- หน้าแรก
- เมื่อโครงข่ายเวทย์ล่มสลาย มีแค่ผมคนเดียวที่ร่ายเวทย์ได้
- บทที่ 71 - อยากจะจัดสักดอกไหม
บทที่ 71 - อยากจะจัดสักดอกไหม
บทที่ 71 - อยากจะจัดสักดอกไหม
บทที่ 71 - อยากจะจัดสักดอกไหม
เช้าตรู่ เสียงแตรทองเหลืองดังกังวานแว่วมาจากนอกหน้าต่าง
อันเธอร์พลิกตัว แสงแดดอุ่นๆ ส่องกระทบใบหน้าพอดี ให้ความรู้สึกอบอุ่นจนจั๊กจี้
เขาลุกขึ้นนั่ง บิดขี้เกียจ ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าทันที รู้สึกดีสุดๆ พลังงานล้นเหลือ เหมือนจะไม่มีวันเหนื่อยอีกเลย
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก..."
เขาเดินไปเปิดประตู บลาทท์ยืนอยู่หน้าห้อง สีหน้าตื่นเต้น "รีบมาดูเร็ว อ่าวเกล็ดเงินมีเรือรบมาจอดตั้งสองลำ!"
"เรือรบจากไหน"
อันเธอร์ตามบลาทท์ไปที่ห้อง มองออกไปนอกหน้าต่าง ตรงจุดจอดเรือของอ่าวเกล็ดเงินมีเรือใบเพิ่มมาหลายลำจริงๆ
เขาหยิบกล้องส่องทางไกลมากวาดดูรอบๆ แล้วไปหยุดสายตาที่เรือใบขนาดกลางสองลำ สองข้างกราบเรือมีปืนใหญ่เรียงเป็นตับ ถึงจะใช้ผ้าใบกันน้ำคลุมไว้ แต่ก็พอมองเห็นเค้าโครงได้ชัดเจน
บนยอดเสากระโดงท้ายเรือ ธงผืนใหญ่สีน้ำเงินลายพระจันทร์เสี้ยวและดาวเงินโบกสะบัด
"นี่มันกองเรือลาดตระเวนของวอเตอร์ดีป มากันเป็นกลุ่มย่อยสองสามลำ..." น้ำเสียงของอันเธอร์ดูตื่นเต้นขึ้นมา
กองเรือลาดตระเวนมีหน้าที่หลักคือตรวจตราแถบชายฝั่งดาบ ขึ้นเหนือไปถึงเนเวอร์วินเทอร์ ลงใต้ไปถึงเนแลนเธอร์ เพื่อปราบปรามโจรสลัดและการค้าของเถื่อน คุ้มครองความปลอดภัยให้เรือสินค้า
กองเรือย่อยนี้น่าจะมาช่วยสนับสนุนบัลเดอร์สเกต ในฐานะพันธมิตรสำคัญ วอเตอร์ดีปต้องมีการเคลื่อนไหวแน่นอน
ที่เขาตื่นเต้นก็เพราะวอเตอร์ดีปกับแอมน์มีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ นอกจากเรื่องการแข่งขันทางการค้าแล้ว ยังมีสาเหตุมาจากประวัติศาสตร์ด้วย
แอมน์เคยลอบสังหารขุนนางของวอเตอร์ดีป ทั้งสองฝ่ายสะสมความแค้นกันมานาน แถมแอมน์ยังเห็นแก่ได้ ทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน โดยเฉพาะการค้าทาส ที่ยื่นมือไปถึงท่าเรือสกัลพอร์ตของวอเตอร์ดีป
แต่การค้าทาสถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงขั้นสูงสุดในวอเตอร์ดีป ครั้งแรกจะถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมดและเนรเทศไปทุ่งร้างโทรลล์ตลอดชีวิต ถ้าทำซ้ำจะถูกประหารชีวิตทันที และวิญญาณจะถูกขังไว้ในคุกเวทมนตร์ "สุสานทั่งเหล็ก"
มีเรือรบวอเตอร์ดีปจอดอยู่ข้างๆ ใครจะกล้าค้าทาสอย่างเปิดเผย
"พอพวกนี้มา อ่าวเกล็ดเงินดูสงบลงเยอะเลย" บลาทท์เปรย
อันเธอร์ปรับมุมกล้อง ล็อคเป้าไปที่เรือ [ฉลามทะเล] ที่ท่าเรือ บนนั้นคนงานกำลังเดินขวักไขว่ เหมือนกำลังขนสินค้าหรือเสบียง
"พวกมันจะหนี"
"ใคร"
"[ฉลามทะเล] ลำนั้นน่าจะเป็นเรือค้าทาสเหมือนกัน"
"ในเวลาแบบนี้ วอเตอร์ดีปคงไม่น่าจะเพ่งเล็งพวกมันหรอกมั้ง" บลาทท์สงสัย
"ก็ไม่แน่หรอก" อันเธอร์ยิ้มจางๆ วอเตอร์ดีปที่เขารู้จักไม่ใช่พวกหัวโบราณคร่ำครึซะด้วยสิ
ตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าตึงตังก็ดังมา แล้วร่างของดาราก็โผล่มาที่ประตู เห็นประตูเปิดอยู่ เธอก็เคาะขอบประตูแรงๆ สองที
"เก็บของเสร็จหรือยัง รีบไปกินมื้อเช้า กินเสร็จแล้วตามฉันมา"
"เสร็จแล้ว" บลาทท์รีบตอบ
"เร็วหน่อยนะ แปดโมงล้อหมุน" ดารายิ้มซุกซนให้อันเธอร์ แล้วหันหลังเดินลงบันไดไป
"ไปกันเถอะ" อันเธอร์โบกมือ
สัมภาระของพวกเขามีไม่เยอะ คนละเป้ใบใหญ่ ส่วนมากเป็นของที่บลาทท์เพิ่งไปซื้อมาเมื่อวาน
นอร์นอสรับหน้าที่แบกสัมภาระ คนอื่นๆ พกแค่อาวุธกับของใช้ส่วนตัว
ในร้านอาหารคนไม่เยอะ พวกเขารีบกินรองท้อง พอเดินออกมาถึงเจอกลุ่มคนรออยู่ที่หน้าสวน
พนักงานเอลฟ์หกเจ็ดคน กับแขกอีกสองคน ผู้ใหญ่หนึ่งเด็กหนึ่ง ต่างก็มีสัมภาระ แต่พวกเอลฟ์ส่วนใหญ่สะพายแค่เป้ใบเดียว
หนูคลาร่ายืนอยู่ข้างคาฟก้า พอเห็นอันเธอร์ ดวงตาก็ยิ้มจนโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว แต่แล้วเธอก็เก๊กหน้าขรึม มือหนึ่งเท้าเอว มือหนึ่งกวักเรียกอันเธอร์ "มาเร็วๆ รอพวกนายอยู่เนี่ย..."
ทุกคนฮากันตรึม มีแต่ดาราที่เอามือปิดหน้า อันเธอร์ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหนูคลาร่าเลียนแบบใคร
"มาแล้วๆ" อันเธอร์ดูนาฬิกา ยังไม่แปดโมงเลย
เขาอุ้มคลาร่าขึ้นวางบนอานม้า ส่วนตัวเองเดินไปพร้อมกับคนอื่นๆ
ขบวนคนเดินคุยกันไปหัวเราะกันไป มุ่งหน้าสู่ท่าเรือ บรรยากาศผ่อนคลาย
"พี่สาวนาย... ทำไมไม่มาด้วยล่ะ" อันเธอร์มองไปรอบๆ ไม่เห็นเงาของเกวินเน็ธ
"เธออยู่ที่นี่ตลอด ที่นี่คือบ้านของเรา รอบนี้ผมแค่มาส่งคลาร่า..." คาเลโนอธิบาย
พวกเขาล้วนมาจากเมืองพาร์ลอส นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมเกวินเน็ธถึงใส่ใจนักเวลาพวกค้าทาสพูดถึงเมืองนี้
เมืองพาร์ลอสตั้งอยู่ทางเหนือของบัลเดอร์สเกตไปร้อยกว่ากิโลเมตร เป็นเมืองท่าใต้อาณัติที่มีหลากหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ปะปนกัน ประชากรมนุษย์มีไม่ถึง 20%
ว่ากันว่าเมื่อก่อนที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ มีกลุ่มทาสที่รอดชีวิตจากเรือแตกมาอาศัยอยู่ พวกเขากลัวพวกค้าทาสจะตามมาเจอ เลยตั้งองค์กรชื่อ "พาร์ลอส" ขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง
แล้วกันไปกันมา พาร์ลอสก็กลายเป็นผู้มีอิทธิพล พอไปเข้าตาแกรนด์ดยุคราเวนการ์ด ก็เลยเติบโตอย่างรวดเร็ว ดึงดูดเผ่าพันธุ์บนพื้นดินมากมายให้มาตั้งรกราก
แต่ที่นี่ไม่ใช่ท่าเรือที่ดีนัก ประชากรมีแค่สองหมื่น การค้าขายก็ไม่ได้รุ่งเรือง ข้อดีคือความปลอดภัยสูงมาก
เรือสินค้า [เควเชอร์] ที่สังกัดเมืองพาร์ลอส จะแล่นมาบัลเดอร์สเกตเดือนละสองเที่ยว ทุกครั้งจะแวะพักที่อ่าวเกล็ดเงินหนึ่งวัน
พนักงานของมูนแชโดว์ เควลลิน ก็จะอาศัยโอกาสนี้ผลัดกันกลับบ้าน
ก่อนหน้านี้กำหนดการเดินเรือไม่แน่นอน คาเลโนเลยพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะบัลเดอร์สเกตเกิดเรื่อง [เควเชอร์] จะยังมาไหม หรือจะมาเมื่อไหร่ ก็ไม่มีใครรู้
"จะออกเรือเมื่อไหร่" อันเธอร์ถาม
"ไม่รู้สิ" คาเลโนยักไหล่ "นี่เป็นครั้งแรกที่ [เควเชอร์] มาเทียบท่าอ่าวเกล็ดเงินหลังจากเกิดภัยพิบัติ แต่ไม่ต้องห่วง ตอนเรือเทียบท่าเมื่อเช้ามืด พี่สาวผมคุยกับพวกเขาแล้ว พาคนขึ้นเรือได้
พี่สาวผมเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนของ [เควเชอร์] แค่นี้คุยได้อยู่แล้ว"
"อืม" อันเธอร์พยักหน้า ดูท่าเกวินเน็ธจะมีอิทธิพลในพาร์ลอสพอตัว เรือหลวงแบบนี้ไม่ใช่ใครจะมาร่วมทุนได้ง่ายๆ
พอพวกเขามาถึงท่าเรือ ก็มองเห็นเรือใบรูปทรงแปลกตาแต่ไกล
เรือลำนี้ยาวสี่สิบกว่าเมตร รูปทรงเรียวยาว หัวท้ายแหลมและโค้งงอนเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ให้ความรู้สึกเบาสบาย
มันไม่มีดาดฟ้ายกสูงแบบเรือแกลเลียน ปืนใหญ่บนดาดฟ้ามีน้อยมาก ใต้ดาดฟ้าเป็นห้องเก็บสินค้าและที่พักลูกเรือ ไม่มีป้อมหัวเรือ มีแค่ป้อมท้ายเรือสูงสามชั้น
ตรงจุดจอดเรือ [เควเชอร์] มีคนมุงดูอยู่เยอะ แต่โดนลูกเรือกันไว้ ไม่ให้ใครขึ้น
พอคาเลโนมาถึง ลูกเรือก็รีบหย่อนบันไดเชือก รับคนขึ้นไป แทบไม่ต้องซักถามหรือตรวจค้นอะไร ดูคุ้นเคยกันดี
"เควเชอร์" มาจากภาษาเอลฟ์ แปลว่าเอลฟ์นั่นแหละ แต่ลูกเรือไม่ได้มีแค่เอลฟ์ มีทั้งมนุษย์ ฮาล์ฟลิง ฮาล์ฟเอลฟ์ โนม ดราก้อนบอร์น ปนกันมั่วไปหมด สไตล์อินดี้จริงๆ
ห้องพักบนเรือแคบมาก นอนกันห้องละสี่คน แม้แต่คาเลโนก็ไม่เว้น
เขาบอกว่าสภาพแบบนี้ถือว่าหรูหรากว่าเรือสินค้าหรือเรือรบทั่วไปเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว กลาซีกองทัพเรือส่วนใหญ่ไม่มีเตียงประจำด้วยซ้ำ ต้องผูกเปลนอนข้างแท่นปืนหรือชั้นล่าง กลางวันก็ต้องเก็บ
หนูคลาร่าอยากพักห้องเดียวกับอันเธอร์ แต่โดนดาราอุ้มแยกไป ร้องไห้งอแงอยู่พักหนึ่ง ผู้ชายจะมาดูแลเด็กผู้หญิงมันไม่ค่อยสะดวก ทั้งสองคนก็ไม่ใช่พ่อลูกกันด้วย
นอร์นอสตัวใหญ่เกินไป ต้องอยู่บนดาดฟ้า มันลอยไปลอยมาเดินเล่นไปทั่ว ไปขอข้าวกินกับลูกเรือ เจออะไรน่าอร่อยก็อยากจะงับสักคำ จริงๆ มันไม่หิวหรอก แค่อยากรู้อยากเห็น
ตอนนี้แหละที่เกือกม้าวายุแสดงประสิทธิภาพ แรงโน้มถ่วงถูกกระจายด้วยสนามพลังลอยตัว ตัวหนักขนาดนอร์นอสเดินบนดาดฟ้าก็ไม่ทำให้พื้นพัง
อันเธอร์กำชับมันไม่กี่คำ ก็เดินปลีกตัวไปที่ท้ายเรือ เฝ้ามองเรือ [ฉลามทะเล] ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรเงียบๆ
ตึก ตึก ตึก เสียงฝีเท้าเบาๆ ของคนแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้ แล้วหยุดอยู่ด้านหลังเขาห่างไปไม่กี่เมตร
"นั่นเรือค้าทาส" เสียงทุ้มต่ำ แฝงความผ่านโลกมาโชกโชน
"ผมรู้ เรือ [ฉลามทะเล] ของตระกูลนาชิวาล" อันเธอร์หันไปมองผู้มาเยือน
เป็นเอลฟ์ชาย สูงกว่าเขาครึ่งหัว ร่างกายกำยำแต่ไม่เทอะทะ ผิวสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ แต่รู้สึกว่าไม่หนุ่มแล้ว
"ฉันชื่อซาไลยัน กัปตันเรือ [เควเชอร์] ฉันได้ยินเกวินเน็ธพูดถึงนาย นายดูห้าวกว่าฉันสมัยหนุ่มๆ อีกนะเนี่ย" เอลฟ์ชายยิ้มอย่างมีเสน่ห์ ทำให้รู้สึกเป็นกันเอง
"งั้นเหรอ ผมไม่ได้เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อนนะ" อันเธอร์เลิกคิ้ว ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่
ลูกเต๋าหมุนเบาๆ ข้อมูลของซาไลยันเด้งขึ้นมา: [ซาไลยัน วู้ดเอลฟ์ เรนเจอร์เลเวล 6 (นักล่า)]
"แต่ในตานายมีไฟ" ซาไลยันเดินมาที่กราบเรือ ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนราวระเบียง สายตาจ้องเขม็งไปที่เรือ [ฉลามทะเล] "อยากจะ... จัดสักดอกไหม"
"ห๊ะ?" ศัพท์วงในที่โพล่งออกมาทำเอาอันเธอร์งง
"นายรู้ไหมว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการรบทางทะเลคืออะไร" ซาไลยันสายตามองไกล
"ระยะยิงปืนใหญ่?" อันเธอร์นึกถึงฉากในหนังที่เรือรบโบราณแล่นเรียงแถวระดมยิงใส่กันอย่างอลังการ วัดกันที่ความใจถึงและการตัดสินใจ
"ปืนใหญ่ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก" ซาไลยันชูนิ้วชี้ส่ายไปมาเบาๆ "การรบทางทะเล... แน่นอนว่าต้องวัดกันที่ใครวิ่งเร็วกว่าสิ!"
[จบแล้ว]