- หน้าแรก
- เมื่อโครงข่ายเวทย์ล่มสลาย มีแค่ผมคนเดียวที่ร่ายเวทย์ได้
- บทที่ 131 - เรียกพวก
บทที่ 131 - เรียกพวก
บทที่ 131 - เรียกพวก
บทที่ 131 - เรียกพวก
บทละครฉากนี้ผิดจากที่อันเธอร์คาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง
ค่ายทหารแอมน์ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา ผู้มีอาชีพเป็นเพียงส่วนน้อย มีไว้เพื่อต่อกรกับกองทัพมนุษย์เป็นหลัก โดยทั่วไปจะไม่มีอาวุธสำหรับจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กลางอากาศ
หน้าไม้ใหญ่อาจจะมี แต่มุมเงยมีจำกัด ยากที่จะคุกคามมังกรดำที่เกือบจะโตเต็มวัยได้
นอกจากความอัปยศแห่งเผ่าพันธุ์มังกรแล้ว มังกรเผ่าอื่นๆ ล้วนเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งกว่ากัน พวกมันโอหังแต่ไม่โง่แน่นอน
ตามทฤษฎีแล้ว มังกรดำลอบโจมตีค่ายทหารยามวิกาลเพื่อชิงสมบัติคืน ชาวแอมน์น่าจะเสียหายหนักสิ
'เว้นเสียแต่ว่า... พวกเขาตรวจสอบสมบัติที่ร่วงหล่นมาจากฟ้าพวกนั้นแล้ว และเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า' อันเธอร์รู้สึกว่าการคาดเดาของเขาน่าจะถูกแปดเก้าส่วน
ยังไงซะ ฝนตก หิมะตก ลูกเห็บตก ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีเงินตกจากฟ้า คนโง่ยังรู้เลยว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล
สันดานมนุษย์นั้นโลภมาก เรื่องแอบซุกเงินย่อมเลี่ยงไม่ได้ แต่กองทัพก็คือกองทัพ ภายใต้กฎเหล็ก การควบคุมย่อมง่ายกว่าชาวบ้านร้านตลาด
การตรวจพบคำสาปคลังสมบัติมังกรเป็นเพียงก้าวแรก การใช่มันวางกับดักต่างหากคือหัวใจสำคัญ
'แอมน์มียอดคนแฮะ แต่พวกเขาจะมั่นใจได้ยังไงว่ามังกรจะมาแน่'
ในฐานะผู้ถือครองกระเป๋าหนังมังกร อันเธอร์เองยังไม่รู้เลยว่าสมบัติมาจากคลังมังกรเผ่าไหน มังกรจะตามมาเจอหรือไม่
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้เรื่องที่ชาวแอมน์ชักนำมังกรเขียวให้โจมตีดูรากเพื่อเล่นงานสโตล เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แสดงว่าชาวแอมน์มีความเข้าใจในเผ่าพันธุ์มังกรลึกซึ้งกว่าใครๆ
'จะไปดูดีไหมนะ' เขามองเข้าไปในความมืดมิดของป่าลึก ลังเลใจ
เมื่อกี้มังกรดำโฉบผ่านไปแวบเดียว ไม่รู้ระดับความแข็งแกร่งและอาการบาดเจ็บ ขืนบุ่มบ่ามเข้าไป อาจโดนมังกรดำเจ้าเล่ห์ลอบโจมตี แล้วกลายเป็นให้พวกแอมน์ชุบมือเปิบไปซะงั้น
ในความมืด แสงไฟยาวเหยียดนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เขายกกล้องส่องทางไกลขึ้นอีกครั้ง สังเกตแสงไฟที่คดเคี้ยวในทุ่งร้างนั้นอย่างละเอียด
'คนอย่างน้อยนับพัน ต้องมียอดฝีมือระดับสูงแน่ จัดเต็มขนาดนี้... ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นเลยนี่หว่า'
ดูรากในฐานะเมืองนักผจญภัย มีประชากรแฝงค่อนข้างมาก ประชากรประจำไม่ถึงหนึ่งหมื่นคน กองกำลังทหารยามรักษาระดับไว้ที่สามร้อยห้าสิบนายตลอดทั้งปี กองกำลังชาวบ้านมีนับพันแต่ยามสงบไม่เรียกระดมพล ปกติทำไร่ไถนาเป็นหลัก พลังการรบและยุทโธปกรณ์ไม่ได้เรื่อง
นี่เป็นเรื่องปกติของทวีปเฟรูน กำลังการผลิตมีจำกัด ทหารอาชีพไม่ใช่ใครก็เลี้ยงไหว มีแต่อาณาจักรแอมน์ที่เงินหนาถึงมีกำลังพลมหาศาล
แต่ค่ายทหารแอมน์อยู่ห่างจากป่าเขี้ยวสัตว์พอสมควร ม้าแตกตื่น พวกเขาคงต้องวิ่งมา
อันเธอร์คำนวณดู ชาวแอมน์วิ่งมาถึงชายป่าอย่างน้อยต้องใช้เวลาสองชั่วโมง ในป่ายิ่งเดินยาก ต่อให้ระบุตำแหน่งมังกรดำได้แม่นยำ ถ้าไม่มีเวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็คงหาตัวยาก
เขาหยิบนาฬิกาพกออกมา ดีดฝาเปิด เข็มสั้นเพิ่งเลยเลขสาม
'เวลามีเหลือเฟือ เรียกพวก!'
เขารีบกลับไปที่หอคอยทมิฬ ขึ้นไปชั้นสี่ โบกคาทาพิทักษ์ภัย ห้องหลายห้องสว่างวาบๆ แสงกะพริบปลุกคนหลายคนให้ตื่น
นี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของหอคอยทมิฬ แหล่งกำเนิดแสงมาจากตัวหอคอยเอง ผู้ถือตราประทับสามารถปรับความสว่างได้เอง แต่เจ้าของหอคอยมีสิทธิ์ควบคุมทั้งหมด
ซาไลยัน บลาทท์ และคนอื่นๆ วิ่งออกมาจากห้องอย่างรีบร้อน เดินตามระเบียงมายังโถงกลางที่สว่างไสว เห็นอันเธอร์ยืนตัวตรงรออยู่
"ขอโทษที่รบกวนเวลาฝันหวานของทุกคน แต่ข้างนอกเกิดเหตุไม่คาดฝัน ฉันต้องการความช่วยเหลือจากทุกคน" อันเธอร์โค้งคำนับเล็กน้อย
พวกเขาเพิ่งจะได้นอนหลับอย่างสบายใจวันแรกก็โดนเขาป่วนซะแล้ว รู้สึกผิดจริงๆ
ซาไลยันกลับดูโล่งอก "ฉันก็นึกว่าศัตรูบุกเข้ามาซะอีก เกิดอะไรขึ้น"
อันเธอร์เห็นตัวหลักๆ มาครบแล้ว ก็รีบอธิบายสถานการณ์ "มังกรดำตัวหนึ่งลอบโจมตีค่ายทหารแอมน์ ตกลงไปในป่าเขี้ยวสัตว์ ชาวแอมน์กำลังไล่ล่า..."
"มังกรดำวัยรุ่นที่บาดเจ็บ..." ทุกคนตาโต ทั้งตกใจทั้งดีใจ
"อาจจะตัวเต็มวัยแล้วก็ได้" อันเธอร์เสริม มังกรก็มีความแตกต่างเฉพาะตัว ขนาดตัวมีทั้งใหญ่ทั้งเล็ก
"ถ้ามนุษย์ต้นไม้ยอมช่วย โอกาสของเรามีสูงมาก" ซาไลยันเดินเท้าเปล่าวนไปวนมา แววตาเป็นประกายวูบวาบ
"ต้องลองดู" อันเธอร์กวาดตามองทุกคน "ฟินน์ ฉันต้องการให้นายกับเหยี่ยวสีเทาช่วยค้นหาร่องรอยมังกรดำ
บลาทท์ นายขี่นอร์นอสไปที่ปราสาทแจ็คเกอลีน แจ้งข่าวนี้ให้อิลิสรู้
คาเลโน นายกับเจ้าหางยักษ์ไปที่สมาพันธ์ พวกเขารู้จักเจ้าหางยักษ์ บอกควินตินหรือหัวหน้าทหารยามว่ากองทัพแอมน์กำลังมา ให้พวกเขารวบรวมกำลังพล เตรียมพร้อมรบ
กัปตันซาไลยัน นี่คือ [เนตรพันลี้] สามารถสังเกตการณ์ระยะไกลได้ นายช่วยฉันจับตาดูความเคลื่อนไหวของชาวแอมน์ รับหน้าที่รองผู้บัญชาการ
พวกนายรีบไปใส่เกราะ ฉันจะส่งพวกนายออกไป แล้วฉันจะไปคุยกับมนุษย์ต้นไม้"
"ไม่มีปัญหา..." หลายคนไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบกลับห้องทันที
คนอื่นเริ่มไม่พอใจ ต้นหนคอลินผลักลูกครึ่งมังกรเขียวตัวใหญ่ที่ขวางทางออก นกฮูกกูริบนไหล่ตายังปรืออยู่ "แล้วฉันล่ะ ฝีมือยิงธนูของฉันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัปตัน... สักเท่าไหร่หรอกนะ"
ฮาล์ฟลิงคอลินเป็นดรูอิดเลเวล 4 สมาคมแห่งท้องทะเล แม้ความสามารถร่ายเวทย์จะไม่ไหวแล้ว แต่แปลงร่างเป็นสัตว์ได้หลากหลาย ฝีมือยิงธนูดี เหมาะกับสภาพป่าดงดิบ
อันเธอร์คิดครู่หนึ่งจึงตอบ "งั้นนับนายด้วยอีกคน แต่นายต้องฟังคำสั่งกัปตัน ห้ามฉายเดี่ยว"
"ได้เลย" คอลินหัวเราะร่า รีบกลับไปหยิบอุปกรณ์
"ฉันด้วย ฉันด้วย..." คนส่วนใหญ่ตื่นกันหมดแล้ว พอได้ยินข่าวก็ตื่นเต้นกันใหญ่
นี่เป็นโอกาสฆ่ามังกรเชียวนะ ใครจะอยากพลาด
"ทุกคนใจเย็นๆ" อันเธอร์ยกมือห้าม "สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน ทุกคนกลับไปพักผ่อนเถอะ ถ้าจำเป็นฉันจะเรียก"
ถ้าต้องสู้กันจริง อาชีพทั่วไปคงเอาตัวไม่รอด เลเวล 4 คือขีดต่ำสุดที่เขารับได้
ฟินน์กับบลาทท์ก็แค่ทำหน้าที่สนับสนุน ไม่ได้ไปปะทะกับมังกรดำหรือพวกแอมน์ตรงๆ
"ก็ได้..." คนอื่นไม่ค่อยเต็มใจแต่ก็ไม่ตอแย
ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งหกคนก็กลับมาพร้อมอาวุธครบมือ
"ไป!"
อันเธอร์ส่งทั้งหกคนออกไปพร้อมกัน ส่ง [เนตรพันลี้] ให้ซาไลยัน ชี้ทิศทางคร่าวๆ ให้ฟินน์ แล้วกลับเข้าฮอลล์เรเวนอีกครั้ง
ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ เริ่มปฏิบัติการทันที
บลาทท์ขี่นอร์นอสครั้งแรก ตื่นเต้นจนไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน มือข้างหนึ่งเผลอไปลูบเกราะคออันแหลมคมของนอร์นอส เลยโดนมองค้อนใส่
ณ ฮอลล์เรเวน อันเธอร์ไปหามนุษย์ต้นไม้กู่ไถที่นอนอยู่ริมลานกว้าง
พอเขาบอกจุดประสงค์ มนุษย์ต้นไม้ก็ตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องเปลืองน้ำลาย
สำหรับกู่ไถ อันเธอร์เคยช่วยชีวิตมันไว้ เป็นทั้งพันธมิตรและเพื่อน อีกอย่างศัตรูของพาลาดินย่อมสมควรตาย ยิ่งเป็นมังกรดำผู้ชั่วร้ายด้วยแล้ว
อันเธอร์ไม่ได้ส่งมันออกไปทันที แต่ให้มันเตรียมตัวให้พร้อม การปรากฏตัวของมันต้องเป็นจังหวะตัดสินเกมเท่านั้น
สั่งการทุกอย่างเสร็จ เขากลับขึ้นไปห้องพักชั้นบนสุดของหอคอยทมิฬ
เวลายังเหลืออีกเยอะ เขาต้องรอให้อิลิสกับพวกควินตินมาถึงก่อน ค่อยวางแผนปฏิบัติการร่วมกัน
ก่อนจะถึงตอนนั้น เขาเตรียมจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองสักหน่อย
ในเฟรูน การเลื่อนขั้นระหว่างต่อสู้เป็นแค่ตำนาน การอัปเลเวลก็เช่นกัน ตอนเลเวลต่ำการเปลี่ยนแปลงน้อยใช้เวลาสั้น แต่หลังเลเวล 5 ทุกครั้งที่อัปเลเวลต้องใช้เวลา นานหลายนาทีไปจนถึงหลายสิบนาที วันข้างหน้าอาจนานกว่านี้
ดังนั้นต่อให้เขาได้รับค่าประสบการณ์เพียงพอระหว่างต่อสู้ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะอัปเลเวลทันทีตรงนั้น
ในเมื่อเป็นอย่างนั้น สู้เพิ่มเลเวลพาลาดินก่อนดีกว่า ได้คุณสมบัติอาชีพย่อยที่แข็งแกร่ง เพิ่มพลังต่อสู้ในทันที แผนเดิมเขาจะเก็บค่าประสบการณ์ไว้อัปเลเวล 7 แต่แผนการไม่ทันการเปลี่ยนแปลง
จิตสำนึกของเขาดำดิ่งเข้าสู่ห้วงความคิด เรียกหน้าต่างตัวละคร กดที่ช่องพาลาดิน
[ต้องการเพิ่มเลเวลหรือไม่]
"ตกลง"
ค่าประสบการณ์ในคลังไหลออกไปราวกับสายน้ำ
[เลเวลอัป: พาลาดินเลเวล 3]
[ท่านได้รับคุณสมบัติอาชีพใหม่: [ชักนำพลังเทพ] ท่านสามารถเรียนเวทมนตร์สายพลังงานได้หนึ่งบท]
[ท่านได้รับคุณสมบัติอาชีพย่อย: [ทัณฑ์ธาตุ] [เวทมนตร์ภูตยักษ์] [ประกายแสงภูตยักษ์]]
[ชักนำพลังเทพ]: ท่านได้รับความสามารถในการชักนำพลังงานศักดิ์สิทธิ์จากมิตินอกโดยตรง และสามารถใช้พลังงานเหล่านี้สร้างผลทางเวทมนตร์ได้ วันละสองครั้ง ฟื้นฟูหนึ่งครั้งหลังการพักระยะสั้น
ผลของชักนำพลังเทพที่ครอบครองในปัจจุบัน: สัมผัสศักดิ์สิทธิ์
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์: ขยายจิตสำนึกของตนด้วยพลังงานศักดิ์สิทธิ์ ตรวจจับตำแหน่งและประเภทของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ชาวสวรรค์ ปีศาจ และอันเดด รวมถึงสถานที่หรือวัตถุใดๆ ที่ได้รับพรหรือถูกลบหลู่จากเวทมนตร์ประเภทพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ระยะเวลาพื้นฐาน 10 นาที ระยะพื้นฐาน 60 ฟุต (18 เมตร)
[ทัณฑ์ธาตุ]: ท่านเคารพในอำนาจแห่งมิติธาตุ และได้รับการตอบรับจากพลังธาตุเช่นกัน
หลังใช้ทัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ ท่านสามารถใช้สิทธิ์ชักนำพลังเทพหนึ่งครั้งเพื่อกระตุ้นผลของธาตุชนิดหนึ่งได้ทันที
[เวทมนตร์ภูตยักษ์]: เมื่อระดับเลเวลเพิ่มขึ้น ท่านจะเชี่ยวชาญเวทมนตร์ธาตุมากขึ้น
เวทมนตร์ปัจจุบัน: ศาสตร์จตุรธาตุ ทัณฑ์เปลวเพลิง ทัณฑ์สายฟ้า ท่านได้เตรียมเวทมนตร์เหล่านี้ไว้ตลอดเวลา สามารถร่ายได้ทุกเมื่อ
[ประกายแสงภูตยักษ์]: อำนาจแห่งธาตุที่ทั้งงดงามและมีพลังทำลายล้างห้อมล้อมท่าน ก่อเกิดเป็นประกายแสงธาตุอันทรงพลัง
การข่มขู่ +1
หากท่านไม่สวมเกราะกลางหรือเกราะหนัก ระดับเกราะจะเพิ่มขึ้น โดยได้รับโบนัสเท่ากับค่าปรับเสน่ห์ อย่างน้อย +1
[จบแล้ว]