เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 พูดด้วยความดีใจว่า: ในนี้มียาพิษรสเลิศผสมอยู่

บทที่ 6 พูดด้วยความดีใจว่า: ในนี้มียาพิษรสเลิศผสมอยู่

บทที่ 6 พูดด้วยความดีใจว่า: ในนี้มียาพิษรสเลิศผสมอยู่


“ข้าจัดการเอง”

ทันทีที่ซูฉางอันจรดพู่กันเขียนเสร็จ ซูจื่อมู่ก็รีบคว้ากระดาษบทกวีนั้นไปถือไว้ก่อนใคร

“เหมยหิมะแย่งชิงวสันต์มิยอมกัน กวีวางพู่กันยากตัดสินความ เหมยเป็นรองหิมะสามส่วนเรื่องความขาว หิมะแพ้ก้านยาวหนึ่งส่วนเรื่องกลิ่นหอม”

“กลอนวิเศษ!!!”

สิ้นเสียงอ่าน ซูจื่อมู่ก็ตะโกนสรรเสริญด้วยตนเองทันที!

“สมแล้วที่เป็นหลานสาวคนโตแห่งตระกูลซู! บทกวีทั้งสามบทนี้ จะต้องได้ขึ้นหน้าหนึ่งของวารสารเมืองหลวงประจำเดือนนี้อย่างแน่นอน!”

ฝูงชนที่เงียบกริบไปชั่วครู่ พลันมีเสียงตะโกนก้องตอบรับทันที!

“เริ่มจาก 'รู้แน่ชัดไม่ใช่หนาวหิมะ ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นลอยมาตามลม' ต่อด้วย 'เงาไม้พาดเฉียงน้ำใสไหลเอื่อย กลิ่นหอมกรุ่นลอยล่องใต้แสงจันทร์ยามพลบค่ำ' และตอนนี้ยังมาต่อด้วย 'เหมยเป็นรองหิมะสามส่วนเรื่องความขาว หิมะแพ้ก้านยาวหนึ่งส่วนเรื่องกลิ่นหอม' อีก... ท่านราชครูซู หลานสาวท่านแต่งสามสุดยอดบทกวีในวันเดียว ช่างเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าเกรงขามนัก! ไม่แน่ว่านางอาจจะได้เป็นปราชญ์หญิงคนต่อไปก็เป็นได้”

ท่ามกลางฝูงชน ชายชราผู้หนึ่งเดินออกมา

“นั่นท่านมู่ ปรมาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาหลวงนี่นา”

มีคนจำสถานะของชายชราผู้นี้ได้

เมื่อชายชราปรากฏตัว ผู้คนในที่นั้นต่างพากันทำความเคารพอีกครั้ง แม้แต่ท่านอ๋องแปดเองก็ยังต้องรีบเข้าไปคารวะเล็กน้อย

ชายชรารับไหว้ทุกคน ก่อนจะหันมามองซูฉางอัน “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ”

ว่าจบก็หันไปทางราชครูซูแล้วเอ่ยว่า “ตระกูลเดียวมีปราชญ์หญิงถึงสองคน ผู้อาวุโสคนนี้ซ่อนคมไว้ลึกจริงๆ ดูท่าการชุมนุมบทกวีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตระกูลซูของเจ้าคงคว้าชัยไปครองอีกแล้วกระมัง”

“ท่านมู่กล่าวเกินไปแล้ว เด็กคนนี้ร่างกายอ่อนแอ ทำได้เพียงพักรักษาตัวอยู่แต่ในเรือนเท่านั้น” ราชครูซูมีสีหน้าปกติ ไม่ได้แสดงอาการผิดสังเกตใดๆ ต่อความสามารถของซูฉางอัน เพียงแค่ยิ้มตอบรับเท่านั้น

“ถ้าร่างกายอ่อนแอก็อย่าให้เด็กยืนตากลมตากแดดนานเลย รีบๆ ทำตามธรรมเนียมตระกูลซูของพวกเจ้าให้จบ แล้วให้เด็กเข้าไปพักผ่อนเถิด” ท่านมู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

จากนั้นจึงหันไปถามคนรอบข้าง “ตอนนี้พวกเจ้าคงไม่มีข้อกังขาใดๆ แล้วกระมัง”

พวกที่เคยหาเรื่องก่อนหน้านี้ ไหนเลยจะกล้าปริปากพูดอะไรอีก ได้แต่ยืนเงียบกริบกันเป็นแถว

“ท่านอ๋องแปดล่ะพ่ะย่ะค่ะ? ยังต้องการเทียบรอยประทับบนกระดาษอีกหรือไม่?” ท่านมู่หันไปถามท่านอ๋องแปด

“ศิษย์เพียงแค่ผ่านมาแล้วเกิดความสงสัยเท่านั้น ไม่คาดคิดเลยว่าหลานสาวจะมีความรู้ความสามารถถึงเพียงนี้ สมกับคำที่อาจารย์กล่าวไว้จริงๆ ว่าคลื่นลูกใหม่น่าเกรงขาม”

พูดจบ ท่านอ๋องแปดก็ส่งกระดาษคืนให้ซูจื่อมู่

“จื่อมู่ ดำเนินพิธีการต่อเถิด หลานสาวสุขภาพไม่ดี รีบให้เข้าไปพักผ่อนจะดีกว่า ฮ่าๆๆๆ”

ท่านอ๋องแปดถอยมายืนข้างกายท่านมู่พร้อมรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้า

ซูจื่อมู่เหลือบมองบิดาของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะตะโกนก้อง: “พิธีการต่อ!!”

“หนึ่งคำร้อยเรียงสามบทกวีอันเป็นเลิศ ขอน้อมรับคุณหนูใหญ่กลับจวน เข้าพำนัก ณ เรือนเหมย!”

สิ้นเสียงประกาศ บ่าวไพร่ตระกูลซูทุกคนต่างโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

สตรีข้างกายจับมือซูฉางอันแล้วค่อยๆ พาเดินเข้าสู่ภายในจวนตระกูลซู

ซูฉางอันกวาดตามองรอบๆ แวบหนึ่ง แล้วก็ไม่สนใจจะมองอะไรอีก

เรื่องการเข้าจวนตระกูลซูในครั้งนี้...

ซูฉางอันไม่รู้ว่าฝ่าบาทกับราชครูซูตกลงกันไว้อย่างไร

แต่ดูเหมือนจะเป็นแค่การเดินตามแผน ให้เขาเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลซูอย่างสมเหตุสมผล แล้วรอให้ฝ่าบาทมาสู่ขอเท่านั้น

ไอ้เรื่องทำตัวโดดเด่นเป็นจุดสนใจเนี่ย ซูฉางอันไม่ถนัดและไม่อยากทำด้วย!

ก็เขาเป็นผู้ชายอกสามศอกที่ต้องมาแต่งหญิงอยู่นี่นา!

ถ้าโดนจับได้มีหวังหัวหลุดจากบ่า เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นสักหน่อย

ทว่า...

ซูฉางอันไม่ใช่คนชอบทำตัวเด่น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนกลัวปัญหา!

แค่แต่งกลอนแล้วเข้าจวน มันเรื่องง่ายๆ

แต่ในเมื่อมีคนกังขาก็จัดให้อีกบท!

ยังจะสงสัยอีกเรอะ!

ได้!

งั้นก็เขียนต่อ!!

เรื่องอื่นซูฉางอันอาจจะไม่เก่ง แต่เรื่องท่องจำบทกวีจากชาติก่อน เขาจำได้เป็นกะตั้ก!!

โดยเฉพาะนิสัยส่วนตัวของซูฉางอันที่ไม่ชอบเถียงกับใครให้มากความ แต่ชอบลงมือทำให้เห็นจนอีกฝ่ายต้องยอมจำนนทั้งกายและใจ!

ยิ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฝ่าบาท...

ถึงจะไม่อยากเป็นฮองเฮา แต่ฝ่าบาทก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต และดีต่อเขาขนาดนี้ สิ่งที่ควรทำ ความรับผิดชอบที่ควรมี ซูฉางอันทำให้ได้ไม่ขาดตกบกพร่องแน่

เพียงแต่...

เมื่อมองดูท่านอ๋องแปด แล้วมองดูราชครูซูกับท่านมู่ที่เอาแต่ยิ้มตาหยีมองมาที่เขา

ดูท่าวันเวลาอันสงบสุขคงไม่มีอีกแล้ว

ซูฉางอันถอนหายใจในใจ

แต่ในใจลึกๆ ก็แอบนึกเสียใจ รู้งี้เมื่อคืนไม่น่าหลงเชื่อคำพูดของจักรพรรดินีเลย น่าจะรีบหนีออกไปซะก็สิ้นเรื่อง!!

...

ในเมืองหลวงไม่เคยขาดแคลนพวกหูทิพย์ตาทิพย์

เรื่องเพิ่งเกิดสดๆ ร้อนๆ ไม่กล้าพูดว่ารู้กันทั้งเมือง แต่ครึ่งเมืองหลวงต่างรับรู้เรื่องราวอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว

เรื่องหลานสาวคนโตตระกูลซูกลับจวนเดิมทีก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้คนไม่ได้สนใจ ฟังผ่านหูแล้วก็ผ่านไป

แต่บังเอิญเหลือเกินที่สตรีผู้นี้งดงามล่มเมือง...

และบังเอิญยิ่งกว่าที่สตรีผู้นี้แต่งสุดยอดบทกวีเกี่ยวกับดอกเหมยติดต่อกันถึงสามบท

แบบนี้มันหนังคนละม้วนแล้ว!

ราชวงศ์ต้าเซี่ยปกครองด้วยบุ๋นและบู๊ควบคู่กัน!

กระแสความนิยมในด้านอักษรศาสตร์กำลังเฟื่องฟู!

เมื่อมีบทกวีระดับตำนานปรากฏขึ้นถึงสามบท จะไม่ให้สะเทือนเลือนลั่นไปทั้งเมืองหลวงได้อย่างไร!

โดยเฉพาะตัวเอกอย่างซูฉางอัน กลายเป็นบุคคลแห่งปีของเมืองหลวงไปในทันที

ทว่า...

ข้างนอกจะเป็นอย่างไร ซูฉางอันหารู้ไม่

ตอนนี้เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างชั้นสองของเรือนพักที่เต็มไปด้วยดอกเหมย

รอบกายมีเพียงเมาเมาคนเดียว ซูฉางอันจึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีกต่อไป

เนื่องจากไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าหิวจนตาลาย ตอนนี้เขาจึงสวาปามอย่างมูมมาม

ไหนเลยจะมีเค้าลางของคนร่างกายอ่อนแอขี้โรคอย่างที่คนข้างนอกลือกัน

“ข้างนอกมีคนตั้งมากมายอยากเห็นหน้าเจ้า แม้แต่คนในจวนตระกูลซูเองก็เถิด ถ้าพวกเขามาเห็นสภาพเจ้าตอนนี้ ไม่รู้จะคิดอย่างไร”

เมาเมามองดูท่าทางของซูฉางอันแล้วกลอกตามองบน ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำสิ่งที่อยู่ในมือต่อ

ซูฉางอันคร้านจะคิดเรื่องพรรค์นั้น เขาถามเมาเมาว่า “เจ้าไม่กินหรือ? เจ้าเองก็ยังไม่ได้กินข้าวเช้าไม่ใช่รึไง”

“เดี๋ยวค่อยกิน ท่านหัวหน้าองครักษ์เยี่ยนเพิ่งบอกเมื่อกี้ว่า ถึงแม้มาอยู่ที่นี่จะปลอดภัยกว่าในวัง แต่คนที่จ้องจะเล่นงานเจ้าก็มีมากขึ้น ต้องระวังตัวไว้หน่อย”

ขณะที่พูด เมาเมาก็หยิบธูปในกระถางกำยานขึ้นมาดม พอเห็นว่าไม่มีปัญหาก็วางกลับลงไป

ได้ยินดังนั้น ซูฉางอันชะงักมือที่กำลังหยิบซาลาเปา “เมาเมา เจ้าว่าถ้าเราสองคนหนีไป จะเป็นการเนรคุณต่อฝ่าบาทมากหรือไม่?”

“ถ้าเจ้าหนีก็ถือว่าเนรคุณมาก ส่วนข้าไม่จำเป็นต้องหนี” เมาเมาตอบเสียงเรียบโดยไม่เงยหน้า “อีกอย่าง ถ้าเจ้าหนี เจ้าจะกลายเป็นนักโทษหนีคดี ต้องระหกระเหินไปตลอดชีวิต”

“นั่นสินะ... ไม่งั้นกำแพงที่นี่เตี้ยกว่าในวังตั้งเยอะ ถ้าจะหนี กระโดดทีเดียวก็ออกไปได้แล้ว” ซูฉางอันพูดพลางชี้ไปที่กำแพงจวนตระกูลซู

“หากท่านคิดจะหนี ก็แค่ตีให้สลบแล้วมัดไว้ รอถึงวันอภิเษกสมรสค่อยจับยัดใส่เกี้ยวเจ้าสาวก็จบเรื่อง”

ทันทีที่ซูฉางอันพูดจบ เยี่ยนหรูอวี้ก็โผล่ออกมาจากที่ไหนไม่รู้ นางโค้งคำนับซูฉางอันเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงเรียบ

ก่อนจะเสริมอีกประโยคว่า “นี่เป็นรับสั่งจากฝ่าบาท”

ซูฉางอัน: “...”

หลังจากพูดไม่ออกไปพักใหญ่ ซูฉางอันก็นึกอยากเรียนวรยุทธ์ของโลกนี้ขึ้นมาตงิดๆ

เดี๋ยวก็ส่งเสียงทางจิต เดี๋ยวก็โผล่มาแวบไปแวบมา!

ถ้าเขาฝึกจนเก่งกล้า อย่าว่าแต่หนีเลย จะประกาศตัวว่าเป็นผู้ชายอกสามศอกอย่างผ่าเผยก็ยังได้!!

“ในนี้มียาพิษ...”

แต่ในขณะนั้นเอง...

เมาเมาถือจานกับข้าวเล็กๆ ที่เพิ่งยกเข้ามา ใบหน้าแดงระเรื่อ มองซูฉางอันด้วยความดีใจ

นางพูดเสริมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอีกว่า “แถมยังเป็นยาพิษรสเลิศเสียด้วยสิ”

จบบทที่ บทที่ 6 พูดด้วยความดีใจว่า: ในนี้มียาพิษรสเลิศผสมอยู่

คัดลอกลิงก์แล้ว