- หน้าแรก
- ยุค70 นายพรานระดับเทพ เปิดฉากมาก็พิชิตใจแม่ม่ายสาวสวย
- บทที่ 044 สามสาวเล่นงิ้ว!
บทที่ 044 สามสาวเล่นงิ้ว!
บทที่ 044 สามสาวเล่นงิ้ว!
บทที่ 044 สามสาวเล่นงิ้ว!
คำพูดของหู่หนิวเปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ดังสนั่นกึกก้องในหัวของจ้าวเถี่ยซานและบรรดาลูกศิษย์!
“ว่าไงนะ?!”
จ้าวเถี่ยซานเป็นคนแรกที่โพล่งออกมา ดวงตาเบิกกว้างเท่าระฆังทองแดง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“เสี่ยวหู่ เอ็ง... เอ็งไม่ได้ไข้ขึ้นจนเพ้อใช่ไหม? เอ็งบอกว่า... หมีตัวนั้น ถูกเขา... คนเดียว ฆ่าตายแล้ว?”
เขาชี้ไปที่หลินต้าจ้วงที่ยืนนิ่งสงบอยู่ข้างๆ รู้สึกว่าลิ้นตัวเองเริ่มพันกัน
ลูกศิษย์ด้านหลังเขาก็อ้าปากค้าง คางแทบจะตกถึงพื้นกันเป็นแถว
พวกเขาได้สัมผัสความน่ากลัวของหมีตัวนั้นมากับตัว
ไอ้นั่นมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเลือดเนื้อธรรมดา แต่มันคือรถถังหุ้มเกราะที่พุ่งชนดะ!
พวกเขาคนตั้งเยอะ ทั้งปืนทั้งมีด แต่แค่ปะทะกันยกแรก ก็กระเจิดกระเจิงหนีตายกันอุตลุด
แล้วตอนนี้ ลูกสาวเขาดันบอกว่า สัตว์ประหลาดตัวนั้น ถูกหลินต้าจ้วงคนเดียวจัดการเรียบร้อยแล้ว?
เป็นไปได้ยังไง?!
นี่เล่านิทานหลอกเด็กหรือเปล่า?
“หนูไม่ได้โกหกนะพ่อ” หู่หนิวมองท่าทางตกตะลึงของพ่อแล้วยิ้มขื่นๆ “เรื่องจริง เขา... เขาใช้กระสุนแค่สองนัด”
สองนัด!
จ้าวเถี่ยซานรู้สึกเหมือนหัวใจถูกมือที่มองไม่เห็นบีบอย่างแรง
สองนัด ก็จัดการหมีดำหนักสี่ร้อยกว่าจินได้แล้วเหรอ?
เขาเผลอมองไปที่ปืนลูกซองแฝดกระบอกใหม่บนหลังของหลินต้าจ้วง
นั่นมันปืนอะไร? อานุภาพร้ายแรงขนาดนั้นเชียว?
ไม่สิ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ปืน
ปืนดีแค่ไหน ก็ต้องดูว่าอยู่ในมือใคร
ประเด็นอยู่ที่ คนใช้ปืน!
เขามองหลินต้าจ้วงอีกครั้ง สายตานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เขาล่าสัตว์มาค่อนชีวิต คิดว่าตัวเองเป็นระดับท็อปในวงการนี้แล้ว
แต่ถามใจตัวเอง ต่อให้เขาย้อนเวลากลับไปเป็นหนุ่มสักสามสิบปี ถือปืนที่ดีที่สุด ก็ไม่มีทางที่จะประจันหน้ายิงแลกแล้วจัดการเจ้าตัวยักษ์นั่นได้ในสองนัดเด็ดขาด!
ไอ้หนุ่มคนนี้ ตกลงมันเป็น... สัตว์ประหลาดมาจากไหน?
“ศพ... ศพหมีล่ะ?” ลูกศิษย์คนหนึ่งของจ้าวเถี่ยซานถามตะกุกตะกัก
“ฉันซ่อนไว้แล้ว” หลินต้าจ้วงเอ่ยเรียบๆ “กะว่าพรุ่งนี้เช้าจะกลับมาตามคนในหมู่บ้านไปช่วยหามลงเขา แล้วส่งไปที่อำเภอ”
คำพูดนี้เป็นการยืนยันคำพูดของหู่หนิวกลายๆ
จ้าวเถี่ยซานกับลูกศิษย์ถึงกับพูดไม่ออก
พวกเขามองหลินต้าจ้วงราวกับมองตัวประหลาด คอแห้งผาก พูดอะไรไม่ออกสักคำ
ก่อนหน้านี้ พวกเขายังมองว่าหลินต้าจ้วงเป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม อวดดีไม่เข้าเรื่อง
ที่ไหนได้ ตัวตลกกลับเป็นพวกเขาเอง!
เขาไม่ได้อวดดี แต่เขามีฝีมือระดับพระกาฬเป็นทุนรอนต่างหาก!
หน้าของจ้าวเถี่ยซานเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด
เขานึกถึงคำสั่งสอนที่ตัวเองพ่นใส่หลินต้าจ้วงก่อนหน้านี้ รู้สึกหน้าชาจนไม่รู้จะเอาไปมุดไว้ที่ไหน
เขาลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจประสานมือคารวะหลินต้าจ้วง เสียงแหบพร่าเอ่ยว่า “น้องชายหลิน... เมื่อกี้ ตาแก่อย่างฉันมีตาหามีแววไม่ พูดจาไม่เข้าหูไปบ้าง นายอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลยนะ”
พรานเฒ่าวัยหกสิบกว่า ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือในอำเภอ ถึงกับยอมก้มหัวขอโทษเด็กหนุ่มรุ่นลูกก่อน!
ลูกศิษย์ด้านหลังเห็นฉากนี้แล้ว ในใจปั่นป่วนดั่งคลื่นลูกใหญ่
พวกเขารู้ดีว่า อาจารย์ของพวกเขาชั่วชีวิตนี้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครแบบนี้มาก่อน
ครั้งนี้ หลินต้าจ้วงทำให้พวกเขายอมสยบได้อย่างราบคาบจริงๆ
“อาจารย์จ้าวเกรงใจไปแล้ว” หลินต้าจ้วงไม่ใช่คนประเภทได้ทีขี่แพะไล่
ในเมื่ออีกฝ่ายยอมรับผิดก่อน เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องวางก้าม
เขาโบกมือ “คนล่าสัตว์เหมือนกัน เข้าป่าก็ต้องช่วยเหลือกันเป็นธรรมดา เรื่องก่อนหน้านี้ช่างมันเถอะครับ”
จ้าวเถี่ยซานมองเขา แล้วก็นึกชื่นชมในใจ
เด็กคนนี้ไม่เพียงแต่มีฝีมือน่ากลัว จิตใจและท่าทีก็ยังกว้างขวางเกินคนทั่วไป
วันข้างหน้า เด็กคนนี้จะต้องเป็นใหญ่เป็นโตแน่!
“ดี! ดี!” จ้าวเถี่ยซานพูดคำว่าดีสองครั้งติด “น้องชายหลิน เพื่อนคนนี้ ฉันจ้าวเถี่ยซานขอคบหาไว้เลย! วันหน้าถ้ามีอะไรให้คนแก่อย่างฉันช่วย ก็บอกมาได้เลย!”
“อาจารย์จ้าวพูดเกินไปแล้วครับ”
บรรยากาศระหว่างสองฝ่ายคลี่คลายลงในที่สุด
ทั้งคณะเริ่มเดินลงเขาไปด้วยกัน
ระหว่างทาง ลูกศิษย์ของจ้าวเถี่ยซานไม่มีใครกล้าดูถูกหลินต้าจ้วงอีกแล้ว ต่างพากันเข้ามาห้อมล้อม พูดจาประจบเอาใจ หวังจะล้วงเคล็ดลับการล่าสัตว์จากปากเขา
หลินต้าจ้วงได้แต่ยิ้มๆ ตอบรับไปตามมารยาท
ส่วนหู่หนิว เดินตามหลินต้าจ้วงเงียบๆ ตลอดทาง
ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่ดวงตากลมโตคู่สวยคู่นั้น คอยชำเลืองมองหลินต้าจ้วงอยู่ตลอด
ประกายในแววตานั้น ยิ่งมายิ่งเจิดจ้า
เมื่อกลุ่มของหลินต้าจ้วงกลับมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านตระกูลหลิน ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านหลินชางกุ้ย กำลังพาชาวบ้านกลุ่มใหญ่ถือคบเพลิงมารออย่างกระวนกระวายที่ปากทาง
พอเห็นพวกจ้าวเถี่ยซานกลับมา ก็รีบกรูเข้าไปหา
“อาจารย์จ้าว! กลับมากันแล้ว! เป็นยังไงบ้าง? เจอหมีตัวนั้นไหม?” หลินชางกุ้ยถามอย่างร้อนรน
จ้าวเถี่ยซานมองหลินต้าจ้วงที่อยู่ข้างๆ สีหน้าฉายแววซับซ้อน
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบ ลูกศิษย์ปากไวคนหนึ่งข้างหลังก็ทนไม่ไหว ตะโกนประกาศด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและเลื่อมใสสุดขีด:
“เจอแล้ว! ไม่ใช่แค่เจอ! หมีตัวนั้น ถูกพวกเรา... ไม่สิ ถูกพี่หลินต้าจ้วง! คนเดียว! ฆ่าตายเรียบร้อยแล้ว!”
เสียงตะโกนของลูกศิษย์คนนั้น เหมือนทิ้งระเบิดน้ำลึกงลงในทะเลสาบที่เงียบสงบ!
ปากทางเข้าหมู่บ้านแตกตื่นโกลาหลทันที!
“หา?!”
ไปป์ในมือผู้ใหญ่บ้านหลินชางกุ้ยร่วงหล่นพื้นเป็นครั้งที่สองเพราะหลินต้าจ้วง
“เอ็ง... เอ็งว่าไงนะ? หมีตัวนั้นถูกต้าจ้วงคนเดียวฆ่าตาย?” เขาเบิกตาโพลง ไม่เชื่อหูตัวเอง
ชาวบ้านรอบๆ ที่ถือคบเพลิงอยู่ก็พากันอึ้งกิมกี่ ยืนแข็งทื่อเหมือนถูกสาป ปากอ้ากว้างจนยัดกำปั้นลงไปได้
“เป็นไปไม่ได้มั้ง? อาจารย์จ้าวคนตั้งเยอะยังทำอะไรไม่ได้ เขาคนเดียวจะไปไหวเหรอ?”
“นั่นสิ เมื่อบ่ายเห็นเขาขึ้นเขาคนเดียว พวกเรายังนึกว่าไปรนหาที่ตายแท้ๆ!”
“โม้หรือเปล่า?!”
เสียงกังขา เสียงอุทาน ดังระงมไปทั่ว
ข่าวนี้มันสะเทือนเลือนลั่นเกินไป พลิกความเชื่อของพวกเขาจนหมดสิ้น!
“ใครโม้!” ลูกศิษย์คนนั้นเห็นทุกคนไม่เชื่อ ก็ของขึ้น หน้าแดงคอเป็นเอ็นเถียงกลับ “พวกเราเห็นกับตา! หมีตัวนั้นตัวใหญ่กว่าวัวอีก! พวกเราเจอมันทีเดียววงแตกกระเจิง! ถ้าไม่ได้พี่ใหญ่หลินช่วยกู้สถานการณ์ วันนี้พวกเราคงได้ตายเฝ้าป่ากันหมดแล้ว!”
พอพูดแบบนี้ จ้าวเถี่ยซานและลูกศิษย์คนอื่นก็พากันพยักหน้า สีหน้ายังคงมีความหวาดกลัวและนับถือปนเปกันอยู่
คราวนี้ ชาวบ้านต่อให้ไม่อยากเชื่อ ก็ต้องเชื่อแล้ว
จ้าวเถี่ยซานเป็นใคร?
มือปราบสัตว์ร้ายชื่อดังระดับอำเภอเชียวนะ!
ขนาดแกยังยอมรับ เรื่องนี้ก็ต้องเป็นเรื่องจริงแน่นอน!
“วูบ——!”
ชั่วพริบตา สายตาของชาวบ้านทุกคนจับจ้องไปที่หลินต้าจ้วงเป็นจุดเดียว
สายตานั้น เกินกว่าคำว่านับถือไปไกลแล้ว
มันคือสายตาที่มองเทพเจ้า มองเจ้าป่าเจ้าเขาที่มีชีวิต!
ถ้าบอกว่า ตอนที่หลินต้าจ้วงฆ่าหมาป่า เขาเป็น “วีรบุรุษ” ในใจชาวบ้าน
งั้นตอนนี้ ที่เขาจัดการหมีดำที่แม้แต่ทีมพรานมืออาชีพยังจนปัญญาได้ด้วยตัวคนเดียว เขาก็คือ “เทพารักษ์” ผู้ไร้เทียมทานในใจพวกเขา!
เป็นเทพคุ้มครองหมู่บ้านตระกูลหลิน!
“ต้าจ้วง... เอ็ง... เอ็งนี่มัน...” ผู้ใหญ่บ้านหลินชางกุ้ยเดินตัวสั่นเข้าไปหาหลินต้าจ้วง ตื่นเต้นจนพูดไม่เป็นประโยค
หลินต้าจ้วงมองดูท่าทางคลั่งไคล้ของทุกคนด้วยใจที่สงบนิ่ง
เขาพยักหน้า แล้วพูดว่า “แค่โชคดีน่ะครับ”
ท่าทีเรียบเฉยไม่ยี่หระของเขา ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเขาลึกลับซับซ้อนเข้าไปใหญ่
โชคดี?
ถ้าแบบนี้เรียกว่าโชคดี แล้วพวกเขาล่ะจะเรียกว่าอะไร?
ทันใดนั้น ด้านหลังฝูงชนก็เกิดความวุ่นวายขึ้น
“ขอทางหน่อย! ขอทางหน่อย!”
ฉินหลานและซูหว่านชิว เบียดฝูงชนออกมา
พวกเธอได้ยินเสียงเอะอะจากในบ้าน ก็เลยวิ่งออกมาดู
พอได้ยินข่าวนั้น ทั้งสองคนก็ตะลึงงันไปเลย
“ต้าจ้วง!”
ฉินหลานเห็นหลินต้าจ้วงยืนอยู่อย่างปลอดภัย น้ำตาก็ไหลพรากออกมาทันที เธอพุ่งตัวเข้าไป ไม่สนสายตาใครทั้งนั้น โถมตัวเข้ากอดหลินต้าจ้วงเต็มแรง
“คุณทำฉันตกใจแทบตาย! ตกใจแทบตายเลยรู้ไหม! ฉันนึกว่า... ฉันนึกว่าคุณ...”
เธอร้องไห้ไป ทุบอกแกร่งของหลินต้าจ้วงไป ระบายความห่วงใยและความกลัวตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมาออกมาจนหมด
“โอ๋ๆ ไม่เป็นไรแล้ว ผมก็กลับมาอย่างปลอดภัยแล้วนี่ไง”
หลินต้าจ้วงกอดเธอ ลูบหลังปลอบโยนอย่างอ่อนโยน
ซูหว่านชิวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ขอบตาแดงก่ำ มองหลินต้าจ้วงด้วยสายตาหลงใหล
ในใจเธอ นอกจากความโล่งอกและความดีใจแล้ว ยังมีความภาคภูมิใจอย่างที่สุด
ผู้ชายคนนี้ คือที่พึ่งของเธอ คือท้องฟ้าของเธอ
ส่วนหู่หนิว ยืนอยู่ไม่ไกล มองหลินต้าจ้วงที่ถูกสาวสวยสองคนรุมล้อม ในใจก็เกิดความรู้สึกเปรี้ยวๆ ขึ้นมาอย่างประหลาด
เธอเบ้ปาก บ่นพึมพำในใจ
'เก่งมาจากไหนเชียว ก็แค่ฆ่าหมีได้ตัวนึง...
ผู้หญิงที่บ้านเยอะจริงนะพ่อคุณ...'