เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 เหตุใดบทกวีของพี่หญิงใหญ่ถึงทำให้คนคลั่งได้ขนาดนี้นะ

บทที่ 21 เหตุใดบทกวีของพี่หญิงใหญ่ถึงทำให้คนคลั่งได้ขนาดนี้นะ

บทที่ 21 เหตุใดบทกวีของพี่หญิงใหญ่ถึงทำให้คนคลั่งได้ขนาดนี้นะ


เมื่อได้ยินเด็กน้อยที่นั่งหน้าบูดอยู่บนพื้นตวาดถามเช่นนั้น

ชายหนุ่มท่าทางซกมกผู้นั้นก็หัวเราะออกมา แล้วเอ่ยอย่างสุภาพ “ไม่ทราบว่านายน้อยท่านนี้เป็นคนของจวนตระกูลซูใช่หรือไม่ หากใช่ รบกวนช่วยไปแจ้งข้างในหน่อยได้หรือไม่ว่า สวินค่วงจากสำนักศึกษาหลวง มาขอเข้าพบคุณหนูซูฉางอันและคุณหนูซูหลินหาน”

ซูจ้าวซินได้ยินว่าคนคนนี้มาหาพี่สาวทั้งสองของตนก็รีบลุกขึ้นยืน กวาดตามองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า

พูดจาดูสุภาพดีอยู่หรอก แต่ทำตัวซกมกชะมัด! ใส่ชุดขาวทั้งที แต่ดันลากชายเสื้อถูพื้นจนดำปิ๊ดปี๋! ไร้รสนิยมสิ้นดี!

จะมาเก๊กท่าอะไร อย่างไรก็สู้ชุดขาวของนายน้อยอย่างข้าไม่ได้หรอก!

แล้วไหนดูลักษณะท่าทางซิ...

งั้นๆ แหละ สู้ความหล่อเหลาของข้าไม่ได้สักนิด!

สรุปโดยรวม...

ขวางหูขวางตา!

จะมาขอพบพี่รองยังพอทน แต่สภาพแบบนี้บังอาจจะมาขอพบพี่หญิงใหญ่ของข้าเรอะ!

แถมยังมาจากสำนักศึกษาหลวงอีก!

เกลียดพวกสำนักศึกษาหลวงที่สุด!

ท่านอาจารย์ที่บ้านวันๆ ก็เอาแต่พ่นน้ำลายให้ตั้งใจเรียน โตขึ้นจะได้สอบเข้าสำนักศึกษาหลวง

ไม่ไปสำนักศึกษาหลวงแล้วจะเรียนไม่ได้หรืออย่างไร?

บทกวีไร้เทียมทานของข้า พวกบัณฑิตในสำนักศึกษาหลวงแต่งออกมาได้หรือไม่ล่ะ??

คิดได้ดังนั้น ซูจ้าวซินก็ทำหน้าเบื่อหน่าย “สำนักศึกษาหลวงแล้ววิเศษวิโสตรงไหนไม่ทราบ??”

สวินค่วงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วตอบยิ้มๆ “ก็ไม่ได้วิเศษวิโสตรงไหนหรอก ก็แค่สถานที่สำหรับเรียนหนังสือเท่านั้น”

ซูจ้าวซินเบะปาก “แล้วอย่างไร เรียนหนังสือแล้วยิ่งใหญ่มากหรือ”

สวินค่วงอึ้งไปอีกดอก ไม่รู้ว่านายน้อยที่ดูจากเสื้อผ้าอาภรณ์ก็รู้ว่าฐานะไม่ธรรมดาคนนี้ไปกินรังแตนที่ไหนมา แต่ก็ยังใจเย็นตอบกลับไปว่า “ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรอก แต่ข้ามาที่นี่ก็ต้องบอกกล่าวที่มาที่ไปไม่ใช่หรือ อีกอย่าง การเรียนหนังสือมันก็ไม่มีอะไรน่าภูมิใจจริงๆ นั่นแหละ ก็แค่พวกทำท่ารู้มากถือตำราอวดชาวบ้าน เทียบไม่ได้กับนายน้อยที่นั่งครุ่นคิดปรัชญาชีวิตอยู่ตรงนี้หรอก”

ซูจ้าวซินชะงัก ไม่รู้เหตุใด พอได้ยินชายซกมกคนนี้พูดแบบนี้ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าหมอนี่ดูดีขึ้นมานิดนึง

“พูดจาเข้าหูดีนี่ ถ้าเจ้าชมข้าอีกสักหน่อย ไม่แน่ข้าอาจจะยอมให้เจ้าพบพี่สาวคนที่สามของข้า แต่พี่สามข้าไปหาลุงรอง อีกนานกว่าจะกลับ เจ้าคงต้องรอหน่อย ส่วนพี่รองของข้าเจ้าหมดสิทธิ์เจอ และพี่หญิงใหญ่ของข้า... สภาพอย่างเจ้าอย่าแม้แต่จะคิดฝัน!”

