เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 บทลงโทษที่บั้นท้ายของหลานสาวตัวน้อย

บทที่ 14 บทลงโทษที่บั้นท้ายของหลานสาวตัวน้อย

บทที่ 14 บทลงโทษที่บั้นท้ายของหลานสาวตัวน้อย


บทที่ 14 บทลงโทษที่บั้นท้ายของหลานสาวตัวน้อย

แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาอย่างเจิดจ้า มักจะรบกวนความฝันอันแสนหวานในฤดูใบไม้ผลิของผู้คนอย่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา ซูผิงพลิกตัวอย่างหงุดหงิด อยากจะนอนต่ออีกสักงีบ แต่แสงสว่างที่แยงตานั้นทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เขาจึงจำใจลืมตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าของหลิวจื่ออี้ที่นอนตะแคงอยู่ข้างกาย นางมองเขาด้วยแววตาฉ่ำน้ำเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่และอ่อนโยน

"ยอดรัก อรุณสวัสดิ์!"

ซูผิงดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดอย่างเร่าร้อน มือหนาคว้าจับหน้าอกอวบอิ่มขาวผ่องดุจหยกของนางอย่างเป็นธรรมชาติ พลางนวดคลึงเบาๆ ด้วยความหลงใหล

หลิวจื่ออี้ครางเสียงหวานในลำคอ ก่อนจะซุกตัวเข้าหาอ้อมอกกว้างของซูผิงอย่างว่าง่ายและกล่าวเสียงนุ่มว่า "นายท่าน คนจากจวนของท่านมารอรับแล้วเจ้าค่ะ บ่าวเห็นว่าเมื่อครู่ท่านยังหลับสนิทอยู่จึงมิกล้ารบกวน ตอนนี้พวกเขารออยู่ด้านนอกแล้วเจ้าค่ะ!"

ยามเช้าเป็นช่วงเวลาที่บุรุษมักมีความต้องการพุ่งพล่านที่สุด ซูผิงก้มมองความเป็นชายที่กำลังชูชันด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะพลิกร่างนางลงใต้ร่างแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ว่า "เด็กดีของข้า เจ้านายของเจ้ามีอารมณ์อีกแล้ว มาต่อกันอีกสักรอบเถอะ..."

ใบหน้าสวยหวานของหลิวจื่ออี้ฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ร่างกายบอบบางส่วนล่างของนางเพิ่งผ่านศึกหนักมาเมื่อคืน บัดนี้ยังคงบวมแดงและแสบร้อนยามขยับตัว แต่เมื่อเห็นมังกรยักษ์ที่ผงาดง้ำและสายตาเว้าวอนของซูผิง นางก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าอย่างยั่วยวนว่า "อืม... นายท่าน โปรดถนอมบ่าวด้วยนะเจ้าคะ..."

ซูผิงรู้สึกอิ่มเอิบในหัวใจ นางช่างเป็นสตรีที่รู้ใจและเอาใจเก่งเสียจริง เขาค่อยๆ จับขาเรียวของนางแยกออกเป็นรูปตัวเอ็ม เตรียมพร้อมที่จะสอดใส่ แต่เมื่อเห็นหลิวจื่ออี้หลับตาปี๋ราวกับกำลังเตรียมใจไปตาย เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาค่อยๆ วางขาของนางลง แล้วล้มตัวลงนอนเคียงข้าง จ้องมองนางด้วยรอยยิ้ม

หลิวจื่ออี้หลับตารออยู่นานแต่กลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ พบว่าซูผิงนอนตะแคงมองนางอยู่ จึงถามด้วยความกังวลว่า "นายท่าน... บ่าวทำสิ่งใดผิดไปหรือเจ้าคะ?"

ท่าทางน่าสงสารของนางช่างน่าเอ็นดูจนจับใจ ซูผิงยิ้มอ่อนโยน ดึงนางเข้ามากอดแนบอกแล้วกระซิบข้างหู "เด็กโง่ ข้ารู้ว่าตรงนั้นของเจ้ายังเจ็บอยู่ ไยต้องฝืนตัวเองด้วย? แบบนี้ไม่ดีเลยนะ"

"แต่บ่าวเห็นนายท่านไม่สบายตัว..."

หลิวจื่ออี้รู้สึกอบอุ่นวาบไปทั้งหัวใจ แต่ก็ยังกล่าวด้วยความรู้สึกผิดว่า "เป็นเพราะบ่าวไร้ความสามารถ ไม่อาจปรนนิบัตินายท่านให้สุขสมได้..."

ซูผิงลูบเรือนผมสีดำขลับที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยของนางพลางหัวเราะเบาๆ "ฮ่าๆ ครั้งแรกของสตรีก็เป็นเช่นนี้เสมอ อีกอย่างเมื่อคืนข้าก็สุขสมมากแล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวล อย่าคิดมากเลย"

ใบหน้าของหลิวจื่ออี้เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข นางซบหน้าลงกับแผงอกกว้างของซูผิงอย่างออดอ้อนและกล่าวเสียงหวาน "ขอบพระคุณนายท่านที่เมตตาบ่าวเจ้าค่ะ"

ซูผิงแสร้งทำหน้าดุแล้วแค่นเสียง "ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่รึ ว่าต่อจากนี้ไปให้เรียกตัวเองว่า 'สนม'?"

"เจ้าค่ะ สนมพูดผิดไป"

หลิวจื่ออี้หัวเราะคิกคัก ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นทันตา นางส่งสายตาหวานเชื่อมให้ซูผิง จากนั้นจึงค่อยๆ ขยับเอวบางเลื่อนตัวลงไปที่หว่างขาของชายหนุ่ม นางมองดูมังกรยักษ์ที่ตั้งตระหง่านด้วยความเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือมือนุ่มนิ่มจับมันไว้อย่างทะนุถนอม นางช้อนตามองซูผิงอย่างยั่วยวน แล้วค่อยๆ อ้าปากสีสดครอบครองความยิ่งใหญ่นั้นเข้าไป มือเล็กๆ ลูบไล้มันอย่างแผ่วเบา

ซูผิงครางออกมาอย่างสุขสม ปิดเปลือกตาลงเพื่อดื่มด่ำกับการปรนนิบัติรสหวานล้ำ เห็นดังนั้นหลิวจื่ออี้ยิ่งตั้งใจปรนเปรอเขามากขึ้น มือเล็กขยับขึ้นลง ลิ้นนุ่มอุ่นชื้นไล้เลียส่วนปลายที่ไวต่อความรู้สึก ก่อนจะอมส่วนหัวมังกรจนมิดแล้วดูดดึง แม้เทคนิคของนางจะยังไม่ช่ำชองนัก แต่กลับสร้างความตื่นเต้นให้ซูผิงได้อย่างมหาศาล

หลิวจื่ออี้กลืนกินและคายออก เส้นผมยาวสลวยพริ้วไหวไปตามจังหวะการเคลื่อนไหว ยิ่งเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนใจ หลังจากขยับรูดรั้งอยู่หลายครั้ง มังกรยักษ์ก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายหวานของนาง

"อืม..."

ซูผิงอดไม่ได้ที่จะครางออกมา เขารู้สึกเสียวซ่านที่บั้นเอว สัญญาณแห่งการปลดปล่อยกำลังมาถึง แต่เขาไม่เอ่ยปาก เพียงแค่อยากดูปฏิกิริยาของนาง

หลิวจื่ออี้สัมผัสได้ว่าส่วนหัวมังกรกระตุกตุบๆ และขยายใหญ่ขึ้น นางจึงเร่งจังหวะดูดกลืนให้แรงขึ้น

ซูผิงไม่อาจทานทนต่อความสุขที่ถาโถมได้อีกต่อไป เขากดศีรษะนางไว้ แอ่นสะโพกสวนเข้าหาปากเล็กที่แสนเย้ายวนนั้นอย่างแรง ในที่สุดเขาก็คำรามต่ำและปลดปล่อยสายธารแห่งชีวิตออกมาจนหมดสิ้น

แม้จะรู้สึกสำลักและไม่สบายตัว แต่หลิวจื่ออี้ก็อดทนต่อการรุกรานอันดุดันของชายหนุ่ม ปล่อยให้น้ำรักข้นคลั่กฉีดพ่นเข้าสู่ลำคอโดยไม่ขัดขืน เมื่อนางรู้สึกว่าร่างกายของซูผิงอ่อนระทวยลงด้วยความสุขสม นางจึงกลืนกินทุกหยาดหยดลงไป กลั้นอาการไอ แล้วใช้ลิ้นหอมกรุ่นค่อยๆ ทำความสะอาดคราบที่หลงเหลือบนมังกรยักษ์อย่างหมดจด

ซูผิงสูดหายใจลึก ลูบศีรษะเล็กๆ ของนางที่ยังซุกอยู่ระหว่างขาอย่างเอ็นดู ก่อนจะลุกขึ้นนั่งและเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าชู้ "พอเถอะยอดรัก ขืนเจ้าเลียต่ออีกนิด ข้าคงห้ามใจไม่ไหวแน่ ลุกขึ้นเถอะ ข้าจะออกไปดูว่าใครมารอพบ"

"เจ้าค่ะ สนมจะช่วยท่านแต่งตัว"

หลิวจื่ออี้ตวัดลิ้นเลียคราบน้ำรักที่มุมปากอย่างยั่วยวน แล้วลุกขึ้นมาปรนนิบัติอย่างว่าง่าย ครึ่งหนึ่งอ่อนโยนดุจนางฟ้า อีกครึ่งหนึ่งร้อนแรงดั่งนางมารร้าย นางช่างเป็นสตรีที่น่าหลงใหลเหลือเกิน

"ช่างเป็นแม่ตัวดีที่ยั่วยวนนัก!"

ซูผิงถอนหายใจ ยอมให้นางปรนนิบัติสวมเสื้อผ้า จากนั้นจึงสั่งให้นางพักผ่อนต่อ แล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้หลิวจื่ออี้มองตามด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ เห็นนางงดงามถึงเพียงนี้ ซูผิงแทบอยากจะขลุกอยู่กับนางทั้งวัน

ด้านนอกประตู จางหูในชุดลำลองยืนรออยู่ เมื่อเห็นซูผิงออกมา เขาก็รีบกล่าวด้วยความร้อนรน "นายท่าน วันนี้เป็นฤกษ์ดีที่เราต้องเดินทางไปเขาเทียนไถเพื่อทำพิธีบวงสรวงฟ้า หากช้ากว่านี้จะไปไม่ทันกาลนะขอรับ"

"บ้าจริง..."

ซูผิงตบหน้าผากตัวเองเพิ่งนึกขึ้นได้ ตามธรรมเนียมในฐานะรัชทายาท เขาต้องไปทำพิธีบวงสรวงฟ้า คราวก่อนคนจากวังมาแจ้งแล้ว แต่เขาไม่ชอบขบวนแห่ที่เอิกเกริกวุ่นวายจึงผัดผ่อน มัวแต่ยุ่งจนลืมเสียสนิท ให้ตายสิ

ด้วยความจนใจ ซูผิงทำได้เพียงกลับไปสั่งความกับหลิวจื่ออี้ไม่กี่คำ แล้วรีบขึ้นรถม้าไปกับจางหู มุ่งหน้าสู่เขาเทียนไถโดยด่วน

ภายใต้การดัดแปลงอย่างพิถีพิถันของซูผิง รถม้าส่วนตัวของรัชทายาทจึงนิ่มนวลไร้แรงกระแทก การเดินทางครั้งนี้สะดวกสบายกว่าตอนไปเหอเป่ยมากนัก ภายในรถม้ามิได้ตกแต่งหรูหราฟู่ฟ่า แต่กว้างขวางกว่ารถทั่วไป พอให้คนนอนเหยียดยาวได้ ทันทีที่ขึ้นรถ จางหูก็ประจำที่คนขับและบึ่งรถม้าไปยังเขาเทียนไถอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ขบวนเสด็จบวงสรวงฟ้านั้นยิ่งใหญ่ มโหรีปี่พาทย์ดังสนั่น และเคลื่อนขบวนช้ามาก ซูผิงไม่อยากร่วมขบวนจึงเลือกที่จะล่วงหน้าไปก่อนเพื่อไม่ให้เสียเวลา

รถม้าฝ่าฝุ่นตลบมุ่งหน้าสู่จื๋อลี่ ซูผิงมองเฉียวเอ๋อร์ที่นั่งซุกซนอยู่ที่มุมรถด้วยความประหลาดใจ "เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"

เฉียวเอ๋อร์แลบลิ้นปลิ้นตา หยิบสตรอว์เบอร์รีจากจานขึ้นมากัดกินอย่างไม่เกรงใจพลางตอบว่า "นายท่าน ก็สองวันก่อนท่านไล่พวกนักเรียนที่รับสมัครมากลับไปหมด เหลือแค่พี่หลิวซื่อซานเดินหน้าบึ้งอยู่คนเดียวในเมืองหลวง ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าท่านคิดอะไรอยู่"

ซูผิงแค่นเสียง "อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง!"

เฉียวเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก "เปล่าหรอกเจ้าค่ะ แค่พี่หลิงกลัวว่าท่านจะไม่สะดวกสบายระหว่างทาง เลยส่งข้ามาคอยปรนนิบัติรับใช้ก็เท่านั้นเอง!"

ซูผิงมองแม่มดน้อยพลางคิดในใจ เฉียวเอ๋อร์ในชุดสีแดงพริ้วไหวนั้นดูมีเสน่ห์แบบดรุณีแรกรุ่น หากไม่รู้นิสัยร้ายกาจของนางมาก่อน คงถูกภาพลักษณ์ใสซื่อนี้หลอกเอาแน่ พอคิดได้ดังนั้นเขาก็อดเสียดายไม่ได้ รู้งี้พาจ้าวเฉียนมาด้วยก็ดี การเดินทางตั้งครึ่งเดือนจะให้เขาเฉาตายหรือไร เขาบ่นอุบอิบ "เมื่อคืนเจ้าช่างกล้าดีนัก แอบฟังเจ้านายกับข้าคุยกันบนเตียง สนุกมากไหมล่ะ?"

เฉียวเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงัก หัวเราะชอบใจ "ข้าแค่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้นเอง เห็นพวกท่านประมาท ข้าเลยต้องยืนเฝ้ายามให้ เกิดมีมือสังหารโผล่มาขัดจังหวะความสุขจะทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ?"

"เหลวไหล! อยากแอบดูฉากร่วมรักก็บอกมาเถอะ!"

ซูผิงถลึงตาใส่นางด้วยความหมั่นไส้

เฉียวเอ๋อร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ตอบอย่างมีเลศนัย "จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่เสียงอาจารย์หวานหยดย้อยจนข้าขนลุกไปหมด พวกท่านเสียงดังลั่นไปถึงลานหน้าบ้าน ข้าได้ยินเสียงอาจารย์ร้องโหยหวน นึกว่าท่านกำลังซ้อมนางเสียอีก!"

ซูผิงรู้สึกพ่ายแพ้ "ความหน้าด้านไร้เทียมทาน" คือคติประจำใจของเขา แต่ดูเหมือนแม่หนูคนนี้จะบรรลุวิชานี้ไปแล้ว เด็กตัวแค่นี้กลับมาพูดเรื่องในมุ้งกับเขาหน้าตาเฉย เขาถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "แล้วพอได้ยินแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?"

"ก็แค่ร้อนๆ วูบวาบ เท่านั้นแหละเจ้าค่ะ!"

เฉียวเอ๋อร์ตอบหน้าตายราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ

ซูผิงถึงกับพูดไม่ออก เด็กคนนี้ได้รับการสั่งสอนจากหลิวจื่ออี้จริงหรือ? เป็นไปไม่ได้! แม้หลิวจื่ออี้จะดูยั่วยวน แต่เนื้อแท้นางอ่อนหวานขี้อาย เรื่องความแก่แดดคงไม่ถึงครึ่งของเฉียวเอ๋อร์ด้วยซ้ำ นางจะไปสอนสัตว์ประหลาดน้อยตัวนี้ได้อย่างไร?

ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก รถม้าก็กระแทกอย่างรุนแรง เฉียวเอ๋อร์เสียหลักล้มมาในอ้อมกอดซูผิง โชคร้ายที่ศีรษะทุยๆ ของนางกระแทกเข้าที่หว่างขาเขาพอดี ริมฝีปากเล็กๆ ชนเข้ากับมังกรยักษ์เต็มๆ เฉียวเอ๋อร์เงยหน้ามองซูผิงพร้อมรอยยิ้ม แถมยังแอบใช้มือหยิกมันเล่นสองที ทำเอาซูผิงหมดท่า

ซูผิงสงสัย รถม้าของเขาออกแบบระบบกันสะเทือนมาอย่างดี ต่อให้ชนหินก้อนใหญ่ก็ไม่น่าจะสะเทือนขนาดนี้ เขาผลักเฉียวเอ๋อร์ออกไป ทันใดนั้นเสียงหวานใสแต่เกรี้ยวกราดก็ดังมาจากภายนอก "ไอ้พวกไพร่ตาบอด! กล้าดียังไงมาชนรถม้าของข้า? เบื่อชีวิตแล้วหรือไง?"

แม้น้ำเสียงจะไพเราะราวระฆังแก้ว แต่วาจากลับหยาบคายสิ้นดี

"นังเด็กบ้าที่ไหนปากคอเราะร้ายนัก! ชัดเจนว่ารถม้าเจ้าวิ่งมาชนเอง แล้วยังจะมาตีโพยตีพาย ช่างไร้การอบรมสั่งสอนเสียจริง"

จางหูก็ตอกกลับไปอย่างไม่ยอมลดละ คนซื่อๆ อย่างเขาด่าคนเจ็บขนาดนี้ถือว่าหาได้ยาก

ซูผิงสนใจแต่เจ้าของเสียงหวานนั้น ฟังจากน้ำเสียงคงเป็นคุณหนูตระกูลขุนนาง เส้นทางนี้มุ่งสู่ลานพิธีบวงสรวง ฐานะทางบ้านนางคงไม่ธรรมดา หลังจากจัดแจงให้เฉียวเอ๋อร์นั่งดีๆ เขาก็เลิกม่านขึ้น เห็นจางหูหน้าบึ้งตึงอยู่หน้ารถ มองไปที่คู่กรณี รถม้าของเขาแค่สีถลอกนิดหน่อย แต่อีกฝ่ายสิ รถม้าแทบพังยับเยิน ม้าสีดำยืนงงอยู่ท่ามกลางเศษไม้ที่กระจัดกระจาย ล้อรถกลิ้งหลุนๆ ไปไกลแล้ว

ของไร้คุณภาพย่อมเปราะบาง ซูผิงยิ้มมุมปาก รถม้าที่เขาออกแบบนั้นแข็งแกร่งดุจรถถัง แค่ชนนิดหน่อยรถคนอื่นก็พังพินาศแล้ว

เด็กสาวในชุดสีแดงสดทะมัดทะแมงคล้ายจอมยุทธ์หญิง ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้ารถม้า จ้องเขม็งมาที่ซูผิง เสื้อผ้าของนางเรียบง่าย กระชับสัดส่วน ดูดุดันแต่ก็น่ามอง ซูผิงรู้สึกว่าใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราของนางดูคุ้นตายิ่งนัก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เด็กสาวเห็นคนโผล่ออกมาก็เริ่มด่ากราดทันที "มองอะไร! ข้าถามว่าใครอยู่ในรถ? แม้แต่บ่าวไพร่ยังอบรมไม่ดี ขับรถประสาอะไรมาชนคนอื่น แล้วยังกล้าย้อนคำอีก"

ซูผิงรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น คนอย่างจางหูไม่มีทางขับรถประมาท แม่มดน้อยนางนี้ต่างหากที่ไร้เหตุผลและพาลหาเรื่อง เขาพินิจใบหน้าของนางอย่างละเอียด นางสวยจริงๆ โดยเฉพาะเวลาทำหน้าบึ้งตึงแก้มป่องยิ่งดูมีเสน่ห์ เขาอดไม่ได้ที่จะแซว "ฮ่าๆ เรื่องบ่าวไพร่ของข้าไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก แต่เห็นเจ้าอารมณ์ร้อนเพียงนี้ สงสัยระดูจะมาไม่ปกติ มาเดือนละครั้ง ครั้งละยี่สิบวันหรือเปล่าแม่นาง?"

เฉียวเอ๋อร์โผล่หน้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอได้ยินประโยคนั้นก็พ่นสตรอว์เบอร์รีพรวดออกมา หัวเราะลั่นอย่างไม่เกรงใจ

"ไอ้คนถ่อยไร้ยางอาย..."

ใบหน้าของเด็กสาวเขียวคล้ำด้วยความโกรธ นางตวาดลั่น กระโดดตัวลอยพร้อมมีดสั้นในมือ พุ่งเข้าแทงซูผิงอย่างรวดเร็ว

แววตาซูผิงวาวโรจน์ แม่นางคนนี้อำมหิตนัก ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ลงมือหมายเอาชีวิต หากเป็นคนธรรมดาคงตายไปแล้ว ช่างไร้มารยาทสิ้นดี ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมา เขาปั้นหน้าเย็นชา โบกมือวูบเดียว ปล่อยพลังดัชนีพุ่งเข้าสกัดจุดนางกลางอากาศทันที

เด็กสาวร่วงหล่นลงมาอย่างกะทันหัน ร่างกายแข็งทื่อขยับไม่ได้ ซูผิงเอื้อมมือไปคว้าสายคาดเอวของนางแล้วเหวี่ยงร่างนางเข้ามาในรถม้า ปิดม่านลงแล้วสั่งเรียบๆ "จางหู ออกรถได้"

จางหูโอดครวญในใจ แม่นางคนนี้ดวงซุดมาเจอเจ้านายจอมหื่นของเขาเข้าให้แล้ว ดูท่าสาวบริสุทธิ์อีกคนคงไม่พ้นเงื้อมมือมาร แต่คราวนี้ดูเหมือนเจ้านายจะอารมณ์ไม่ดี นางคงโดนสั่งสอนหนักแน่... จางหูส่ายหน้ายิ้มๆ ทิ้งซากรถม้าและม้าดำไว้เบื้องหลัง แล้วบังคับรถม้าออกเดินทางต่อ

"ปล่อยข้านะ ไอ้ไพร่สวะ! รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร? ข้าจะสั่งตัดหัวพวกเจ้าให้หมด!"

แม้จะถูกจับตัวได้ แต่เด็กสาวยังคงไม่สิ้นฤทธิ์ เชิดหน้าตะโกนขู่ฟอดๆ

เฉียวเอ๋อร์นั่งกินขนมดูละครฉากเด็ดอย่างสบายใจ

"นายท่านอย่างข้ากลัวทุกอย่าง ยกเว้นการถูกตัดหัว ไหนบอกมาสิว่าตระกูลเจ้าใหญ่โตแค่ไหนถึงจะข่มขู่ข้าได้? ถ้าทำให้ข้ากลัวได้ ข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าไม่... เจ้าต้องรับผลที่ตามมา"

ซูผิงยิ้มร้าย กาารเดินทางที่น่าเบื่อมีเรื่องสนุกให้ทำแล้ว แม่นางคนนี้โผล่มาได้จังหวะพอดี

เด็กสาวสบตาซูผิงอย่างไม่เกรงกลัว เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิ "ท่านลุงของข้าคือ จูหยวนผิง องค์รัชทายาทองค์ปัจจุบัน และเสด็จปู่ของข้าคือ ฮ่องเต้จูหยุนเหวิน!"

พอได้ยินชื่อตัวเอง เฉียวเอ๋อร์สำลักขนมทันที ส่วนซูผิงพ่นไวน์พรวดออกมา ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เฉียวเอ๋อร์ส่งสายตาสงสัยมาให้ ซูผิงรีบส่ายหน้ายืนยันว่าไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้จริงๆ

เด็กสาวเห็นอาการของพวกเขาก็คิดว่ากลัวจนลนลาน ยิ่งได้ใจกล่าวอย่างลำพอง "กลัวแล้วล่ะสิ! กล้าดียังไงมาทำกับข้าแบบนี้? ถ้าข้าไปฟ้องเสด็จปู่ พระองค์จะสั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรแน่!"

ซูผิงงงเป็นไก่ตาแตก เขาไปมีหลานสาวตั้งแต่เมื่อไหร่?

เฉียวเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก โน้มตัวเข้าไปหาพลางกล่าวด้วยสีหน้าดูแคลน "แม่หนูน้อย อย่ามาปั้นน้ำเป็นตัวแถวนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าองค์รัชทายาทเป็นโอรสองค์เดียวของฮ่องเต้ จะไปมีหลานสาวมาจากไหน? จะโกหกทั้งทีก็ให้มันเนียนหน่อย เห็นพวกข้าเป็นคนโง่หรือไง?"

ซูผิงพยักหน้าสนับสนุน ทั้งสองมองนางด้วยสายตาเหยียดหยาม

"ที่ข้าพูดเป็นความจริงทุกประการ! ท่านแม่ของข้าคือ องค์หญิงจูเหลียนฉีแห่งฉางเซียว ท่านปู่ของข้าคือ ท่านอ๋องจูเสี่ยวเหวิน ดังนั้นองค์รัชทายาทจึงเป็นท่านลุงของข้า และฮ่องเต้ก็คือเสด็จปู่!"

เมื่อเห็นพวกเขาไม่เชื่อ เด็กสาวจึงร้อนรนคายความลับของตระกูลออกมาจนหมดเปลือก แทบจะบอกวันตกฟากของตัวเองอยู่แล้ว

ซูผิงมองนางด้วยความประหลาดใจ ท่านลุงใหญ่ อ๋องจูเสี่ยวเหวิน ทิ้งธิดาไว้สองคนก่อนสิ้นพระชนม์จริงหรือ? องค์หญิงจูเหลียนฉีแห่งฉางเซียว ไม่สนคำคัดค้าน ตัดสินใจหนีตามบัณฑิตตกอับนามเหยียนจงไป ว่ากันว่าเหยียนจงตายก่อนจะได้แต่งงานเสียด้วยซ้ำ ทำให้องค์หญิงจูเหลียนฉีที่ตั้งครรภ์ถูกพากลับเมืองหลวง กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่ของราชวงศ์

ซูผิงเคยสงสัยว่าเหยียนจงอาจถูกเสด็จพ่อหรือท่านลุงใหญ่สั่งเก็บ เพราะในยุคนั้นการพาท่านหญิงหนีถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หลังจากองค์หญิงฉางเซียวกลับวัง พระนางก็เก็บตัวเงียบ ขอพระราชทานที่ดินเล็กๆ ชานเมือง แล้วเขาก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย

เฉียวเอ๋อร์กลอกตาไปมา เห็นสีหน้าซูผิงก็เดาทางถูก นางกล่าวเยาะเย้ย "ไม่ถูกต้อง องค์หญิงฉางเซียวมีธิดาจริง แต่ไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณชน และลือกันว่าองค์หญิงฉางเซียวเชี่ยวชาญกุลสตรี อ่อนโยนเรียบร้อย เป็นแบบอย่างของสตรี แล้วเจ้าจะไปเหมือนองค์หญิงได้อย่างไร? ดูเหมือนโจรป่าข้างถนนมากกว่า"

ซูผิงครุ่นคิด นี่เองที่ทำให้นางดูคุ้นตา นางหน้าคล้ายแม่ของนาง เขาเคยพบองค์หญิงฉางเซียวสองครั้ง ภาพหญิงงามในชุดขาวไว้ทุกข์ผู้มีสีหน้าสงบนิ่งผุดขึ้นมาในความทรงจำ นางงดงามและวางตัวสง่าผ่าเผยจนเขาใจเต้น แต่แม่หนูคนนี้... เทียบแม่นางไม่ได้สักนิด

ได้ยินคำดูถูกของเฉียวเอ๋อร์ เด็กสาวก็โกรธจัด "ท่านแม่ข้าเก็บตัวอยู่ชานเมือง แทบไม่ออกไปไหน ข้าจะไปเอานิสัยชาววังมาจากไหน? ข้าเรียนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก เลยมีบุคลิกห้าวหาญเยี่ยงจอมยุทธ์ เจ้ามันตาถั่ว!"

เฉียวเอ๋อร์มองนางด้วยความสมเพช ฉลาดน้อยเพียงนี้ ริอ่านมาท่องยุทธภพ? แค่หลอกถามนิดหน่อยก็คายความลับออกมาหมด ถ้าโดนหลอกไปขายคงช่วยคนซื้อนับเงินด้วยซ้ำ

"เจ้าชื่ออะไร? มีหลักฐานยืนยันหรือไม่?" ซูผิงถามต่อเพื่อความแน่ใจ

เด็กสาวไม่เอะใจเลย คิดว่าซูผิงคงเริ่มกลัว จึงตอบอย่างภูมิใจ "เปิ่นกูเหนียง (คุณหนูอย่างข้า) ชื่อ จูหยูเฉิน ท่านแม่บอกว่าตอนข้าเกิดฝนตกหนักเลยตั้งชื่อนี้ ข้ามีจี้หยกพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้ด้วย เป็นไง หลักฐานแน่นหนาพอไหม? ถ้ารู้ตัวก็รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!"

พูดจบ นางก็ยืดคออวดจี้หยกที่ห้อยอยู่

ซูผิงยิ้มเจ้าเล่ห์ เอื้อมมือไปจับจี้หยกที่หน้าอกนางขึ้นมาพิจารณา "หงส์เดี่ยวร่ายรำท่ามกลางแสงตะวันรอน" ลวดลายและเนื้อหยกเป็นขององค์หญิงจริงๆ แต่หลานสาวผู้โชคร้ายคนนี้ ในยามลำพองใจ กลับไม่ทันระวังมือไม้ของชายหนุ่มที่สัมผัสโดนเนินอกและผิวคอขาวเนียน เขาอดหัวเราะไม่ได้ ทันใดนั้นก็กระชากแขนนาง ดึงร่างเล็กมาพาดบนตัก จนหน้าอกนุ่มนิ่มแนบชิดกับต้นขาเขา

"เจ้าจะทำอะไร? ช่วยด้วย!"

จูหยูเฉินยังเป็นเพียงดรุณีแรกรุ่น การใกล้ชิดชายแปลกหน้าเช่นนี้ทำให้นางหวาดกลัวจนกรีดร้อง

"ฮึ่ม! จะทำอะไรน่ะรึ? ข้าคือท่านลุงของเจ้า จูหยวนผิง! วันนี้ข้าจะสั่งสอนหลานสาวโง่เขลาอย่างเจ้าแทนพ่อที่ตายไปแล้วของเจ้าเอง!"

สิ้นคำ ซูผิงก็สกัดจุดนางเพิ่ม รถม้าเงียบลงทันที มือหนาค่อยๆ เลื่อนลงไปตามแผ่นหลังบาง คว้าขอบกางเกงของนาง

เดิมทีซูผิงกะจะปิดปากนาง แต่คิดว่าถ้ามีเสียงร้องคงได้อารมณ์กว่า จึงคลายจุดใบ้ และด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย เขาค่อยๆ ปลดสายคาดเอวนางออก

จูหยูเฉินสบถลั่นด้วยความตกใจ "ไอ้โจรบ้ากาม! แกจะทำอะไร ปล่อยข้านะ!"

ข้าจะทำอะไรน่ะรึ?

สีหน้าซูผิงเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย เขากระชากกางเกงนางลงพรวดเดียว เผยให้เห็นบั้นท้ายขาวผ่องเนียนละเอียด แม้จะเล็กกว่าของหลิวจื่ออี้ แต่ก็กลมกลึงเด้งสู้มือน่าสัมผัส รูปทรงงดงามไร้ที่ติ ไรขนอ่อนๆ ที่โผล่วับแวมตรงหว่างขาดูเย้ายวนใจยิ่งนัก

"ไม่นะ..."

ใบหน้าของหยูเฉินแดงก่ำจนถึงใบหู นางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง แต่ร่างกายที่ถูกสกัดจุดไว้ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย

"ก้นสวยใช้ได้!"

ซูผิงเลียริมฝีปากด้วยความชื่นชม หลังจากชื่นชมจนพอใจ เขาก็เริ่มฟาดฝ่ามือลงบนแก้มก้นนุ่มนิ่มนั้นฉาดใหญ่ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น เสียงร้องเจ็บปวดของเด็กสาวดังก้องไปทั่วรถม้า

เฉียวเอ๋อร์นั่งดูอย่างเพลิดเพลิน สังเกตการลงทัณฑ์ของซูผิงตาไม่กระพริบ

"หยุดตีนะ! ข้าเจ็บ! ข้าไม่กล้าแล้ว!"

เวลานี้ แม้จูหยูเฉินจะไม่เชื่อว่าคนตรงหน้าคือท่านลุง แต่ความเจ็บปวดทำให้นางเริ่มร้องขอความเมตตา ร้องไห้น้ำตานองหน้า ยิ่งคิดว่าก้นเปลือยเปล่าถูกชายแปลกหน้าจ้องมอง นางยิ่งอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี

"ไม่กล้าแล้วรึ? ข้าว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้นมั้ง!"

ซูผิงไม่สนใจ ยังคงฟาดมือลงไปไม่ยั้ง บั้นท้ายน้อยๆ นี้เด้งสู้มือดีเหลือเกิน ทุกครั้งที่ตี เนื้อนุ่มๆ ก็สั่นไหวระริก เป็นภาพที่เจริญตายิ่งนัก

"ข้าไม่กล้าแล้วจริงๆ ท่านลุง ได้โปรด..."

จูหยูเฉินคิดว่าเรียก "ท่านลุง" แล้วเขาจะหยุด แต่การณ์กลับตาลปัตร คำนั้นยิ่งกระตุ้นอารมณ์ซูผิงให้ตื่นเต้นยิ่งขึ้น แรงฟาดจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ

เฉียวเอ๋อร์นั่งยองๆ ลงข้างๆ จ้องมองก้นที่เริ่มแดงก่ำอย่างสงสัยใคร่รู้ ถามขึ้นว่า "ทำไมของนางดูต่างจากของท่านอาจารย์ และต่างจากของข้าด้วยล่ะเจ้าคะ?"

พูดจบ นางยังมือบอนเอื้อมไปดึงขนอ่อนที่แลบออกมาเล่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เห็นภาพนั้น ซูผิงยิ่งอารมณ์พุ่งพล่าน ร่างกายท่อนล่างแข็งเกร็ง ดันหน้าท้องน้อยของหลานสาว มือหนาลูบไล้รอยแดงจากการตีอย่างแผ่วเบา "หยูเฉิน ระวังตัวด้วย ยังเจ็บอยู่หรือไม่?"

ขณะลูบไล้ เขาก็แอบคลายจุดทั้งหมดให้นางอย่างแนบเนียน

ทันทีที่ได้รับอิสระ เด็กสาวดีดตัวผึงราวกับกระต่ายตื่นตูม รีบดึงกางเกงขึ้นอย่างลนลาน นางร้องไห้โฮ ขดตัวไปซุกอยู่ที่มุมรถม้า พอก้นสัมผัสพื้นก็สะดุ้งโหยง ร้องลั่น "ไอ้โรคจิต! ไอ้ลามก! แกกล้าดียังไงมาตีก้นข้า! มันเจ็บจะตายอยู่แล้ว! ข้าจะฟ้องเสด็จปู่ให้ประหารแก!"

ซูผิงมีหรือจะกลัว? เขาขยับเข้าไปหาหลานสาวที่ตัวสั่นเทา ดึงนางเข้ามากอด แล้วโบกพัดประจำกายพลางยิ้ม "เห็นไหม? ข้าบอกแล้วว่าเป็นลุงแท้ๆ ของเจ้า เสด็จพ่อจะประหารข้าได้รึ? ส่วนเจ้าน่ะ อายุแค่นี้ใจร้อนนัก ต่อไปจะออกเรือนได้อย่างไร?"

ดวงตาของหยูเฉินเบิกกว้างเมื่อเห็นพัด นั่นคือพัดประจำพระองค์ของเสด็จปู่จริงๆ นางถึงยอมเชื่อ แต่ด้วยความเจ็บใจ นางกุมก้นป้อยๆ แล้วแหวใส่ "ต่อให้เป็นท่านลุงจริงๆ ก็ไม่ควรมามองก้นหลานสาวสิ! แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"

พูดจบ นางก็หันไปตวาดเฉียวเอ๋อร์ที่แอบหัวเราะอยู่ "แล้วเจ้าด้วย นังบ่าวไพร่ตัวดี! พวกแกรุมรังแกข้า! คอยดูเถอะ ข้าจะฟ้องให้หมด!"

เห็นนางยังปากดีไม่เลิก ซูผิงหน้าตึงขึ้นมาทันที กล่าวเสียงเย็น "ยังโดนตีไม่พอใช่ไหม? หรือต้องให้ข้าลงไม้ลงมืออีกเจ้าถึงจะสงบปากสงบคำได้?"

"ฮึ่ม! ท่านลุงลามก ตีก้นหลานสาวตัวเอง! ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เสด็จปู่ต้องตีท่านตายแน่!"

จูหยูเฉินเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะเริ่มหวาดหวั่นกับ 'บทเรียน' ของท่านลุงจอมโหดผู้นี้แล้วก็ตาม

จบบทที่ บทที่ 14 บทลงโทษที่บั้นท้ายของหลานสาวตัวน้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว