- หน้าแรก
- คำสาประดับโลก ค่ากับข้าวแม่นายจะแพงขึ้นตลอดไป
- บทที่ 2 คำสาปมัมมี่
บทที่ 2 คำสาปมัมมี่
บทที่ 2 คำสาปมัมมี่
บทที่ 2 คำสาปมัมมี่
"ลูกเมียน้อยบ้าบออะไรกัน? แกสติแตกไปแล้วรึไง?"
พ่อหลินมองค้อนเขาด้วยความรำคาญ
หลินอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมา
เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเนตรมารมรณะเมื่อเดือนก่อนทำให้ผู้รอดชีวิตจำนวนมากต้องสูญเสียพ่อแม่ไป
และเด็กสาวร่างบอบบางตรงหน้าก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สูญเสียบุพการีทั้งสอง
เพื่อให้เหยื่อเคราะห์ร้ายเหล่านี้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทางการจึงจัดหาครอบครัวที่เหมาะสมรับอุปการะเด็กเหล่านี้
แน่นอนว่าต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัวด้วย
เด็กสาวคนนี้เป็นเด็กกำพร้าที่หลินเจิ้งเฟิงรับมาเลี้ยง ชื่อว่าหลินรั่วเสวี่ย
หลินอี้รู้ดีว่าเจตนาของพ่อไม่ใช่จะหาเจ้าสาวเด็กให้เขา แต่หวังเงินอุดหนุนการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมต่างหาก
ด้วยเงินก้อนนี้ ครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้วจะได้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง
ทว่าเงินที่ควรจะเป็นของหลินรั่วเสวี่ยกลับถูกนำมาจุนเจือครอบครัว
แทนที่จะบอกว่าตระกูลหลินเลี้ยงดูหลินรั่วเสวี่ย กลายเป็นว่าหลินรั่วเสวี่ยต่างหากที่เลี้ยงดูตระกูลหลิน
ไปๆ มาๆ กลายเป็นพวกเขารับบทตัวร้ายซะงั้น
"อะแฮ่ม เอ่อ รั่วเสวี่ยกลับมาแล้วเหรอ ฮ่าๆๆ..."
ต่อหน้าน้องสาวที่ไม่คุ้นเคย หลินอี้ดูทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
การมีญาติที่ไม่ใช่สายเลือดโผล่มาปุบปับย่อมรู้สึกแปลกๆ เป็นธรรมดา
ประเด็นสำคัญคือตอนนี้ครอบครัวต้องพึ่งเงินอุดหนุนของหลินรั่วเสวี่ยในการดำรงชีพ ซึ่งทำให้เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจ
"พี่คะ นี่มันเช้าแล้วนะ พี่เคยเห็นใครเพิ่งกลับบ้านตอนเช้าด้วยเหรอ?"
เมื่อมองดูคู่พ่อลูกสายฮา หลินรั่วเสวี่ยไม่ได้รู้สึกรังเกียจ แต่กลับหัวเราะเบาๆ ด้วยความขบขัน
เธอฟื้นตัวจากความโศกเศร้าที่เสียพ่อแม่มาได้ก็เพราะพี่ชายผู้สดใสและร่าเริงคนนี้
แม้บ้านใหม่จะยากจน แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข
ราวกับไม่มีความทุกข์ยากใดเอาชนะพวกเขาได้
ในตัวพวกเขา หลินรั่วเสวี่ยมองเห็นอนาคตที่เต็มไปด้วยความหวัง มีชีวิตชีวา และไม่ยอมแพ้
"เอ่อ พี่พลาดเองแหละ"
หลินอี้เกาหัวแก้เขิน รู้ตัวว่าพูดอะไรไร้สาระออกไปอีกแล้ว
"หนูทำข้าวเช้าไว้ให้แล้ว หนูไปเรียนก่อนนะ"
หลังจากบอกลา เด็กสาวก็สะพายกระเป๋าผลักประตูเดินออกไป
เมื่อเผชิญหน้ากับเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งและแม่ครัวประจำบ้าน สองพ่อลูกแทบจะซาบซึ้งจนน้ำตาไหล
จะหาใครเป็นน้องสาวที่ดีกว่านี้ได้อีกในโลก?
สองพ่อลูกสวาปามอาหารราวกับตายอดตายอยากมาแต่ชาติปางก่อน กวาดอาหารบนโต๊ะเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
"ไอ้ลูกชาย แกคิดว่ารั่วเสวี่ยเป็นไงบ้าง?"
กินอิ่มดื่มเสร็จ หลินเจิ้งเฟิงเช็ดปากพลางเอ่ยถาม
"น้องดีมากเลยพ่อ ในที่สุดตระกูลหลินของเราก็มีคนเชิดหน้าชูตาได้สักที"
หลินอี้เอ่ยชม น้องสาวคนนี้ไม่เพียงสวย เรียบร้อย มีมารยาท แต่ยังขยัน เรียนเก่ง ประหยัด รอบรู้ และอ่อนโยน เรียกว่าเป็นระดับนางฟ้าชัดๆ
ช่างโชคร้ายจริงๆ ที่ต้องมาอยู่กับตระกูลหลิน ความซวยมักเลือกเล่นงานคนที่ลำบากอยู่แล้วจริงๆ
"ดูสิ เด็กดีขนาดนี้ ถ้าแต่งงานออกไปคงน่าเสียดายแย่"
หลินเจิ้งเฟิงเปรยขึ้นมา พยายามหยั่งเชิงลูกชาย
"โอ้โห พ่อหลิน พ่อจะหน้าด้านเกินไปแล้วนะ"
"ใช้เงินคนอื่น กินข้าวคนอื่น แล้วสุดท้ายยังจะไปหวังเคลมตัวเขาอีก! ผมอายแทนจริงๆ ที่มีพ่อแบบนี้!"
หลินอี้ตบโต๊ะด้วยความโมโห กล่าวหาหลินเจิ้งเฟิง ก่อนจะฉกหมั่นโถวลูกสุดท้ายในชามของอีกฝ่ายมาหน้าตาเฉย
"ไอ้ลูกเวร แกพูดบ้าอะไร!"
พ่อหลินตาเขียวปั๊ด ประกาศกร้าวด้วยความชอบธรรม "ชาตินี้พ่อรักแค่แม่แกคนเดียวเว้ย!"
"คำพูดแบบนี้พ่อเอาไปหลอกแม่หลินเถอะ ใครบ้างไม่รู้ว่ารักแรกของพ่อคือเสี่ยวฟางหมู่บ้านข้างๆ!"
หลินอี้กลอกตา ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีเข้าห้อง
"แกจะไปไหน!" หลินเจิ้งเฟิงตะโกนไล่หลัง
"ไปหาแม่หลิน" หลินอี้ตอบ
"งั้นวางหมั่นโถวไว้"
"ไม่!"
"..."
"ไอ้ลูกเวร..."
แน่นอนว่าหลินอี้รู้ความหมายแฝงในคำพูดของพ่อ
ผู้หญิงดีๆ อย่างหลินรั่วเสวี่ยต่อให้จุดโคมหาก็แทบไม่เจอ พ่อคงหวังให้เขาอาศัยความใกล้ชิดลองจีบดูเผื่อจะได้ลงเอยกัน
ถ้าเข้ากันได้ ก็ถือว่าแฮปปี้เอนดิ้ง ก่อนตายพ่อจะได้เห็นลูกชายเป็นฝั่งเป็นฝา หมดห่วงไร้กังวล
แต่ถ้าไม่เวิร์กก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยหลังจากพ่อไม่อยู่แล้ว ก็ยังมีน้องสาวที่พึ่งพาได้คอยดูแลเจ้าลูกชายตัวดี
เวลาของหลินเจิ้งเฟิงเหลือไม่มากแล้ว...
เมื่อผลักประตูห้องชั้นในสุดเข้าไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือมัมมี่ร่างผอมแห้งนอนอยู่บนเตียงไม้
เส้นผมที่เคยนุ่มสลวยบัดนี้ขาวโพลน แก้มตอบ ใบหน้าเหี่ยวย่น
ผิวหนังเต็มไปด้วยรอยแตกลายงาราวกับใยแมงมุม
โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกที่กลวงโบ๋
"แม่..."
หลินอี้เรียกเสียงแผ่ว น้ำตาไหลอาบแก้ม
คำสาปฟาโรห์
วิญญาณของเธอถูกขังไว้อย่างถาวรในร่างที่เหมือนมัมมี่ จะอยู่ก็ไม่ได้ จะตายก็ไม่พ้น
เหตุผลที่สองพ่อลูกทำตัวร่าเริงต่อหน้าคนอื่นได้ ล้วนเป็นการแสดงละครตบตากันและกัน
พวกเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องกังวล
ผู้ชายก็แบบนี้ ชอบเก็บงำความรู้สึก
ความเข้มแข็งมีไว้ให้คนอื่นเห็น ความเศร้าเก็บไว้คนเดียว
หลินอี้เช็ดน้ำตาแล้วนั่งลงข้างเตียง
เขาลูบใบหน้าชราภาพของแม่อย่างแผ่วเบา เสียงสั่นเครือ "แม่ครับ ลูกมาเยี่ยมแม่แล้วนะ"
ร่างมัมมี่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง มีเพียงตราประทับคำสาปลึกลับที่หลังมือที่เปล่งแสงดำจางๆ
สามปีก่อน เนตรมารมรณะจุติลงมายังดาวบลูสตาร์ คำสาปประหลาดสารพัดรูปแบบก็ผุดขึ้นมา
หลี่ซิ่วเจวียน แม่ของหลินอี้เป็นกลุ่มแรกที่โดนคำสาป
โชคร้ายที่หลี่ซิ่วเจวียนกลายเป็นมัมมี่
เพื่อแก้คำสาปให้แม่หลิน หลินเจิ้งเฟิงผลาญสมบัติทั้งหมดที่มีเพื่อหาวิธีรักษา
แต่คำสาปไม่ได้แก้กันง่ายๆ
ครอบครัวที่เคยมีกินมีใช้ค่อยๆ ตกต่ำลงจนมีสภาพน่าเวทนาเช่นนี้
จนกระทั่งสามเดือนก่อน พ่อหลินเดินทางไป 'ดินแดนต้องสาป' เพื่อหาวิธีแก้คำสาป พอกลับมาเขาก็ดูหดหู่และเลิกดิ้นรน ยอมอยู่ติดบ้าน
มีเพียงเจ้าตัวที่รู้ดีว่าตนโดนคำสาปปริศนาและจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
เมื่อคิดว่าจะใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับลูกชายให้ดี เขาจึงยอมรับชะตากรรมและสงบใจลง
หลินอี้สูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์
เรื่องบางเรื่องต่อให้หลินเจิ้งเฟิงไม่พูด เขาก็พอเดาได้
พ่อลูกกันแท้ๆ นิสัยเหมือนกันเปี๊ยบ ชอบคิดมากและไม่ยอมแพ้จนกว่าจะชนกำแพง
มีไม่กี่เรื่องหรอกที่ทำให้พ่อยอมถอยได้ ประมวลผลนิดหน่อยก็รู้ว่าวาระสุดท้ายของพ่อใกล้เข้ามาแล้ว
"แม่ อดทนอีกนิดนะ ลูกจะหาวิธีช่วยแม่กับพ่อให้ได้"
ในฐานะผู้ทะลุมิติ จะไม่มีสกิลพิเศษติดตัวมาบ้างเชียวหรือ?
อืม ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ
ผู้ทะลุมิติที่ไม่มีสูตรโกงก็ไม่ต่างอะไรกับคนพื้นเมือง ดีไม่ดีอาจจะแค่ขี้เก๊กกว่าหน่อย
แต่ต่อให้ไม่มีอะไรเลย เขาก็จะสู้เพื่ออนาคตที่สดใส
ไม่มีสูตรโกง? งั้นฉันนี่แหละคือสูตรโกง
ลุยมันเลยพวก!
หลินอี้ตัดสินใจจะเข้าสู่ดินแดนต้องสาปเพื่อไขว่คว้าโอกาสรอดอันริบหรี่
ประจวบเหมาะกับเที่ยงคืนนี้ เขาจะได้รับตราประทับคำสาปแบบสุ่ม
ถ้าโชคดี ก็จะได้คำสาประดับ E ที่กากที่สุดแต่ปลอดภัยไว้รักษาชีวิต
ถ้าโชคร้าย ก็จะได้คำสาปหายนะระดับ B ขึ้นไปแล้วก็ม่องเท่ง
แต่ถ้าจิตใจแข็งแกร่ง ก็อาจทนแรงสะท้อนของคำสาประดับ B แล้วพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้คำสาปนั้นไต่เต้าสู่ความสำเร็จ
จากนั้นก็จะฝืนลิขิตฟ้าสร้างตำนานบทใหม่
ไม่นานฟ้าก็มืด
หลินอี้จัดการเรียบเรียงความทรงจำเกี่ยวกับโลกนี้ทั้งหมด รวมถึงเทคนิคและวิธีรับมือกับคำสาป
จังหวะที่เขากำลังเตรียมพร้อมรับการจุติของคำสาป หลินรั่วเสวี่ยในชุดนอนบางเบาก็มาเคาะประตูห้อง
"พี่คะ ขอหนูเข้าไปได้ไหม?"