โอ้... ที่แท้ก็เป็นคุณชายตระกูลซูจริงๆ น่าจะเป็นหนึ่งในฝาแฝดลูกชายของท่านแม่ทัพสี่สินะ

อืม! สมแล้วที่เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ได้เลือดท่านแม่ทัพสี่มาเต็มๆ!

สวินค่วงคิดในใจ แล้วพูดต่อ “ข้าเห็นคุณชายซูนั่งกลัดกลุ้มอยู่คนเดียว มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า? ข้าเนี่ย ถนัดเรื่องการให้คำปรึกษาที่สุดเลยนะ”

ซูจ้าวซินทำท่าเจ้าเล่ห์ กวาดตามองสวินค่วงอีกรอบ “เจ้าเรียนหนังสือเก่งแค่ไหน? เทียบกับพี่หญิงใหญ่หรือพี่รองของข้าได้หรือไม่?”

แต่ถามจบ ซูจ้าวซินก็ส่ายหน้าเอง “ไม่ไหวหรอก ดูสภาพเจ้าแล้ว สู้พี่รองข้าไม่ได้แน่ ยิ่งกับพี่หญิงใหญ่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง บทกวีของพี่หญิงใหญ่ข้าน่ะ ขนาดท่านปู่ยังต้องเอ่ยปากชมเลยนะ”

สวินค่วงยิ้มแหยๆ แต่ก็ตอบตามจริง “ก็พอใช้ได้ เรื่องตีความคัมภีร์ข้าสู้คุณหนูหลินหานไม่ได้ ส่วนเรื่องบทกวีเมื่อเทียบกับคุณหนูซูฉางอัน... ข้ายอมรับว่ายังด้อยกว่า”

ความหมายของเขาคือ...

เรื่องตีความคัมภีร์ ข้าแพ้ซูหลินหาน แต่เรื่องอื่นข้าเก่งกว่า

ส่วนเรื่องบทกวี ตอนนี้ข้ายอมรับว่าสู้ซูฉางอันไม่ได้ แต่เรื่องอื่นยังไม่แน่

แต่...

ซูจ้าวซินฟังไม่ออก จึงส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ “เฮ้อ... บัณฑิตสำนักศึกษาหลวงนี่ก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกันแฮะ...”

พูดจบ ก็มองสวินค่วงด้วยความเห็นใจ “เจ้าเองก็คงลำบากน่าดู ดูท่าทางคงไม่ใช่พวกหนอนตำรา คงจะใช้เงินยัดใต้โต๊ะเข้ามาเรียนสินะ ถึงได้แต่งตัวซกมกแบบนี้ แต่ก็นะ... สภาพแบบนี้ข้าคงให้เจ้าเจอพี่สามไม่ได้แล้วล่ะ แต่ถือว่าเจ้าโชคดีที่มาเจอข้า พอดีข้าเพิ่งแต่งบทกวีใหม่ได้บทหนึ่ง เจ้าเอาไปศึกษาดูสิ เผื่อจะได้ซึมซับความสุดยอดไปบ้าง ถ้าข้าพอใจ ไม่แน่ข้าอาจจะยอมให้เจ้าเจอพี่สามก็ได้นะ”

สวินค่วงขำพรืด คนอย่างเขาที่ไม่ถือตัวอยู่แล้ว จึงประสานมือคารวะซูจ้าวซิน “ขอคุณชายซูโปรดชี้แนะ”

เห็นสวินค่วงทำตัวนอบน้อมแบบนี้ ซูจ้าวซินก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตามากขึ้นไปอีก

เขาไม่รอช้า เตรียมจะร่าย “บทกวีไร้เทียมทาน” ให้ฟัง

แต่พออ้าปากจะพูด...

ซูจ้าวซินก็เหลือบไปเห็นท่านลุงสาม ซูจื่อเฟิงเดินดุ่มๆ เข้ามา

“เจ้าเด็กบ้า!! เมื่อเช้าโดนลุงใหญ่ตีไปรอบนึงยังไม่เข็ดใช่หรือไม่!” ซูจื่อเฟิงเห็นสวินค่วงกำลังทำความเคารพซูจ้าวซินแต่ไกล ก็รีบจ้ำอ้าวเข้ามา ในใจทั้งขำทั้งโมโห

สวินค่วงหันไปเห็นซูจื่อเฟิง ก็ประสานมือทักทาย “ใต้เท้าซู”

แม้ซูจื่อเฟิงจะไม่ได้เข้ารับราชการเต็มตัว แต่ดูแลกิจการมากมายของตระกูลซู รวมถึงร้านหนังสือและที่ดินต่างๆ

เพื่อให้การติดต่อราชการสะดวกขึ้น จึงมีตำแหน่งลอยๆ เป็นผู้ช่วยด้านดนตรีและพิธีกรรมระดับแปดติดตัวไว้ คำเรียก “ใต้เท้าซู” จึงถือว่าไม่ผิด

ซูจื่อเฟิงประสานมือตอบ “ท่านซื่อเย่สวิน หลานชายข้ายังเด็กไม่รู้ความ ล่วงเกินท่านเข้าแล้ว ขอโปรดอภัย”

สวินค่วงมองซูจ้าวซินยิ้มๆ “คุณชายซูไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ”

ซูจื่อเฟิงยิ้มแห้งๆ ถลึงตาใส่ซูจ้าวซินที่กำลังยืดอกภูมิใจกับคำชม แล้วผายมือเชื้อเชิญ “เชิญด้านใน”

สวินค่วงไม่เกรงใจ เดินตามเข้าไป

ซูจ้าวซินมองตามหลังสวินค่วง เจ้าคนซกมกนี่ ยิ่งดูยิ่งเข้าท่าแฮะ!!

ดูออกด้วยว่าข้าไม่ใช่คนธรรมดา!

ซูจ้าวซินทำท่าจะวิ่งตามไป กะหาจังหวะปล่อยบทกวีไร้เทียมทานให้ฟังอีกรอบ แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นน้องสาวที่ยืนถลึงตาใส่อยู่ข้างประตู

ซูจ้าวซินรีบวิ่งเข้าไปหา

ยังไม่ทันจะอ้าปาก...

ผัวะ!

ซูหว่านเอ๋อร์ยกเท้าถีบก้นพี่ชายเข้าให้ “เมื่อเช้าโดนลุงใหญ่ไล่ตีรอบจวนยังไม่พอใจอีกหรือ!”

ซูจ้าวซินลูบก้น “เจอหน้าก็ตบตี ท่านอาจารย์ตีเจ้ามา เจ้าก็อย่ามาลงที่ข้าสิ”

ซูหว่านเอ๋อร์กลอกตา “คนเมื่อกี้คือใต้เท้าสวินค่วงแห่งสำนักศึกษาหลวงเชียวนะ เจ้าไปทำรุ่มร่ามใส่เขาแบบนั้น ถ้าลุงใหญ่รู้เข้า เดี๋ยวก็ได้โดนตีอีกรอบหรอก!”

ซูจ้าวซินพูดอย่างไม่ยี่หระ “ก็แค่พวกใช้เงินยัดเข้าสำนักศึกษาหลวงไม่ใช่เรอะ?”

ซูหว่านเอ๋อร์ง้างมือจะตีอีก แต่คราวนี้ซูจ้าวซินหลบทัน

ซูจ้าวซินโวยวาย “ซูหว่านเอ๋อร์! ข้าเป็นพี่เจ้านะ! อีกอย่างมือเจ้าเจ็บอยู่ ตีข้าข้าไม่เจ็บหรอก แต่เจ้าจะเจ็บจนร้องไห้เอานะ!!”

ซูหว่านเอ๋อร์ค้อนขวับ “ตามข้ามา เดี๋ยวเข้าไปขอโทษพร้อมกัน ใต้เท้าสวินคนนี้ ท่านปู่เคยบอกว่าความรู้ของเขาล้ำเลิศกว่าคนทั้งสำนักศึกษาหลวงรวมกันเสียอีก ถ้าทำให้เขาไม่พอใจ อย่าว่าแต่ลุงใหญ่เลย ดีไม่ดีท่านปู่จะลงมาตีเจ้าด้วยตัวเอง!”

ความรู้ล้ำเลิศกว่าคนทั้งสำนักศึกษาหลวงรวมกัน??

คนเมื่อกี้น่ะนะ?

ถ้าขนาดนั้นยังเก่งกว่าทั้งสำนัก แสดงว่าสำนักศึกษาหลวงก็ไม่ได้วิเศษอะไรเท่าไหร่นี่หว่า...

โห!

งั้นข้าก็น่าจะเก่งกว่านั้นอีกสิ!!

ซูจ้าวซินกะพริบตาปริบๆ มองแผ่นหลังของสวินค่วงที่เดินห่างออกไป

ซูหว่านเอ๋อร์ไม่รู้ว่าพี่ชายจอมเพี้ยนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เห็นว่าพี่ชายเริ่มกลัวฐานะของสวินค่วง จึงรีบเร่ง “เร็วเข้า!”

ซูจ้าวซินกลืนน้ำลายเอื๊อก เดินตามน้องสาวต้อยๆ

เยี่ยมเลย ข้าไม่ต้องเรียนหนังสือแล้ว ความรู้ข้าทะลุเพดานไปแล้ว จะเรียนไปเพื่ออะไรอีก!

...

