- หน้าแรก
- ระบบตกปลา ระดับเทพ
- บทที่ 85 กรงล้อแห่งโชคชะตา
บทที่ 85 กรงล้อแห่งโชคชะตา
บทที่ 85 กรงล้อแห่งโชคชะตา
บทที่ 85 กรงล้อแห่งโชคชะตา
สายตาของฟลินต์เลื่อนไปจับจ้องที่เคน คิ้วของเขาขมวดมุ่นเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตมิเห็น
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ฟลินต์มักมิใคร่สนใจการโต้เถียงไร้สาระของเหล่าศิษย์ธรรมดาทั่วไป ทว่าคนอย่างเคนนั้นกลับเป็นข้อยกเว้นที่มิอาจมองข้าม
มิใช่เพียงเพราะชื่อเสียงในฐานะคนสนิทขององค์หญิงผู้ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ฟลินต์ ฮอลโลว์ยังเคยได้ยินรายละเอียดบางอย่างผ่านมาทางผู้บัญชาการลิลิธอีกด้วย
เคน และเซราฟิน่าเติบโตมาด้วยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มั่นคงมานานก่อนจะเข้าสู่สำนักชิงหยวน แม้ภายหลังคนหนึ่งจะเข้าสู่ฝ่ายใน ส่วนอีกคนจะตกไปอยู่ฝ่ายนอกที่ห่างไกล ทว่าสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากลับมิเคยจางหาย
ฟลินต์ทำลายความเงียบขึ้นว่า "เจ้ารู้จักหมอนี่รึ?"
อีธานไหวไหล่เบา ๆ เผยรอยยิ้มราบเรียบที่แฝงกลิ่นอายแห่งความหลัง
"เคยมีเรื่องกันนิดหน่อยตอนอยู่ฝ่ายนอก คราวนั้นข้าเอาชนะเขาได้หลายครั้ง พรสวรรค์ของเขามิได้ขาดแคลนหรอก เพียงแต่เขามักจะชอบหาเรื่องรังแกคนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น"
ฟลินต์หัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "อย่าว่าแต่ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณเลย ต่อให้เป็นขอบเขตผสานว่างเปล่าก็ยากที่จะคุกคามเจ้าได้"
"ศิษย์พี่ฟลินต์ ท่านก็กล่าวเกินไปแล้ว" อีธานตอบกลับ พร้อมริมฝีปากที่ยกยิ้มอย่างถ่อมตัว
ห่างออกไปไม่ไกล สีหน้าของเคนดูย่ำแย่ลงทันตา
เขาหวังว่าการท้าทายของตนจะทำให้อีธานเสียอาการบ้าง ทว่าการที่เห็นอีธานยืนคุยกับศิษย์คนอื่นอย่างผ่อนคลายโดยมิเห็นเขาอยู่ในสายตา ยิ่งสาดน้ำมันเข้ากองเพลิงแห่งความอัปยศในใจของเคน
อีธานมิได้ปรายตามองเคนแม้แต่น้อย เขาเพียงตอบรับสั้น ๆ ว่า "ตกลง" น้ำเสียงนั้นยังคงนิ่งสงบ และเย็นชาดุจเดิม
การปะทะฝีปากที่แหลมคม และเต็มไปด้วยเบื้องหลังที่มิได้เอ่ยออกมานี้ ดึงดูดสายตาของศิษย์รอบข้างจำนวนมาก
ศิษย์ส่วนใหญ่ต่างรู้จักเคนเป็นอย่างดี การไต่เต้าจากศิษย์ฝ่ายนอกที่ไร้ชื่อเสียงขึ้นมาด้วยพรสวรรค์ที่มิอาจปฏิเสธได้ ทำให้เขากลายเป็น "ศิษย์รัก" ที่ยอดเขาวายุอสรพิษหมายมั่นปั้นมือ
เหล่าผู้อาวุโส และศิษย์พี่แห่งเมฆาอสรพิษต่างฝากความหวังไว้ที่เคนในการประลองครั้งนี้อย่างสูง
ทว่า สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้เขาหาใช่เพียงพรสวรรค์หรือการต่อสู้เท่านั้น
หากแต่เป็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับองค์หญิงผู้ศักดิ์สิทธิ์ มีบ่อยครั้งที่องค์หญิงปรากฏตัวในที่สาธารณะโดยมีเคนอยู่เคียงข้าง เรื่องราวในวัยเยาว์ และพันธสัญญาใจระหว่างทั้งคู่ถูกเล่าลือไปทั่วด้วยเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความอิจฉา
มันคือความลับที่รู้กันทั่วทั้งสำนัก: เมื่อองค์หญิงออกเดินทางทดสอบมรรคาจิตวิญญาณ นางจำต้องมี "ผู้พิทักษ์" สี่คน ยอดนักบำเพ็ญที่แข็งแกร่ง และเปี่ยมพรสวรรค์ซึ่งถูกคัดเลือกจากความจงรักภักดี และพลังฝีมือ เมื่อสิบปีก่อน องค์จักรพรรดินีเคยแต่งตั้งนักบำเพ็ญสามคนให้เป็นผู้พิทักษ์ของนาง
