คิดอะไรอยู่
เซี่ยจือสวี่เหงื่อตก มองซูจ้าวซิน ยิ่งซูฉางอันดังขึ้นเท่าไหร่ ชื่อเสียงของนายน้อยตระกูลซูคนนี้ก็ดังตามไปด้วย โดยเฉพาะหลังงานชุมนุมบทกวี มีคนลือกันให้แซ่ดว่า ‘นายน้อยตระกูลซู ตัวกะเปี๊ยกแต่ปากจัด น่ากระทืบให้จมดิน’
วันนี้ได้เจอตัวจริง...
สมคำร่ำลือจริงๆ!!
ซูฉางอันหัวเราะจนพอใจ แล้วเอ่ยว่า “น้องชายข้ายังเด็ก ไม่รู้ความ ขอท่านซื่อจื่ออย่าถือโทษ”
เซี่ยจือสวี่รีบปฏิเสธ “ไม่เป็นอะไรๆ”
ตอนนั้นเอง ท่านฝางที่ยืนรออยู่ก็เดินเข้ามา บัณฑิตที่อ๋องแปดอยากได้ตัวนักหนาแต่ไม่สำเร็จผู้นี้ประสานมือคารวะซูฉางอันเล็กน้อย “คารวะคุณหนูฉางอัน”
ซูฉางอันคารวะตอบตามมารยาท
ท่านฝางไม่พูดอะไร ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง
เซี่ยจือสวี่หยิบกระดาษที่เก็บรักษาไว้อย่างดีออกมาจากอกเสื้อ “ได้ยินว่าวันนี้ที่นี่มีลายพู่กันของคุณหนูฉางอันจำหน่าย ข้าจึงแวะมาดูและอุดหนุน เห็นรถม้าของกองทัพหมอกแดงแต่ไกล เลยนึกสงสัยเดินมาดู ไม่นึกเลยว่าจะได้พบคุณหนูฉางอันจริงๆ ช่างเป็นโชคดีของข้า”
“แต่ว่า... ขอคุณหนูฉางอันโปรดชี้แนะด้วยเถิดว่าต่อจากประโยค ‘ย่อมเป็นนภา’ คือประโยคอะไร จือสวี่ขบคิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออก”
ซูจ้าวซินเพ่งมองกระดาษแผ่นนั้น แล้วโพล่งถาม “เจ้าซื้อมาเท่าไหร่?”
เซี่ยจือสวี่ตอบ “ยี่สิบสี่ตำลึง”
ซูฉางอันที่เห็นกระดาษแผ่นนั้น... ซึ่งเป็นแผ่นที่เขาเขียนว่า ‘ย่อมเป็นนภา’ สามคำ แล้วเช็ดมือทิ้งไป... ได้ยินราคา ‘ยี่สิบสี่ตำลึง’ ถึงกับสำลัก
เผลอหันไปมองเมาเมา
เมาเมาไม่พูดอะไร แต่สายตาที่มองเซี่ยจือสวี่... บ่งบอกชัดเจนว่า ‘เจ้าโง่เอ๊ย’
ซูจ้าวซินส่ายหัวดิกๆ ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอหันไปมองซูฉางอันก็หุบปากเงียบ
เซี่ยจือสวี่มองซูฉางอันด้วยแววตาคาดหวัง “ขอคุณหนูฉางอันโปรดชี้แนะด้วยเถิด ว่าต่อจาก ‘ย่อมเป็นนภา’ คืออะไร”
ซูฉางอันมองหน้าซื่อๆ ของเซี่ยจือสวี่
ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงบอกไปแล้ว แค่บทกวีประโยคเดียว
แต่เจ้าเป็นลูกชายอ๋องแปด... พ่อเจ้าบังอาจมาหาเรื่อง “เมีย” ข้า
รักเมีย ต้องเกลียดศัตรูของเมียด้วย!
ใครดีกับเมียข้า ข้าดีตอบ ใครร้ายกับเมียข้า... ข้าตัดทิ้ง!
คนมันใจแคบ ช่วยไม่ได้!
ดังนั้นเขาจึงตอบ “ก็แค่เขียนเล่นๆ ไม่ได้คิดว่าจะต่อด้วยอะไรก็เลยทิ้งไป ท่านซื่อจื่อคิดมากไปเองแล้วเจ้าค่ะ”
พูดจบ ซูฉางอันก็คารวะลา “ที่บ้านมีธุระ ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
แล้วซูฉางอันก็เดินขึ้นรถม้าไปเลย ไม่เปิดโอกาสให้รั้ง
เซี่ยจือสวี่หน้าเสีย พยายามจะพูดอะไรต่อ แต่เห็นซูฉางอันขึ้นรถม้าไปแล้วอย่างเด็ดขาดก็ได้แต่เบะปาก หันไปมองท่านฝาง
ท่านฝางยิ้มจาง เหมือนเข้าใจสถานการณ์ดี
ซูจ้าวซินยังไม่ขึ้นรถม้า เขากระตุกชายเสื้อเซี่ยจือสวี่ที่กำลังจะเดินตามซูฉางอัน แต่โดนทหารขวางไว้
เซี่ยจือสวี่หันกลับมา
ซูจ้าวซินถาม “อยากรู้หรือไม่ว่าท่อนต่อไปคืออะไร?”
........................................................................