ซูจื่อเฟิงพาสวินค่วงเข้ามาในห้องโถงใหญ่

บ่าวไพร่ที่เห็นเหตุการณ์หน้าประตูรีบมารายงานก่อนแล้ว จึงจัดเตรียมน้ำชาของว่างไว้พร้อมสรรพ

เมื่อทั้งสองนั่งลง ซูจื่อเฟิงก็เอ่ยว่า “ท่านพ่อกับพี่ใหญ่เข้าวังไปแล้ว ข้าเลยต้องมารับหน้าแทน หวังว่าท่านซื่อเย่สวินคงไม่ถือสา”

สวินค่วงโบกมือ “ใต้เท้าซูพูดอะไรแบบนั้น ถ้าสองท่านนั้นอยู่ ข้าคงเกร็งจนทำอะไรไม่ถูกพอดี”

คนหนึ่งเป็นราชครู อีกคนเป็นราชเลขาธิการ

ตำแหน่งใหญ่คับฟ้าทั้งคู่

เขาเป็นแค่ซื่อเย่ มาอยู่ต่อหน้าสองเสาหลักเมืองก็ต้องเกร็งเป็นธรรมดา

ซูจื่อเฟิงรู้ดี จึงบอกให้สวินค่วงทำตัวตามสบาย

สวินค่วงไม่ใช่คนพิธีรีตอง จึงเข้าเรื่องทันที “วันนี้ข้ามาขอพบคุณหนูซูฉางอันและคุณหนูซูหลินหาน เพื่อมอบเทียบเชิญงานชุมนุมบทกวีต้อนรับฤดูหนาว”

พูดจบ สวินค่วงก็หยิบเทียบเชิญสีเขียวอ่อนดูเรียบหรูออกมาสองฉบับ

ซูจื่อเฟิงรู้อยู่แล้วว่าหลานสาวทั้งสองจะได้รับเชิญ แต่ไม่นึกว่าสวินค่วงจะมาส่งด้วยตัวเอง “หลานสาวข้ามีบุญวาสนาอะไรกัน ถึงได้ทำให้ท่านซื่อเย่ต้องลำบากมาส่งด้วยตัวเองแบบนี้”

สวินค่วงมองดูบ่าวไพร่ที่ถอยออกไปจนหมด แล้วยิ้ม “ไม่มีคนอื่นแล้ว ถ้าเจ้ายังพูดจาห่างเหินแบบนี้อีก ข้าจะเอาเทียบเชิญกลับแล้วนะ”

ซูจื่อเฟิงหัวเราะ “ก็ฐานะมันต่างกันนี่หว่า ตอนนี้เจ้าเป็นถึงใต้เท้าซื่อเย่ ข้ามันแค่ผู้ช่วยด้านดนตรีและพิธีกรรมตัวเล็กๆ”

สวินค่วงทำหน้าหมั่นไส้ “ใต้เท้าซูผู้ร่ำรวยล้นฟ้า เพื่อนร่วมรุ่นต่างพากันอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว เวลาสังสรรค์กันทีไร ทุกคนต่างบ่นว่าใต้เท้าซูเชิญตัวยากเหลือเกิน”

ซูจื่อเฟิงส่ายหน้ายิ้มๆ เรื่องฝีปาก เขาแพ้สวินค่วงราบคาบ!

ทั้งสองเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันสามปี แต่ซูจื่อเฟิงเรียนไม่เอาไหน เลยลาออกกลางคันกลับมาดูแลกิจการที่บ้าน

ตอนนี้สวินค่วงนั่งตำแหน่งซื่อเย่อย่างมั่นคง แถมในเมืองหลวงต่างรู้กันทั่วว่าตำแหน่งจี้จิ่วคนต่อไปต้องตกเป็นของเขาแน่ อนาคตรุ่งโรจน์ ได้เป็นขุนนางใหญ่แน่นอน

แต่ซูจื่อเฟิงก็ไม่ได้อิจฉา เพราะสมัยเรียนโดนสวินค่วงกดดันด้วยความฉลาดจนหายใจไม่ออก ยอมแพ้ไปตั้งนานแล้ว! จะเอาอะไรมาอิจฉา

“รอเดี๋ยว ข้าจะให้คนไปตาม...” ซูจื่อเฟิงเลิกเกรงใจ

สวินค่วงพยักหน้า

ยังไม่ทันขาดคำ

ซูจ้าวซินก็กระโดดผลุงเข้ามา “พี่หญิงใหญ่ข้ายังนอนหลับอุตุอยู่เลย ส่วนพี่รองก็บอกว่าไม่สบาย วันนี้ไม่รับแขก ข้าไปหาแล้วยังไม่เจอหน้าเลย...”

ผัวะ!

เจ้าตัวแสบโผล่มาปุ๊บ

ก็โดนซูหว่านเอ๋อร์เตะปั๊บ!

ซูจ้าวซินลูบก้น “อะไรของเจ้าอีกเนี่ย...”

ซูหว่านเอ๋อร์ถลึงตาใส่พี่ชาย แล้วหันไปคารวะสวินค่วงและซูจื่อเฟิง “ท่านอาจารย์สวิน ท่านลุงสาม พี่ชายข้าทำตัวเสียมารยาท ข้าขอรับผิดแทนเขาด้วยเจ้าค่ะ”

ซูจื่อเฟิงมองซูหว่านเอ๋อร์ด้วยความเอ็นดู พอเห็นมือแดงๆ บวมเป่งของหลานสาว ก็อดนึกด่าตาแก่อาจารย์ในใจไม่ได้ ตีเด็กตัวแค่นี้ซะแรงขนาดนี้ ถ้าท่านพ่อรู้เข้า คงปวดใจแย่!