ทว่ากงล้อแห่งโชคชะตาช่างเล่นตลก: คนหนึ่งต้องสังเวยชีวิตในการออกไปหาประสบการณ์อันโหดร้าย ส่วนอีกคนตบะหยุดนิ่งมิอาจก้าวหน้าได้อีก
ยามนี้ องค์หญิงเหลือผู้พิทักษ์ที่ยืนยันตัวตนได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนอีกสามตำแหน่งที่เหลือกำลังว่างเวียนรอผู้มาเติมเต็ม
สำหรับหลายคน เคนดูเหมือนจะได้รับตำแหน่งเคียงข้างนางอย่างแน่นอนแล้ว ชื่อเสียงของเขาพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่
เสียงสนทนาดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
"นั่นมิใช่ศิษย์พี่เคนหรอกรึ? ดูจากน้ำเสียงแล้ว เขากำลังพิพาทกับใครบางคนอยู่" "เคนผู้นั้น ทั้งเก่งกาจ และใกล้ชิดกับองค์หญิงยิ่งนัก ไม่แปลกใจเลยที่ชื่อของเขาจะถูกกล่าวขวัญถึงเสมอ" "เก่งรึ? ก็ใช่ แต่หน้าตาธรรมดาไปนิด พูดกันตามตรง เจ้าคนที่เถียงกับเขาอยู่นั่นดูดีกว่าเสียอีก แม้แต่ชายผมสั้นข้าง ๆ ก็มิเลวเลย" "พวกเขาทั้งคู่สวมชุดคลุมยอดเขาชิงเทียน ข้ามิมค่อยเห็นหน้าค่าตาเท่าใดนัก พลังฝีมือคงจะงั้น ๆ การไปล่วงเกินเคนนับเป็นการรนหาที่ตายแท้ ๆ" เสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะจากกลุ่มศิษย์สตรีดังระงม มีทั้งความชื่นชม ความริษยา และการคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
สำหรับอีธาน คำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา
ในสำนักชิงหยวน ที่ซึ่งกำปั้น และวาสนาเป็นผู้ตัดสินทุกสิ่ง มีเพียงความแข็งแกร่งที่แท้จริงเท่านั้นที่จะสยบข่าวลือไร้สาระได้ สิ่งอื่นใดล้วนเบาบางยิ่งกว่าหมอกยามเช้าเหนือทะเลสาบกระจกใส
เมื่อเวลาล่วงเลยไป ลานประลองวรยุทธ์อันกว้างขวางก็เนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่เพิ่มมากขึ้น
แสงสว่างเจิดจ้าพาดผ่านท้องฟ้า เหล่าผู้อาวุโส และบุคคลสำคัญต่างเหาะเหินลงมาจากหมู่เมฆ เข้าประจำที่นั่งบนปะรำพิธีอันโอ่อ่าที่ตั้งเด่นเป็นประธานเหนือหุบเขา
เก้าอี้ที่แกะสลักจากไม้ทิพย์เรียงรายอยู่บนเวที เจ้าแห่งสี่ยอดเขาต่างเข้าประจำที่ โดยมีผู้อาวุโสระดับสูงสองถึงสามคนขนาบข้าง บรรยากาศหนักอึ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งขุมพลังที่เร้นลับ
เอลเดน เจ้าแห่งยอดเขาชิงเทียนนั่งลงในตำแหน่งของตน บัดนี้เหล่าประมุขยอดเขาล้วนมาถึงครบถ้วนแล้ว
มีเพียงระเบียบวินัยอันเคร่งครัดเท่านั้นที่สะกดความตื่นเต้นมิให้ล้นปรี่ออกมา ทันใดนั้น แบรม ฮอลโลว์เกลน เจ้าแห่งยอดเขาวายุอสรพิษ ชายร่างท้วมที่มีเคราขาวราวนกยูง และใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา ได้โน้มตัวไปทางชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างกาย
"ได้เวลาเริ่มแล้ว" แบรมเอ่ยด้วยแววตาแห่งการรอคอย
"รับทราบครับท่านเจ้าแห่งยอดเขา" ชายวัยกลางคนพยักหน้าอย่างนอบน้อม กลิ่นอายตบะของเขาปะทุขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะทะยานลงไปกลางลานประลองเพียงก้าวเดียว เขาร่อนลงบนแท่นหินที่สูงที่สุด การปรากฏกายของเขาเพียงผู้เดียวก็สะกดทุกสายตา และทำให้เสียงจ้อกแจ้กเงียบกริบลง
เขาแผดเสียงตะโกน น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณอันลุ่มลึก เพื่อสั่งให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
"เงียบ!"
คำสั้น ๆ นั้นกระแทกเข้าใส่ฝูงชนประดุจเสียงอสนีบาต สยบทุกเสียงกระซิบ และคำเลื่อนลอย ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วลานประลอง ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด
ชายผู้นั้นยืนตัวตรง ดวงตาดุจดวงดาวที่เย็นเยือก
"ข้าคือผู้อาวุโสลำดับสามแห่งยอดเขาวายุอสรพิษ ดอเรียน ผู้ทำหน้าที่พิธีกรในการประลองยุทธ์ปีนี้ ตามเจตจำนงของท่านเจ้าแห่งสี่ยอดเขา การประลอง... เริ่มต้น ณ บัดนี้!"
เขาปล่อยให้คำประกาศซึมซาบลงไปก่อนจะส่งเสียงกึกก้องอีกครั้ง "ด้วยมติเห็นชอบจากสี่ยอดเขา การทดสอบด่านแรกคือการตรวจสอบระดับตบะ ศิษย์คนใดที่มีระดับต่ำกว่าขอบเขต 'กลั่นแก่นปราณ' จะถูกคัดออกทันที! ส่วนผู้ที่เหลือรอดจะได้จับสลากเพื่อหาคู่ประลอง!"
เสียงฮือฮาดังระงมไปทั่วสังเวียน
"อะไรนะ? เกณฑ์ตัดสินสูงเพียงนี้เชียวรึ? ต้องระดับกลั่นแก่นปราณขึ้นไปเท่านั้นรึ?" "ข้าเพิ่งบรรลุระดับสร้างฐาน เมื่อเดือนก่อน นี่หมายความว่าข้าถูกคัดออกแล้วงั้นรึ?" "แล้วจะอย่างไร การดูคนอ่อนแอสูักันมันมีประโยชน์อันใด? ระดับกลั่นแก่นปราณต่างหากที่การต่อสู้จะเริ่มน่าสนใจ!"
บางคนบ่นพึมพำ และสบถสาบาน ทว่าคำตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด
ดอเรียนตบมือเพื่อเรียกความสนใจอีกครั้ง
"ศิษย์ที่ลงทะเบียนทุกคน ก้าวขึ้นมาทดสอบระดับตบะ! ผู้ใดคุณสมบัติมิถึงเกณฑ์ จะถูกคัดออก!"
หนึ่งในสามของฝูงชนลุกขึ้นยืนทันที อีธาน และฟลินต์ต่างเยือกเย็น และมิเร่งรีบ พวกเขาปะปนไปกับกระแสของผู้เข้าแข่งขันที่มุ่งหน้าสู่แท่นหินใจกลางลานประลอง
สนามประลองนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แท่นหลักถูกล้อมรอบด้วยแท่นขนาดเล็กอีกแปดแท่น ซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับการประลอง และการทดสอบ เหล่าศิษย์รับใช้บนแท่นเหล่านี้ยืนประจำการอยู่หลังของวิเศษที่ทอประกาย: หินหยกตรวจสอบ ที่ถูกสลักเสลาด้วยวิชาโบราณเพื่อเผยรากฐานวิญญาณของนักบำเพ็ญ
ผู้เข้าร่วมแต่ละคนวางฝ่ามือลงบนหินหยก มีเพียงผู้ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นพอ อันเป็นข้อพิสูจน์ถึงขอบเขตกลั่นแก่นปราณเท่านั้นที่จะทำให้หินหยกสว่างวาบด้วยแสงเจิดจ้า ส่วนผู้ที่ล้มเหลวต่างจากไปด้วยความเงียบงันหรือความคับข้องใจ
อีธาน และฟลินต์ยืนเคียงข้างกันบนแท่นประลองขนาดเล็กแท่นหนึ่ง
จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ
ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox
https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr