- หน้าแรก
- ตำนานนักพรตสายเกรียนกับระบบถ่ายทอดสดสุดโกง
- บทที่ 10 - บุญคุณที่ช่วยชีวิต
บทที่ 10 - บุญคุณที่ช่วยชีวิต
บทที่ 10 - บุญคุณที่ช่วยชีวิต
บทที่ 10 - บุญคุณที่ช่วยชีวิต
หลังจากลิงขนทองเยว่ปั้นดื่มน้ำจนอิ่ม มันก็วางชามในมือลง
มันมองเจียงอวิ๋นด้วยสายตาเปี่ยมความหมาย แล้วโบกมือ ปีนบันไดข้ามกำแพงออกจากอารามไป
เจียงอวิ๋นบ่นอุบอย่างหมดแรง "พี่เยว่ปั้น อารามมีประตูนะ คราวหน้าอย่าปีนกำแพงสิ!"
ฟุ่บ!
ผลไม้ป่าสีแดงสดเจ็ดแปดลูกถูกโยนเข้ามาจากนอกกำแพง ลิงขนทองส่งเสียงร้องโฮกฮากอยู่ข้างนอกสองสามที
ผู้ชมในห้องไลฟ์มองผลไม้ป่าสีแดงด้วยความทึ่ง
"พี่ลิงใจป้ำจริงๆ มาขอน้ำกินยังมีของฝากติดไม้ติดมือมาให้"
"เทียบกับพี่ลิงแล้ว เสี่ยวเฮยดูจะไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมเลยนะ"
"เสี่ยวเฮยก็พอไหวแหละ แต่พวกลิงที่ฮวาผลซาน (เขาลูกไม้) เทียบกับเขาแล้ว พวกนั้นมันโจรชัดๆ ถุย โจรยังดีกว่าอีก"
"ฉันอยากรับเลี้ยงพี่ลิงจัง เขาโคตรน่ารักเลย"
"ลิงขนทองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 นายอยากเลี้ยง ฉันว่าคุกนะ"
เจียงอวิ๋นเห็นคอมเมนต์เริ่มออกทะเล รีบอธิบาย "ลิงขนทองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 เป็นสมบัติของชาติ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็น ห้ามใครนำไปเลี้ยงเด็ดขาด"
"พี่เยว่ปั้นตอนมาเขาอู่ตางใหม่ๆ ได้รับบาดเจ็บ อาตมากับอาจารย์ช่วยรักษามัน ดูแลอยู่หลายเดือน มันเลยแวะมาเยี่ยมที่อารามบ่อยๆ"
"เรื่องนี้อาตมาแจ้งกับหน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่แล้ว ลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว อาตมาไม่นับว่าเลี้ยงสัตว์สงวน"
"ถ้าพวกโยมจงใจไปหาสัตว์สงวนมาเลี้ยง อาตมาว่าชีวิตในอนาคตของพวกโยมคงมีแววได้ไปนอนคุกแน่ๆ"
ผู้ชมในห้องไลฟ์ใจแป้วไปครึ่งแถบ เพราะคนส่วนใหญ่อยู่ในเมือง อย่าว่าแต่สัตว์สงวนเลย ปกติแค่สัตว์ป่าธรรมดายังหาดูยาก
"คุกสิ ฉันรอดูว่าตอนนี้ใครยังอยากเลี้ยงสัตว์สงวนอีก"
"อุ๊ยตาย สมาชิกในห้องไลฟ์เรานี่มีความคิดสร้างสรรค์นะ ให้ฉันดูหน่อยซิว่าใครมีค่าหัว 5 แสน"
"ถ้าฉันแต่งงานกับท่านนักพรต งั้นฉันก็เลี้ยงลิงขนทองได้อย่างถูกกฎหมายใช่ไหม"
"กล้าคิดจะแต่งงานกับท่านนักพรต ใครฉี่เหลืองรีบมาฉี่เรียกสติเมนต์บนหน่อยซิ"
เสี่ยวเฮยเห็นเยว่ปั้นจากไปแล้ว มันก็ส่ายหัวไปมาอีกครั้ง ค่อยๆ เลื้อยออกจากช่องระบายน้ำหลังบ้านไป
"หวังว่าคราวนี้มันจะโชคดี ไม่ซวยซ้ำซ้อนอีกนะ" เจียงอวิ๋นรำพึง
ผู้ชมในห้องไลฟ์พากันแซว
"ท่านนักพรต ได้โปรดอย่าเจิม เสี่ยวเฮยก็ลำบากพอแล้ว!"
"พี่ลิงจะไปดักตีหัวเสี่ยวเฮยข้างนอกเปล่าเนี่ย"
"เกินไปละ นั่นมันบุกป่าฝ่าดงไปตีหน้าบ่อชัดๆ"
เจียงอวิ๋นเพิ่งล้างพวกจอบเสียมเสร็จ ก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวหน้าอาราม
"หรือว่าเสี่ยวเฮยกลับมาอีกแล้ว"
"เชี่ย หรือนี่คือวาจาสิทธิ์ในตำนาน"
"นี่คือกฎแห่งกรรม ท่าไม้ตายของท่านจูจั้ว"
ธรรมเนียมของอารามเทียนหยวนคือ ถ้ามีคนอยู่อารามจะไม่ปิดประตูใหญ่
ชั่วอึดใจ จินป่าน ปู่ของจู้จื่อก็หิ้วกระต่ายป่าสองตัวเดินเข้ามาที่ลานหลังอาราม
"เสี่ยวอวิ๋น วันนี้ขอบใจมากนะที่ช่วยชีวิตจู้จื่อไว้ วันหน้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้เลย ตาแก่คนนี้จะไม่ปฏิเสธเลยสักคำ"
ขอบตาเขาแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือ พูดจบก็จะคุกเข่าลง
เจียงอวิ๋นรีบประคองคนไว้ พูดว่า "ปู่จิน พูดอะไรอย่างนั้น เราคนบ้านเดียวกัน ผมจะทนดูเด็กจมน้ำตายได้ยังไง"
"วันหลังปู่คอยดูจู้จื่อไว้ อย่าให้เขาแอบลงน้ำคนเดียวอีกก็พอครับ"
จินป่านโกรธจัด "ไอ้เด็กเวรนั่นถ้าวันหลังกล้าลงน้ำอีก ข้าจะตีขาหักเลยคอยดู"
"ท่านนักพรตเจียง ท่านช่วยชีวิตหลานชายข้า บุญคุณช่วยชีวิต ชาตินี้มันก็ใช้ไม่หมด"
"เอาอย่างนี้ ข้าตัดสินใจแล้ว ให้ท่านรับมันเป็นศิษย์ ต่อไปข้าจะให้มันมาคอยช่วยงานอยู่ข้างกายท่าน ดีไหม"
เจียงอวิ๋นรีบยกเรื่องจู้จื่อต้องเรียนหนังสือภาคบังคับมาอ้าง ปฏิเสธเรื่องนี้ไปอย่างนุ่มนวล
ลำพังดูแลอารามคนเดียวก็ยุ่งจะแย่แล้ว ขืนมีเด็กแสบเพิ่มมาอีกคน จะเอาเวลาไหนไปใช้ชีวิต
แถมจู้จื่อเป็นลูกโทนบ้านตระกูลจิน จะให้มาเป็นเด็กวัดได้ยังไง
ผู้ชมในห้องไลฟ์มองแผ่นหลังของจินป่านที่เดินจากไป ต่างถอนหายใจด้วยความซาบซึ้ง
เจียงอวิ๋นเห็นคอมเมนต์ จึงถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า "อาจารย์ของอาตมาสมัยหนุ่มๆ ก็เคยช่วยเด็กจมน้ำ ครอบครัวนั้นทุกเทศกาลต้องแวะเอาของมาเยี่ยมอาจารย์"
"ก่อนกลับต้องขอบคุณบุญคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายเมื่อปีมะโว้ จนเมื่อไม่กี่ปีก่อนอาจารย์มรณภาพ พวกเขาก็ยังมากราบศพ"
"โลกนี้กว้างใหญ่ ย่อมมีพวกคนแปลกๆ และเศษเดนสังคมปะปนอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนปกติ เหนือศีรษะสามศอกมีเทพยดา การเห็นคนตายโดยไม่ช่วย อาตมาทำไม่ลงหรอก"
"แต่อาตมาหวังว่าผู้ชมในห้องไลฟ์จะประเมินกำลังตัวเองก่อนช่วย เพราะสังคมสมัยนี้ บางคนก็เป็นคน แต่บางคนก็เป็นหมาจริงๆ"
ผู้ชมในห้องไลฟ์รู้สึกสะท้อนใจ
"ขำทั้งน้ำตา ท่านนักพรตพูดได้เรียลมาก!"
"ในสถานการณ์ที่ไม่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของตัวเอง ฉันยินดีจะฉุดดึงคนอื่นขึ้นมา"
"ครูของเราก็เคยสอนแบบนี้"
เจียงอวิ๋นมองกระต่ายป่าสองตัวที่จินป่านทิ้งไว้ ยิ้มแล้วพูดว่า "มื้อเย็นวันนี้ คือกระต่ายน้ำแดงครับ"
"มีใครอยากดูอาตมาทำกับข้าวไหม"
ผู้ชมในห้องไลฟ์สนใจขึ้นมาทันที
"นักพรตน้อยเวอร์ชันแม่ศรีเรือนออนไลน์แล้ว"
"ไม่รู้ฝีมือท่านนักพรตเป็นไง อยากไปชิมที่เขาอู่ตางจัง"
"ท่านนักพรตทำกับข้าวเป็นฉันไม่สงสัย แต่เขาฆ่ากระต่ายเป็นจริงๆ เหรอ"
"น้องต่ายน่ารักขนาดนั้น ทำไมต้องกินน้องต่าย"
...
เจียงอวิ๋นเห็นผู้ชมเถียงกันจ้อแจ้ในห้องไลฟ์ เขายิ้ม หิ้วกระต่ายเข้าครัวไปเลย
ฆ่ากระต่ายมันยากตรงไหน
จับหัวกระต่ายห้อยลงตรึงให้แน่น ใช้มีดกรีดขาเป็นรอยสองรอย แล้วกระชากลงแรงๆ หนังกระต่ายทั้งตัวก็หลุดออกมาแล้ว
ฝีมือเขาเฉียบขาดว่องไว ผู้ชมในห้องไลฟ์ดูจนตาค้าง
"เชี่ย ท่านนักพรตโคตรโหด"
"ตอนนี้ฉันสงสัยจริงๆ แล้วว่าอาชีพหลักของท่านนักพรตคือคนฆ่าสัตว์"
"ตรุษจีนคราวก่อนที่บ้านเชือดไก่ แม่ให้ฉันลงมือ ฉันตีกับไก่อยู่ครึ่งชั่วโมง สุดท้ายแพ้"
"เอ๊ะ ตรุษจีนกลับบ้าน คุณหนูอย่างฉันดูเหมือนจะล่อลวงท่านนักพรตสุดหล่อกลับบ้านได้นะเนี่ย"
...
เจียงอวิ๋นมองคอมเมนต์แล้วถอนหายใจอย่างจนใจ
แฟนคลับสาวๆ ที่ไม่ค่อยเต็มเต็งในห้องไลฟ์ ชักจะเยอะขึ้นทุกวัน
เขาโยนกระต่ายที่จัดการเสร็จแล้วขึ้นกลางอากาศ มีดทำครัวในมือกลายเป็นประกายแสงสีเงิน
ฉับ ฉับ ฉับ!
เมื่อประกายแสงหายไป กระต่ายก็ถูกสับเป็นชิ้นๆ สิบกว่าชิ้น
ผู้ชมหลายพันคนในห้องไลฟ์อ้าปากค้างพร้อมกัน
พวกเขาไม่เคยเห็นฝีมือการใช้มีดที่เทพขนาดนี้มาก่อน ต่อให้เป็นเชฟมืออาชีพ มาเห็นตอนนี้ก็ต้องยอมแพ้
ชั่วพริบตา ความนิยมในห้องไลฟ์ก็พุ่งกระฉูด
คอมเมนต์ระเบิด
"เชี่ย ท่านนักพรตต้องเป็นยอดยุทธ์ในตำนานแน่ๆ"
"นี่มันวิชาดาบอะไรเนี่ย"
"ฉันเห็นแค่แสงวูบวาบ แล้วกระต่ายก็โดนสับเสร็จแล้ว"
"ท่านนักพรตตอนเช้าเล่นกระบี่ ตอนบ่ายฝึกดาบ หรือนี่คือวิถีแห่งผู้ฝึกตนในตำนาน"
"ฉันจะตั้งคณะทัวร์ไปฝากตัวเป็นศิษย์ที่เขาอู่ตาง มีใครจะลงชื่อไหม"
เจียงอวิ๋นยิ้ม ไม่ได้อธิบายอะไร
เขาตามนักพรตชื่อซงฝึกวิชาในป่ามาตั้งแต่เด็ก มีด หอก กระบี่ ทวน ขวาน ขวานศึก ตะขอ ฉมวก ล้วนเคยฝึกมาบ้าง
การสับหมูหั่นผักกับการฟันในคัมภีร์ดาบมันก็ไม่ต่างกันหรอก สองท่านั้นมันก็พื้นฐานเหมือนกัน
อีกอย่างวิชากระบี่กับวิชาดาบก็มีส่วนคล้ายคลึงกันอยู่สามส่วน ตอนนี้วิชากระบี่เขาบรรลุถึงขั้นสุดยอดแล้ว วิชาดาบก็คงไม่แย่ไปกว่ากันเท่าไหร่หรอก
[จบแล้ว]