ถ้าจะตีให้ตายก็ไปตีเจ้าจ้าวซินนู่น!

ซูหว่านเอ๋อร์เห็นพี่ชายยังยืนบื้อ จึงรีบส่งสายตาพิฆาต

ซูจ้าวซินรีบหันไปคารวะสวินค่วงและซูจื่อเฟิง “เมื่อครู่ข้าล่วงเกินไป ขอท่านอาจารย์สวินและลุงสามโปรดอภัย”

พูดจบ ก็เสริมต่อ “แต่ที่ข้าบอกว่าพี่หญิงใหญ่ยังนอนอยู่ เป็นเรื่องจริงนะขอรับ นางขี้เซาจะตาย ส่วนพี่รองก็ไม่สบายจริงๆ ข้าไปหายังไม่ยอมให้พบหน้าเลย”

ซูหว่านเอ๋อร์ถลึงตาใส่พี่ชายอีกรอบ

ซูจ้าวซินเบะปาก ก็พูดเรื่องจริงนี่นา เหตุใดต้องดุด้วย

“ถ้าอย่างนั้น คงไม่มีวาสนาได้พบแล้ว” สวินค่วงส่ายหน้าอย่างเสียดาย แล้วหันมามองซูหว่านเอ๋อร์ ก่อนจะพูดกับซูจื่อเฟิง “ตระกูลซูกำลังจะมียอดกวีหญิงเพิ่มอีกคนแล้วสินะ”

ซูจื่อเฟิงรีบโบกมือ “ไม่เห็นมือแดงๆ นั่นรึ เมื่อเช้าโดนท่านอาจารย์ตีเพราะแต่งกลอนไม่ได้ จะเป็นยอดกวีอะไรกัน ก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่ง”

พูดพลาง กวักมือเรียกซูหว่านเอ๋อร์ให้มาหา

สวินค่วงยิ้มขำ ดูรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของซูจื่อเฟิงสิ!!

แต่พอหันไปมองซูจ้าวซิน เห็นนายน้อยจ้องมองเขาตาแป๋ว สวินค่วงจึงเอ่ยขึ้น “เมื่อครู่คุณชายซูบอกว่ามีบทกวีจะร่ายให้ฟัง ตอนนี้ในเมื่อไม่ได้พบคุณหนูทั้งสอง และข้าก็ว่างอยู่ ไม่ทราบว่าตอนนี้พอจะร่ายให้ฟังได้หรือไม่?”

ซูจื่อเฟิงที่กำลังนวดมือให้หลานสาวอยู่ พอได้ยินสวินค่วงพูดแบบนั้น ก็รู้ทันทีว่าเพื่อนเกลอกำลังจะแกล้งหลานเขา จึงเตรียมจะไล่ซูจ้าวซินออกไป จะได้ไม่ขายหน้า

แถมบทกวีไร้เทียมทานอะไรนั่น เขาได้ยินมาแล้ว... คันมือยิบๆ อยากจะหวดสักป้าบ!

แต่ยังไม่ทันที่ซูจื่อเฟิงจะอ้าปาก

ซูจ้าวซินตาวาววับ “โอ้! ยังจำได้ด้วยรึ! เยี่ยมเลย สมกับเป็นคนที่ข้าถูกชะตา”

พูดจบ ก็ชูนิ้วโป้งให้สวินค่วง แล้วขยับเข้าไปใกล้ เท้าสะเอววางท่า “ในเมื่อท่านตื๊อข้าขนาดนี้ แถมยังแสดงความจริงใจซะขนาดนั้น ข้าก็จะร่ายให้ฟัง ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ! หนึ่งหมัดซัดโอ่งแตกกระจาย หนึ่งเท้าเตะกระถางต้นไม้กระเด็น หากเห็นสิ่งใดขัดหูขวางตา ก็จงกระโดดเข้าไปเตะต่อยมันซะ!”

ร่ายจบ ซูจ้าวซินก็สะบัดหน้าเชิด “เป็นอย่างไร น่าประทับใจใช่หรือไม่ล่ะ เรียนรู้ไว้ให้ดี ถ้าเจ้าเข้าถึงแก่นแท้ของมันเมื่อไหร่ ข้าจะยอมให้เจ้าพบพี่สาวคนที่สามของข้า”

ซูจื่อเฟิงกลอกตามองบน กวาดตามองหาอาวุธใกล้มือ กะจะฟาดก้นเจ้าหลานตัวแสบสักที

ซูหว่านเอ๋อร์รีบดึงแขนเสื้อลุงสาม ชี้ไปที่ถ้วยชาบนโต๊ะ เป็นเชิงบอกให้ใช้ถ้วยชาปาใส่เลย

ซูจื่อเฟิงถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้

ส่วนสวินค่วงกลั้นขำแทบตาย ยกนิ้วโป้งให้ซูจ้าวซิน “บทกวีของคุณชาย ยอดเยี่ยมกว่าพวกหนอนตำราในสำนักศึกษาหลวงตั้งเยอะ!!”

ซูจ้าวซินถามย้ำ “จริงอะ?”

สวินค่วงพยักหน้าจริงจัง “เชื่อข้าเถิด”

ซูจ้าวซินเม้มปาก “ใครโกหกเป็นหมูนะ”

สวินค่วงยืนยัน “จริงยิ่งกว่าจริง”

ซูจ้าวซินดีใจจนเนื้อเต้น “เยี่ยม!! เห็นแก่ความจริงใจของท่าน ไว้พี่สามข้ากลับมา ข้าจะแนะนำให้รู้จัก นางนิสัยอาจจะแย่ไปหน่อย หน้าตาขี้เหร่ไปนิด แต่รวมๆ ก็เป็นคนดีทีเดียว! ส่วนพี่รอง ท่านเลิกหวังได้เลย และพี่หญิงใหญ่... อย่าได้แม้แต่จะฝัน!”

ซูจื่อเฟิงของขึ้นอีกรอบ ถ้าพี่รองผู้แสนสุภาพเรียบร้อยของข้ารู้ว่าลูกสาวตัวเองโดนเอาไปขายแบบนี้ คงได้ลุกมาตบกะโหลกเจ้าหลานตัวแสบนี่แน่!

สวินค่วงหัวเราะร่า “งั้นดูท่าข้าต้องพยายามอีกหน่อยสินะ ถึงจะทำให้นายน้อยยอมให้ข้าพบคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองได้”

ซูจ้าวซินยืดอก “แน่นอน!”

แต่พอเหลือบไปเห็นน้องสาวถลึงตาใส่ ซูจ้าวซินรีบพูดกับสวินค่วง “ท่านอาจารย์สวิน นั่นน้องสาวข้าเอง! ท่านอย่าไปมอง...”

พูดยังไม่ทันจบ สวินค่วงก็ขัดขึ้น “อาจารย์ของพวกเจ้าคือท่านอาจารย์เหมา ข้าเคยเป็นศิษย์ของท่านมาก่อน นับกันจริงๆ เราก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง ไม่ต้องเรียกท่านอาจารย์หรอก”

ซูจ้าวซินได้ยินดังนั้นก็ร้องลั่น “อ้าว! เหตุใดไม่บอกแต่แรก!! มิน่าล่ะ ข้าถึงได้ถูกชะตากับท่านนัก ที่แท้ก็คนกันเอง... ได้เลย! ในฐานะศิษย์น้อง ข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ วันหลังมาจวนตระกูลซู ข้าเลี้ยงเอง! แต่ถึงจะตีซี้อย่างไร ข้าก็ให้ท่านเจอพี่รองไม่ได้ และพี่หญิงใหญ่ก็เลิกฝันไปได้เลย!”

สวินค่วงขำจนปวดท้อง เจ้าเด็กนี่สมเป็นลูกท่านแม่ทัพสี่จริงๆ เลือดพ่อมันแรง!

ซูจื่อเฟิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ กะว่าเดี๋ยวสวินค่วงกลับไปเมื่อไหร่จะจัดหนักให้สักชุด

ส่วนซูหว่านเอ๋อร์... ถ้าไม่มีซูจื่อเฟิงห้ามไว้ คงพุ่งเข้าไปตะกุยหน้าพี่ชายแล้ว

แต่ซูจ้าวซินไม่สนใจ ยังคงโม้ต่อ “เห็นน้องสาวข้าหรือไม่ ที่นางแต่งกลอนไม่ได้จนโดนตี ไม่ใช่เพราะนางโง่นะ แต่นางหัวรั้น! คือนางไม่ยอมแต่ง! เหตุใดน่ะหรือ เพราะพี่หญิงใหญ่เขียนบทความสั้นๆ ให้นางบทหนึ่ง นางอ่านแล้วก็เลยแต่งไม่ออกอีกเลย ถ้าจะเถียงกันเรื่องเรียน น้องสาวข้าเก่งกว่าข้าเยอะ!”

ซูหว่านเอ๋อร์ค้อนขวับ ขี้เกียจสนใจพี่ชายที่ขยิบตาให้ยิกๆ

ซูจื่อเฟิงมองสวินค่วง ส่งสายตาบอกให้เข้าใจ

แต่สวินค่วงจับประเด็นสำคัญได้ “คุณหนูซูฉางอันมีผลงานใหม่งั้นรึ?”

ซูจ้าวซินพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่แล้ว สุดยอดมาก เล่นเอาลุงสามอ้าปากค้าง พี่รองก็อ้าปากค้าง ท่านปู่ก็เหมือนจะอ้าปากค้างไปเหมือนกัน”

สวินค่วงรีบถาม “จำได้หรือไม่?”

ซูจ้าวซินกระแอม “เขียน... เอ่อ... ลายมือพี่หญิงใหญ่ไก่เขี่ยมาก ขอนึกก่อนนะ... เขียน...”

สวินค่วงรออย่างใจจดใจจ่อ แต่ซูจ้าวซินพูดออกมาได้แค่คำเดียว

ซูหว่านเอ๋อร์ทนดูสภาพพี่ชายไม่ไหว ส่ายหน้าแล้วร่ายออกมา “หากจะเขียนถึงสาวงาม จะเขียนแค่เรื่อง...”

ทันใดนั้น

บทความสั้นๆ ที่ซูฉางอันเขียนไว้ในวันนั้น ก็ถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของซูหว่านเอ๋อร์จนจบ

สวินค่วงยืนนิ่งตะลึงงัน

พินิจพิเคราะห์บทความนั้น โดยเฉพาะบทกวีที่เป็นหัวใจสำคัญ

สัมผัสแรก...

รสเลิศดั่งอาหารทิพย์! หอมอบอวลไปทั้งปาก!

สัมผัสต่อมา...

ตราตรึงใจ! ไม่อาจลืมเลือน!

และเมื่อพินิจอย่างลึกซึ้ง...

งดงามจนหาคำบรรยายไม่ได้!!

“ยอดเยี่ยม!!”

สวินค่วงลุกพรวดขึ้น หันไปหาซูจื่อเฟิง “บทกวีของคุณหนูซูฉางอันยอดเยี่ยมเหลือเกินซูจื่อเฟิง!! เพียงนางเยื้องย่างเข้ามาในงานเลี้ยงก็สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง ราวกับได้ยลโฉมงามแห่งยุคทอง... ท่ามกลางผู้คนนับหมื่น เพียงนางปรายตามองมาหนึ่งครั้ง ก็ทำให้สาวงามคนอื่นกลายเป็นเพียงฝุ่นธุลี... และดอกพุดตานยังงามไม่เท่าเครื่องหน้าของสาวงาม ลมพัดผ่านตำหนักแก้วพาเอากลิ่นหอมของไข่มุกและมรกตลอยมา... ทุกประโยคล้วนเป็นเพชรน้ำหนึ่ง!”

“จิตใจงดงามดั่งผ้าปัก ล้ำเลิศด้วยปัญญา! สมกับเป็นคุณหนูซูฉางอัน! โดยเฉพาะวรรคสุดท้าย เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์ บุปผาชวนให้นึกถึงใบหน้า สายลมวสันต์พัดผ่านระเบียงหยก น้ำค้างแข็งยิ่งขับให้ดอกไม้งามเด่น! สวินค่วงผู้นี้เขียนบทกวีชมสาวงามมาเป็นร้อยบท ยังเทียบไม่ได้แม้แต่เสี้ยวเดียวของวรรคนี้! ละอายใจยิ่งนัก ละอายใจยิ่งนัก!!”

พูดจบ

สวินค่วงรีบหันไปถามซูหว่านเอ๋อร์ “แล้วบทกวีท่อนที่เหลือล่ะ? ท่อนแรกหรือท่อนหลังมีอีกหรือไม่?”

ซูหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้า “พี่หญิงใหญ่เขียนให้แค่นี้เจ้าค่ะ”

สีหน้าของสวินค่วงหมองลงทันที ความรู้สึกเหมือนสาวงามมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วจู่ๆ ก็หายวับไป

ซูจื่อเฟิงเห็นอาการของสหายจึงเอ่ยเบาๆ “หากมิใช่ได้พบพานบนยอดเขาฉวินอวี้ ก็คงเป็นการนัดพบใต้เงาจันทร์ ณ แดนสวรรค์เหยาไถ”

“นี่คือท่อนต่อของวรรค 'เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์' ที่ท่านพ่อให้หลานสาวข้าเขียนไว้เมื่อวาน ส่วนท่อนอื่น ข้ายังไม่ได้อ่านก็โดนไล่ออกมาซะก่อน”

สวินค่วงหลับตาลง ก้มหน้าพึมพำ เชื่อมโยงบทกวีเข้าด้วยกัน

เนิ่นนานผ่านไป สวินค่วงพยักหน้าเบาๆ ทั้งที่ยังหลับตา ราวกับกำลังเมามายในรสกวี “ดื่มด่ำจนลืมเลือนวันเวลา ราวกับได้เห็นภาพจริงอยู่ตรงหน้า... ช่างงดงามเหลือเกิน...”

พูดจบ สวินค่วงหันไปหาซูจื่อเฟิง “หลายปีมานี้ ข้าหลงคิดว่าตัวเองรักสาวงาม เที่ยวหอนางโลมมานับไม่ถ้วน แต่งกลอนชมโฉมมาหลายร้อยบท แต่วันนี้พอได้ฟังบทกวีนี้... ของข้ามันก็แค่ขยะดีๆ นี่เอง”

สิ้นคำ

สวินค่วงประสานมือ แล้วโค้งคำนับไปทางประตูอย่างนอบน้อมและยาวนาน

ซูหว่านเอ๋อร์เห็นดังนั้น รีบฝืนเจ็บมือ ดึงพี่ชายหลบฉากออกมา

เพราะทิศที่สวินค่วงคำนับไปคือทิศที่ซูจ้าวซินยืนอยู่ ขืนรับการคำนับนี้เข้าไป มีหวังอายุสั้นแน่!

ซูจ้าวซินโดนลากออกมา ยังงงๆ อยู่ มองสวินค่วงที่จู่ๆ ก็ทำท่าแปลกๆ แล้วคิดในใจ เอาแล้วไง! บ้าไปอีกคนแล้ว!

แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี!

เหตุใดบทกวีของพี่หญิงใหญ่ถึงทำให้คนเป็นบ้าได้ขนาดนี้!

แล้วเหตุใดบทกวีไร้เทียมทานของข้าถึงทำไม่ได้บ้างล่ะ?

ซูจื่อเฟิงเห็นอาการของสวินค่วงก็เข้าใจดี เพราะบทกวีนี้ คู่ควรแก่การถูกจารึกเป็นตำนานจริงๆ!

เมื่อคำนับเสร็จ สวินค่วงหันมาบอกซูจื่อเฟิง “บทกวีบทอื่นที่เหลือ ช่วยหาฉบับสมบูรณ์มาให้ข้าด้วย ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาเรื่องน่าอายสมัยเรียนของเจ้าไปเผาให้ศิษย์น้องคนนี้ฟังให้หมด”

ซูจ้าวซินหูผึ่ง ตาเป็นประกาย!

ซูจื่อเฟิงถลึงตาใส่หลานชาย แล้วรับปากสวินค่วง “จะพยายาม”

สวินค่วงตบไหล่ซูจื่อเฟิงยิ้มๆ “เทียบเชิญถึงมือแล้ว ฝากจัดการต่อด้วย ห้ามมีข้อผิดพลาด ข้าจะรีบกลับไปฉีกบทกวีทิ้ง ไม่รบกวนแล้ว วันหลังไปเจอกันที่คฤหาสน์ซิ่วหู่ ข้าเลี้ยง เจ้าจ่าย!”

พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อ เดินจากไปทันที

“ฉีกบทกวี?” ซูจื่อเฟิงงง

สวินค่วงไม่หันกลับมา เพียงแต่ตอบลอยๆ ว่า “ขยะพรรค์นั้น ถ้าไม่ฉีกทิ้ง เก็บไว้ก็รกหูรกตา!”

ซูจื่อเฟิงมองแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างมาดมั่น ยิ้มขื่นๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมเหมือนสมัยหนุ่มๆ

ซูหว่านเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังนั้น ไม่เข้าใจความหมาย แต่รู้สึกประทับใจอย่างประหลาด

ซูจ้าวซินเม้มปาก กระซิบข้างหูน้องสาว “น้องรัก ถ้าบทกวีของพี่หญิงใหญ่ทำเอาศิษย์พี่ข้าเป็นบ้าไปแล้ว เราต้องจ่ายค่ารักษาให้เขาหรือไม่เนี่ย...”

ซูหว่านเอ๋อร์ค้อนขวับ หันไปลาซูจื่อเฟิง “ลุงสาม หว่านเอ๋อร์ขอตัวกลับไปคัดหนังสือต่อนะเจ้าคะ”

ซูจื่อเฟิงพยักหน้า กำลังจะเอ่ยปาก แต่เปลี่ยนใจเป็น “ค่อยๆ คัดนะ เดี๋ยวเจ็บมือ”

ซูหว่านเอ๋อร์พยักหน้า เดินจากไป ไม่สนใจพี่ชาย

“มือเจ็บขนาดนั้นยังจะคัดหนังสืออีก เฮ้อ... ยายเด็กคนนี้หัวรั้นจริงๆ!!” ซูจ้าวซินส่ายหน้าบ่นพึมพำ

แต่พอเหลือบไปเห็นเทียบเชิญในมือซูจื่อเฟิงก็ยิ้มทะเล้น “ลุงสาม ให้ข้าเอาไปส่งนะขอรับ พอดีจะได้แวะไปดูด้วยว่าพี่หญิงใหญ่ตื่นหรือยัง”

ซูจื่อเฟิงยิ้มหวานให้หลานชาย “รอข้าตีเจ้าเสร็จก่อนค่อยว่ากัน”

ซูจ้าวซินงง “หา?”

“โอ๊ยยยยยยย!!!!”

และแล้วเสียงร้องโหยหวนก็ดังสนั่นลั่นห้องโถงตระกูลซู ทะลุขึ้นไปถึงชั้นฟ้า!

...

....................................................................

จบบทที่ บทที่ 21 เหตุใดบทกวีของพี่หญิงใหญ่ถึงทำให้คนคลั่งได้ขนาดนี้นะ

คัดลอกลิงก์แล้ว