เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 155 ลมพัดแรงก่อนพายุใหญ่

บทที่ 155 ลมพัดแรงก่อนพายุใหญ่

บทที่ 155 ลมพัดแรงก่อนพายุใหญ่


บทที่ 155 ลมพัดแรงก่อนพายุใหญ่

ภายในวิหารมารทมิฬอันยิ่งใหญ่ และมืดมิดของ สำนักมารทมิฬบรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัด

ณ ใจกลางความมืดนั้น คาร่าลืมตาขึ้น กลิ่นอายปีศาจขุมหนึ่งปะทุขึ้นรอบกายก่อนจะถูกสูบกลับเข้าไปในร่างดุจกระแสน้ำวน พลังอำนาจสั่นสะเทือนมวลอากาศรอบตัวราวกับทุกสิ่งต้องยอมสยบต่อเจตจำนงของนาง นางลุกขึ้นจากบัลลังก์อย่างสง่างาม ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าเหยียบลงบนพรมสีแดงเข้มที่ทอดตัวยาวไปสู่บานประตูหินออบซิเดียน

"หนึ่งปีก่อน ข้าผ่านทัณฑ์มหายานครั้งที่เจ็ด และก้าวเข้าสู่ ขอบเขตมหายานขั้นที่เจ็ด" นางพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลังดุจพายุที่ซ่อนเร้น "บัดนี้ ตบะบารมีของข้าเสถียรสมบูรณ์แล้ว"

มือเรียวบางลูบผ่านกระถางธูปทองคำ ควันสีม่วงจาง ๆ ลอยวนเวียนรอบใบหน้าของนางประดุจหมอกที่มีชีวิต

"ไลราเล่... หากเจ้ายังไปไม่ถึงขั้นที่เจ็ด วันเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของสำนักชิงหยวนคงเหลืออยู่อีกไม่มากนัก"

น้ำเสียงของนางนิ่งสงบ ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับเปี่ยมไปด้วยคำสัญญาแห่งการทำลายล้าง นางกำหมัดแน่นเพียงแผ่วเบา แรงกดดันวิญญาณก็ระเบิดออกจนอากาศบิดเบี้ยว แรงกดดันนั้นมหาศาลพอที่จะบดขยี้โลหะให้เป็นจลได้ในพริบตา

ก่อนที่พลังนั้นจะสงบลง เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากภายนอกวิหาร

คิ้วเรียวของคาร่าขมวดเข้าหากันเพียงเล็กน้อย สีหน้าของนางกลับมาเย็นชา และสงบนิ่งในทันที ท่าทางองอาจดุจประมุขผู้ปกครองหมูมารหวนกลับคืนมา ประตูใหญ่เปิดออกพร้อมเสียงครืนครัน

ผู้อาวุโสมัลริกในชุดผ้าไหมรบสีเข้มก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว และคุกเข่าลงข้างหนึ่ง แม้จะก้มหัวต่ำแต่ท่าทางที่สั่นเทาก็ปิดซ่อนความตื่นตระหนกไม่มิด

"คารวะท่านประมุข!"

"มีเรื่องด่วนอันใด ถึงต้องรีบร้อนเพียงนี้?" คาร่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงด้วยความกดดัน

ผู้อาวุโสชูมือที่สั่นเทาขึ้น นำเสนอการ์ดวิญญาณที่สลักด้วยอักขระสีดำซึ่งกำลังพัลส์แสงจาง ๆ "ท่านบรรพชน อาซราเอธ วีครอธ ส่งข้อความผ่านวิชาลับสื่อวิญญาณมาอีกครั้งครับ!"

แววตาของคาร่าทอประกายความสนใจเป็นครั้งแรก นางยื่นมือออกไป การ์ดวิญญาณเลื่อนลอยข้ามวิหารมาสู่ปลายนิ้วของนาง แรงกดดันปีศาจแผ่ซ่านไปทั่วห้องเมื่อห้วงสำนึกของนางสัมผัสกับอาวุธวิเศษชิ้นนั้น

อักขระเงารวมตัวกันกลางอากาศ กลายเป็นข้อความสีแดงฉานดุจโลหิต

"อีธานยังไม่ตาย มรดกสูงสุดของสำนักชิงหยวนถูกครอบครองแล้ว ข้าเหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปี"

ดวงตาของคาร่าหรี่ลง น้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ "มรดกสูงสุดของสำนักชิงหยวน... และบรรพชนเหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปีงั้นหรือ?"

นางย้อนนึกถึงตำนานของสำนักชิงหยวนที่ก่อตั้งมาเกือบหมื่นปี รากฐานของมันตั้งอยู่บนความลับที่ทิ้งไว้โดย บรรพชนเมฆาคราม ตัวตนที่ครั้งหนึ่งเคยสัมผัสถึง ขอบเขตสูงสุด มรดกของเขานั้นเป็นดั่งตำนาน ความจริงที่กล่าวกันว่าทัดเทียมกับเจตจำนงแห่งสวรรค์

ไม่เคยมีใครเปิดมันออกได้ ไม่ว่าจะเป็นวิสุทธิชนหรืออัจฉริยะในรอบหลายยุคสมัย... จนกระทั่งตอนนี้

"ข้าไม่นึกเลยว่าสำนักชิงหยวนจะเปิดเผยความลับที่ลึกที่สุดออกมาได้ในที่สุด" คาร่าพึมพำ "จะเป็นใครกัน? ไลราเล่งั้นหรือ?"

นางเหยียดยิ้มหยาม "ยัยผู้หญิงแพศยานั่น... เป็นก้างขวางคอข้ามาตลอด"

ผู้อาวุโสมัลริกเอ่ยขึ้นอย่างลังเล "นายท่าน บรรพชนบอกว่าเหลือเวลาเพียงครึ่งปี... แต่ท่านไม่ได้บรรลุกายอมตะจากการฟื้นฟูสายเลือดแล้วหรือ? ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่?"

คาร่าหันไปมองเขา สายตาคมกริบจนมัลริกแทบหยุดหายใจ "ความอมตะ... ไม่ใช่ความไร้เทียมทาน" นางกล่าวเย็นชา "เมื่อความต่างของพลังมหาศาลเกินไป แม้แต่กายอมตะก็แตกสลายได้ ข้อความสุดท้ายของท่านหมายถึงสิ่งเดียว มีใครบางคนหรือสิ่งบางอย่างในสำนักชิงหยวนที่กุมพลังซึ่งทัดเทียมกับขอบเขตสูงสุดเอาไว้"

มัลริกเหงื่อกาฬไหลพราก คาร่าวางการ์ดวิญญาณลง ริมฝีปากหยักเป็นรอยยิ้มลี้ลับ

"นี่เป็นครั้งที่สองที่บรรพชนเสี่ยงใช้วิชาลับสื่อวิญญาณ ท่านต้องติดอยู่ในสถานการณ์ที่เกินจะควบคุม สถานการณ์ที่แม้แต่พลังสายเลือดปีศาจก็ต้านทานไว้ไม่ได้" นางกล่าวเสียงเข้มขึ้น " และเหล่าผู้ฝึกตนของสำนักมารทมิฬที่ยังถูกคุมขังอยู่ในถ้ำผนึกปีศาจ... คงจะมีสภาพที่ย่ำแย่กว่านั้นมาก"

กลิ่นอายรอบตัวนางปะทุขึ้น พลังงานสีดำลั่นเปรี๊ยะประดุจสายฟ้าใต้เมฆทมิฬ "ส่งคำสั่งออกไป เรียกตัวผู้อาวุโส และผู้นำทุกคนของสำนักมาที่วิหารมารทมิฬเดี๋ยวนี้!"

"รับบัญชา!" มัลริกคำนับอย่างนอบน้อม แววตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

เป็นเวลาหลายศตวรรษนับตั้งแต่สำนักล่มสลาย ความอัปยศเหล่านั้นถูกสลักลงในใจของศิษย์ทุกคน บัดนี้ ประมุขของพวกเขากำลังปลุกเปลวไฟแห่งความแค้นที่หลับใหลมานานให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง พวกเขาจะกลับมายิ่งใหญ่ และเหล่าปีศาจแห่งขุนเขาหอคอยดำจะสยบโลกนี้ไว้ใต้ฝ่าเท้าอีกครั้ง

ครู่ต่อมา ชายวัยกลางคนในชุดเกราะสีม่วงเข้มก็ก้าวเข้ามา กลิ่นอายของเขาหนักแน่นดุจขุนเขา เขาคือ มหาผู้อาวุโสทาเรน ผู้มีตบะถึงระดับมหายานขั้นที่สาม

"เรียนท่านประมุข ข้ามีเรื่องสำคัญจะรายงาน"

คาร่าเลิกคิ้ว "ว่ามา"

"มีสำนักหนึ่งจากดินแดนสวรรค์... ต้องการร่วมมือกับเรา"

แววตาของคาร่าเย็นเยียบลง "สำนักระดับรองงั้นหรือที่กล้ามาขอเป็นพันธมิตรกับสำนักมารทมิฬ? พวกมันคิดว่าไก่กาหรือหมาข้างถนนที่ไหนก็ยืนเคียงข้างเราได้งั้นหรือ?"

ทาเรนรีบคำนับ "โปรดฟังข้าก่อนท่านประมุข! สำนักนี้คือ หุบเขาวิลเทเรีย แม้จะเป็นสำนักระดับรอง แต่พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา บัดนี้พวกมันรวบรวมทรัพยากรจนก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับสี่สำนักใหญ่ในดินแดนสวรรค์แล้ว"

"พูดต่อไป"

"พวกมันตั้งอยู่ใกล้กับสำนักชิงหยวน และเป็นศัตรูกันมานาน ประมุข และรองประมุขของพวกมันต่างอยู่ในระดับมหายานขั้นที่สอง ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวกันว่าทะลวงผ่านขั้นที่ห้าไปแล้ว... แต่ที่สำคัญกว่านั้น เราเชื่อว่าพวกมันมีพันธมิตรจากภายนอกหนุนหลัง ไม่อย่างนั้นพวกมันคงไม่กล้าท้าทายสำนักชิงหยวนเช่นนี้"

"ข้าเข้าใจแล้ว" คาร่าครุ่นคิด "เจ้าจะเสนออะไร?"

"ข้าเชื่อว่าหุบเขาวิลเทเรียใช้เป็นเครื่องมือได้ ความทะเยอทะยานทำให้พวกมันอยากท้าทายสำนักชิงหยวน... พวกมันจะเป็นดาบที่ลอบโจมตีจากในเงามืดให้เรา"

ริมฝีปากของคาร่าหยักยิ้มเล็กน้อย "เป็นความคิดที่น่าสนใจ แต่จำไว้... พวกมันเป็นมนุษย์ และมนุษย์ไม่เคยมีความภักดีที่แท้จริง การร่วมมือต้องทำอย่างระมัดระวัง พวกมันต้องการอะไร?"

"ข้อเสนอของพวกมันเรียบง่าย" ทาเรนกล่าวอย่างรวดเร็ว "พวกมันต้องการให้เราสนับสนุนในการทำลายสำนักชิงหยวน และยินดีมอบส่วนแบ่งจากสงครามให้เราถึงเจ็ดสิบส่วน"

"เจ็ดสิบส่วน..." คาร่าหัวเราะเบา ๆ "อย่างน้อยพวกมันก็เจียมตัว แต่ทรัพยากรเหล่านั้นไม่ได้สำคัญกับเรานัก ต่อให้เราทำลายสำนักชิงหยวนได้ เราก็ไม่อาจเข้าครอบครองดินแดนนั้นได้อย่างเปิดเผย เพราะสำนักอื่น ๆ ในดินแดนสวรรค์คงไม่ยืนเฉยหากเผ่าปีศาจเปิดฉากรุกรานอย่างเต็มตัว"

นางยืนตระหง่านบนแท่นพิธี แววตาเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ "ปล่อยให้พวกมนุษย์กัดกันเองไป... เราจะเพียงแค่เฝ้ามอง และลงมือในยามที่จังหวะสุกงอม"

"เป้าหมายเดียวของเราตอนนี้ คือถ้ำผนึกปีศาจ... นั่นคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด!"

วิหารสั่นสะเทือนตามน้ำเสียงของนาง ราวกับเป็นคำพยากรณ์ที่ต้องเกิดขึ้นจริง

จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ

ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox

https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr

จบบทที่ บทที่ 155 ลมพัดแรงก่อนพายุใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว