- หน้าแรก
- เชื่อระบบแล้วจะรุ่ง ข้ามมิติป่วนโลกบดบังฟ้า
- บทที่ 221 - แสงนัยน์ตาพิฆาตอัจฉริยะ บททดสอบด่านแรกเริ่มขึ้น
บทที่ 221 - แสงนัยน์ตาพิฆาตอัจฉริยะ บททดสอบด่านแรกเริ่มขึ้น
บทที่ 221 - แสงนัยน์ตาพิฆาตอัจฉริยะ บททดสอบด่านแรกเริ่มขึ้น
บทที่ 221 - แสงนัยน์ตาพิฆาตอัจฉริยะ บททดสอบด่านแรกเริ่มขึ้น
การแก่งแย่งชิงดีของเหล่าอัจฉริยะจากสามพันแคว้นเต๋ายังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด ในขณะที่จ้าวฮังได้เข้าพักในด่านที่หนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว
เมื่อเดินไปตามท้องถนนในเมืองยักษ์ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างสบายอารมณ์ ดูไม่เร่งรีบแต่อย่างใด
เมืองแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลเกินจินตนาการ ราวกับเป็นเมืองหลวงขนาดยักษ์ที่มีทุกสิ่งครบครัน ทั้งหอสุรา ร้านค้า และสถานเริงรมย์นับไม่ถ้วน
แน่นอนว่าความเจริญร่อมมาคู่กับความเสื่อมโทรม แต่จ้าวฮังไม่ได้สนใจสถานที่เหล่านั้น
เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการก้าวไปสู่ดินแดนแห่งปัจฉิม!
"ที่นี่คึกคักจริงๆ" จ้าวฮังเดินทอดน่องไปตามถนน มองดูผู้คนที่เดินสวนกันไปมา และเด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่นหยอกล้อกัน เขาถึงกับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า เด็กตัวน้อยในด่านที่หนึ่งส่วนใหญ่ได้เปิดทะเลทุกข์แล้ว บางคนถึงขั้นสร้างน้ำพุแห่งชีวิตและทอดสะพานเทพได้แล้วด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กหนุ่มบางคนยังก้าวไปถึงขอบเขตตำหนักเต๋าแล้ว!
"ที่นี่ก็เหมือนกับบ้านในเขตการศึกษาชั้นนำบนดาวสีน้ำเงิน บ้านทำเลดี สภาพแวดล้อมดี เด็กที่เติบโตที่นี่ข่อมได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ" จ้าวฮังคิดในใจเงียบๆ
เด็กบางคนที่เพิ่งเปิดทะเลทุกข์ แม้จะมีพรสวรรค์ธรรมดา แต่เพียงแค่หมั่นฝึกฝนไปเรื่อยๆ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ อย่างน้อยก็น่าจะกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับสะพานเทพหรือระดับฝั่งตรงข้ามได้ไม่ยาก
เส้นทางทดสอบโบราณที่แข็งแกร่งที่สุดจะเปิดขึ้นทุกๆ หนึ่งหมื่นปี แต่ผู้ที่สามารถไปถึงปลายทางสุดท้ายได้นั้นมีน้อยนิด อัจฉริยะที่ล้มเหลวไม่ได้กลับไปยังดาวบ้านเกิดทันที บ้างก็ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ บ้างก็ทิ้งทายาทสืบสกุลไว้ ณ ดินแดนแห่งนี้
สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นเช่นนี้เรื่อยมา
เส้นทางทดสอบโบราณที่เดิมทีไร้ชีวิตชีวา จึงค่อยๆ เต็มไปด้วยผู้คนและเสียงเซ็งแซ่!
หลังจากจ้าวฮังหาที่พักในด่านที่หนึ่งได้แล้ว เขาก็ได้พูดคุยกับผู้บัญชาการรักษาการณ์และได้รับรู้กฎเกณฑ์บางอย่างเกี่ยวกับเส้นทางทดสอบสายนี้
วันนี้เป็นวันที่เจ้าเมืองด่านที่หนึ่งเชิญเหล่าผู้ฝ่าด่านมาพบปะกัน
จ้าวฮังสวมชุดคลุมมังกร เดินทอดน่องไปยังลานกว้างใจกลางเมือง เขาสังเกตเห็นว่าเหล่าอัจฉริยะที่เคยอยู่หน้าด่านพร้อมกับเขา ต่างก็มายืนรอกันอยู่ที่นี่แล้ว ดูเหมือนทุกคนกำลังรอการมาถึงของเจ้าเมืองผู้นั้น
ไม่นานนัก ณ ใจกลางลานกว้าง ชายชราผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ไร้ร่องรอยของการมาและไป
ชายชราผู้นั้นแผ่กลิ่นอายแห่งกาลเวลาออกมาทั่วร่าง ดวงตาทอประกายสีทอง ร่างกายดูเลือนรางราวกับภาพมายา
"ข้าคือเจ้าเมืองด่านที่หนึ่ง หรือพวกเจ้าจะเรียกว่าทูตรับส่งก็ได้ ต่อไปนี้ข้ามีเรื่องจะแจ้งสองข้อ ข้อแรก ขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม อีกไม่นานพวกเจ้าจะได้เข้าสู่สนามทดสอบ มีเพียงผู้ที่ผ่านการทดสอบเท่านั้นจึงจะได้ไปต่อ ข้อสอง ห้ามต่อสู้กันเองโดยเด็ดขาด"
กล่าวจบ ท่านเจ้าเมืองเฒ่าก็ปรายตามองมาทางจ้าวฮัง ส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรพลางพยักหน้าให้เล็กน้อย
พริบตาถัดมา ร่างของเจ้าเมืองเฒ่าก็หายวับไปจากสายตาของทุกคน
เรื่องที่พักเหล่าอัจฉริยะต้องจัดการกันเอง ด่านที่หนึ่งไม่มีบริการส่วนนี้ให้
จ้าวฮังหันหลังเดินไปยังริมถนนที่ไม่ไกลนัก เขาไม่ได้รีบร้อนหาที่พัก แต่กลับเลือกที่จะเดินชมเมืองยักษ์แห่งนี้ไปเรื่อยๆ
ด้วยเนตรซ้อนและประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน บวกกับเคยได้ศึกษาคัมภีร์ต้นกำเนิดสวรรค์ ทักษะการดูของเก่าของจ้าวฮังจึงเข้าขั้นปรมาจารย์ไปนานแล้ว
เรื่องการพนันหินก็เช่นกัน
จ้าวฮังเดินเล่นอย่างสบายใจ ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในโรงพนันหินแห่งหนึ่งภายในด่านที่หนึ่ง
แต่ก่อนจะเข้าไป จ้าวฮังได้แปลงโฉมตัวเองเรียบร้อยแล้ว
เพราะตอนที่เขาเผชิญทัณฑ์สวรรค์ระดับมหาอริยราชหน้าด่าน เขาไม่เพียงสังหารสี่คุณชายงูทอง แต่ยังทำลายร่างเสมือนของบรรพชนเฒ่าเถิงเสอไปอีกด้วย
พลังฝีมือของจ้าวฮังเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา ย่อมถูกผู้คนยกย่องให้เป็นอัจฉริยะระดับเมล็ดพันธุ์
ตอนนี้เขาเป็นเป้าสายตาเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของร้านโก่งราคาหินที่เขาหมายตา จ้าวฮังจึงเปลี่ยนมาแต่งกายด้วยชุดธรรมดา และกดระดับพลังของตัวเองไว้ที่ขอบเขตราชันย์ตัดมรรคาเท่านั้น!
ภายในเมืองยักษ์มีโรงพนันหินมากมาย กิจการของร้านไหนสักร้านก็ใหญ่โตพอๆ กับหนึ่งในสิบของเมืองศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว
เนตรซ้อนของจ้าวฮังทอประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะโคจรพลังกายาโกลาหลเพื่อกดแสงสีทองนั้นลงไป ตอนนี้แม้เขาจะใช้เนตรซ้อนอยู่ แต่มันก็ดูเหมือนดวงตาปกติทั่วไป ไร้นิมิตใดๆ
การมาพนันหิน จะให้ใครเห็นเนตรซ้อนโต้งๆ ไม่ได้เด็ดขาด
"หินก้อนนี้ดูไม่เลว ข้าเอาอันนี้" จ้าวฮังเดินดูรอบหนึ่ง ก่อนจะชี้ไปที่หินก้อนหนึ่งแล้วบอกกับผู้ดูแลร้าน
"สามล้านชั่ง ห้ามต่อรอง" ผู้ดูแลร้านมองจ้าวฮังแวบหนึ่ง แล้วแจ้งราคาที่สมเหตุสมผล
จ้าวฮังลูบคาง แล้วเริ่มต่อรองราคากับผู้ดูแลร้าน หลังจากยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หินหน้าตาธรรมดาก้อนนี้มาในราคาสองล้านหกแสนชั่ง
จากการสังหารระดับมหาอริยราชและราชันย์นักบุญมามากมาย ผลึกต้นกำเนิดสำหรับจ้าวฮังแล้วมีมากจนใช้ไม่หมด แค่สองล้านหกแสนถือว่าเป็นเศษเงิน ขนหน้าแข้งไม่ร่วงสักเส้น
จากการวิเคราะห์ด้วยวิชาต้นกำเนิดสวรรค์ จ้าวฮังพบว่าในหินก้อนนี้ดูเหมือนจะมีสมบัติจากยุคโบราณซ่อนอยู่
ดังนั้น จ้าวฮังจึงเลือกที่จะจ่ายเงินและรับของทันที เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
แต่มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ เหตุไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นจนได้
เขาถูกกลุ่มยอดฝีมือจากกลุ่มดาวโบราณเทียนฮวงหมายหัวเข้าให้แล้ว!
เจ้าพวกสิบสามอาชาแดนร้างกลุ่มนี้ถนัดเรื่องรังแกคนอ่อนแอแต่กลัวคนแข็งแกร่ง พอเห็นจ้าวฮังมาคนเดียว จึงตัดสินใจจะมา "ขอยืม" สักหน่อย
"หินก้อนนี้ ข้าเอาเอง!" ในจังหวะที่จ้าวฮังเพิ่งควักเงินสองล้านหกแสนออกมาเตรียมจ่าย เสียงเย็นชาของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากไม่ไกล
จ้าวฮังใช้เนตรซ้อนกวาดมองไปที่ต้นเสียง เห็นคนสิบสามคนขี่สัตว์อสูรโบราณ พวกมันมาจากกลุ่มดาวโบราณเทียนฮวง ฉายาของพวกมันคือ สิบสามอาชาแดนร้าง
เมื่อเห็นพวกมัน จ้าวฮังถึงกับกุมขมับอย่างเอือมระอา
'ในประวัติศาสตร์เดิม สิบสามอาชาแดนร้างมีเรื่องกับเย่ฟ่านแล้วโดนเย่ฟ่านจัดการ ตอนนี้เย่ฟ่านถูกข้าส่งไปยุคโกลาหลแล้ว นึกว่าจะไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ซะอีก สงสัยจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้สิบสามอาชาแดนร้างต้องมาเจอข้าแทน'
'ช่วยไม่ได้ พวกมันทำตัวกร่างเอง ครั้งนี้เตะเจอตอเข้าให้แล้ว ถือว่าถึงคราวซวยของพวกมันก็แล้วกัน!'
จ้าวฮังคิดในใจ
แต่ท่าทางของจ้าวฮังในสายตาคนอื่น กลับกลายเป็นว่าเขากำลังหวาดกลัวสิบสามอาชาแดนร้าง จนต้องก้มหน้าหน้านิ่วคิ้วขมวด
"ฮ่าฮ่าฮ่า หินก้อนนี้พวกเราสิบสามอาชาแดนร้างหมายตาไว้แล้ว ถ้าเจ้าหนูยอมยกให้ข้าแต่โดยดี ข้าอาจจะละเว้นโทษฐานที่เจ้าเสียมารยาท!" เสียงยโสโอหังดังไปทั่วบริเวณ
จ้าวฮังได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้น หัวเราะในลำคอ แล้วมองไปที่สิบสามคนนั้นด้วยความสงสัย พลางย้อนถาม "ข้าเสียมารยาทรึ?"
"ถูกต้อง เจอว่าที่จักรพรรดิแล้วไม่ทำความเคารพ ถือว่าเสียมารยาท! การที่เจ้าได้พบพวกเราสิบสามอาชาแดนร้าง ถือว่าได้พบอัจฉริยะที่แท้จริง การไม่ศิโรราบต่อว่าที่จักรพรรดิในอนาคต นั่นคือความผิดของเจ้า!" พี่สิบเอ็ดแห่งสิบสามอาชาแดนร้างแสยะยิ้มเย็นชา
กล่าวจบ พี่สิบเอ็ดแห่งสิบสามอาชาแดนร้างก็ระเบิดพลังอันแข็งแกร่งกดดันใส่จ้าวฮัง
นักบุญขั้นสี่!
สิบสามอาชาแดนร้างถือเป็นยอดฝีมือระดับเมล็ดพันธุ์
ไม่ว่าจะเป็นในสายตาของพวกมันเอง หรือสายตาของชาวเมืองด่านที่หนึ่ง เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาส่วนใหญ่มักมีฝีมือธรรมดา ไม่มีทางสู้สิบสามอาชาแดนร้างได้
พี่ใหญ่ของสิบสามอาชาแดนร้างขี่หมาป่าสีคราม มองจ้าวฮังด้วยความรำคาญ
ดูเหมือนเขาจะโกรธที่จ้าวฮังไม่รู้จัก "บรรณาการ" ของให้
"พ่อหนุ่ม เจ้ารีบยกหินก้อนนั้นให้พวกเขาไปเถอะ" ตอนนั้นเอง ชาวเมืองคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ มองจ้าวฮังแล้วรีบเตือนด้วยความหวังดี
"ไม่จำเป็น พวกมันต้องตาย" จ้าวฮังตอบเสียงเรียบ
สิบสามอาชาแดนร้างกลุ่มนี้ มีชื่ออยู่ในบัญชีดำที่ต้องฆ่าของจ้าวฮังมานานแล้ว
"พวกเจ้านี่มันสมองฝ่อจริงๆ ไม่กลัวเตะเจอตอบ้างหรือไง?" จ้าวฮังหันไปมองสิบสามอาชาแดนร้าง
คำพูดของจ้าวฮังเท่ากับการท้าทายสิบสามอาชาแดนร้างกลางถนน
ทันใดนั้น สิบสามอาชาแดนร้างต่างพากันเดือดดาล
"ถ้าไม่ใช่เพราะกฎของเมืองห้ามต่อสู้กันเอง ป่านนี้ข้าฟันเจ้าหัวขาดไปนานแล้ว!" พี่ใหญ่แห่งสิบสามอาชาแดนร้างมองจ้าวฮังแล้วพูดเสียงเย็น
ได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้ มีอัจฉริยะระดับเมล็ดพันธุ์สองคน พอเลื่อนขั้นเป็นนักบุญแล้วไปฆ่าศัตรูในด่านที่หนึ่ง สุดท้ายโดนลงโทษประหารชีวิตทันที
ดังนั้น สิบสามอาชาแดนร้างเห็นจ้าวฮังท้าทายขนาดนี้ จึงคิดว่าจ้าวฮังจะใช้กฎเมืองมาคุ้มกะลาหัวตัวเอง
"พวกเจ้าคงลืมคิดไปว่า กฎเกณฑ์มีไว้ให้ผู้แข็งแกร่งเป็นคนกำหนด ในเมื่อเจ้ากำหนดกฎเกณฑ์ไม่ได้ นั่นก็เพราะเจ้ายังแกร่งไม่พอ เจ้ายังไม่ใช่ผู้แข็งแกร่ง" กล่าวจบ พริบตาต่อมา ดวงตาของจ้าวฮังก็สาดแสงเทพแห่งการทำลายล้างพุ่งเข้าใส่คนที่อยู่ใกล้ที่สุด
ปัง!
แสงเทพทำลายล้างอันทรงพลังพุ่งชนพี่สิบแห่งสิบสามอาชาแดนร้าง ร่างของมันแหลกสลายกลายเป็นผุยผงด้วยสายตาคู่นั้นทันที
"มายุ่งกับข้า ถือว่าพวกเจ้าเตะเจอตอแล้ว!" จ้าวฮังแค่นหัวเราะ พริบตาต่อมา แสงนัยน์ตาก็พุ่งเข้าใส่สิบสามอาชาแดนร้างอีกครั้ง
ทุกครั้งที่จ้าวฮังใช้เนตรซ้อนยิงแสงเทพออกไป หนึ่งในสิบสามอาชาแดนร้างก็ต้องตกตายลงทันที
เมื่อจ้าวฮังยิงแสงเทพออกไปเป็นครั้งที่สิบ สิบสามอาชาแดนร้างที่เหลือเพียงพี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สาม ต่างคุกเข่าลงต่อหน้าจ้าวฮังด้วยความหวาดกลัว พร้อมโขกศีรษะขอชีวิต หวังให้จ้าวฮังเมตตา
แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า หลังจากจ้าวฮังสังหารพวกมันแล้ว เขาจะได้รับแต้มต้นกำเนิดชีวิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการฝึกตนของเขาอย่างมาก
ในขณะที่จ้าวฮังเงยหน้าขึ้น เตรียมจะยิงแสงเทพจากเนตรซ้อนอีกครั้ง ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากไม่ไกล ทหารของด่านที่หนึ่งมาถึงแล้ว
ทหารเหล่านี้สวมเกราะหนัก ถือหอกยาว กลิ่นอายน่าเกรงขาม!
"ลงมือฆ่าคนในเมือง ฝ่าฝืนกฎ มีโทษประหาร!" ทหารเกราะดำนายหนึ่งมองมาที่จ้าวฮังแล้วตะโกนเสียงเย็น
พี่ใหญ่แห่งสิบสามอาชาแดนร้างเหมือนเจอระฆังช่วยชีวิต รีบตะโกนบอกทหารเกราะดำด้วยความตื่นเต้น "ไอ้หมอนี่แหละที่ฆ่าพี่น้องข้าไปสิบคน พวกท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้านะ!"
ขณะพูด ดวงตาของพี่ใหญ่แห่งสิบสามอาชาแดนร้างเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ราวกับมีไฟลุกโชน อยากจะฉีกร่างจ้าวฮังเป็นชิ้นๆ
เมื่อได้ยินว่าจ้าวฮังลงมือ ทหารเกราะดำนายหนึ่งก็ตะคอกใส่จ้าวฮัง "ในเมื่อเจ้าฝ่าฝืนกฎ ก็อย่าโทษพวกข้าที่ต้องไร้ไมตรี"
กล่าวจบ เหล่าทหารเกราะดำก็หันหอกเข้าหาจ้าวฮัง หากจ้าวฮังไม่ยอมจำนน พวกเขาจะระดมแทงพร้อมกันทันที!
ในเมื่ออีกฝ่ายลงมือแล้ว จ้าวฮังย่อมไม่ยอมอ่อนข้อ แสงห้าสีพุ่งออกมาจากกงล้อทะเลของเขา
แสงห้าสีหมุนวนรอบตัวจ้าวฮัง!
การต่อสู้พร้อมจะระเบิดขึ้นทุกเมื่อ!
"ยั้งมือก่อน ยั้งมือก่อน!" ผู้บัญชาการหวังเจินกำลังพุ่งตัวมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
จ้าวฮังที่เดิมทีกำลังจะลงมือ เมื่อได้ยินดังนั้นจึงหยุดชะงัก
เขาสะบัดมือซัดพลังเทพสามสายเข้าไปในร่างของสิบสามอาชาแดนร้างที่เหลือทั้งสามคน พลังเทพแต่ละสายเปรียบเสมือนระเบิดเวลา
เพียงแค่จ้าวฮังอยู่ห่างจากพวกมันเกินร้อยเมตร พลังเทพที่ฝังไว้จะระเบิดออกทันทีที่แท่นเซียนของพวกมัน!
ส่งพวกมันลงนรกในพริบตา!
ทำทุกอย่างเสร็จสิ้น จ้าวฮังก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
มองดูจ้าวฮังที่เดินจากไป หวังเจินที่เพิ่งรีบร้อนมาถึงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ท่านผู้บัญชาการ เราจะปล่อยเจ้านั่นไปแบบนี้หรือ? เขาฝ่าฝืนกฎเมืองนะ!" ทหารนายหนึ่งถามหวังเจินด้วยความไม่พอใจ
"ใช่แล้ว ฝ่าฝืนกฎต้องได้รับโทษ!" ผู้ฝึกตนระดับสูงคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ
หวังเจินไม่ได้ตอบทันที หางตาของเขาเหลือบไปเห็นสิบสามอาชาแดนร้างสามคนที่เหลือ
พริบตาต่อมา หวังเจินเหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้ จึงร้องอุทานในใจว่า 'แย่แล้ว!'
เป็นดังคาด!
ในวินาทีถัดมา พลังเทพที่จ้าวฮังฝังไว้ในร่างของสิบสามอาชาแดนร้างทั้งสามก็สำแดงเดช ระเบิดตูมสนั่น!
สิบสามอาชาแดนร้างที่เหลือรอดเมื่อครู่ ร่างกายระเบิดเป็นจุนในทันที
แท่นเซียนแตกละเอียด วิญญาณแหลกสลาย ดับสูญสิ้นซาก!
แรงระเบิดส่งผลกระทบไปถึงทหารเกราะดำที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้ได้รับบาดเจ็บกันไปไม่น้อย!
เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เหล่าทหารเกราะดำถึงกับยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
ไม่นานนัก ผู้ฝึกตนหัวไวบางคนก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ที่แท้ท่านผู้บัญชาการกำลังช่วยชีวิตพวกเขา ไม่ใช่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่!
'ขืนพวกเราไปสู้กับไอ้ตัวอันตรายนั่น อย่าว่าแต่จะสร้างผลงานเลย แค่รอดตายมาได้ก็บุญหัวแล้ว' ทหารเกราะดำบางนายคิดในใจ
[จบแล้ว]