- หน้าแรก
- เมื่อโครงข่ายเวทย์ล่มสลาย มีแค่ผมคนเดียวที่ร่ายเวทย์ได้
- บทที่ 9 - พาลาดินปะทะขุนศึกคนแคระสีเทา
บทที่ 9 - พาลาดินปะทะขุนศึกคนแคระสีเทา
บทที่ 9 - พาลาดินปะทะขุนศึกคนแคระสีเทา
บทที่ 9 - พาลาดินปะทะขุนศึกคนแคระสีเทา
เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาในหุบเขา อันเธอร์ก็รู้สึกตัวและลุกพรวดขึ้นมานั่ง
เขาหลับไม่ค่อยสนิท หลังจากผสานจิตกับไม้เท้าเสร็จก็นอนไม่หลับอยู่นาน ความทรงจำจากชาติก่อนสลับกับภาพการต่อสู้เมื่อตอนกลางวันวนเวียนอยู่ในหัว จิตใจว้าวุ่นไปหมด
ก่อนหน้านี้มีแต่อันตรายรุมเร้า เลยไม่มีเวลาคิด พอได้หยุดพักความคิดก็เริ่มฟุ้งซ่าน เรื่องข้ามมิติแบบนี้ใครมันจะไปปรับตัวได้ปุบปับกันล่ะ
แต่ชาติก่อนเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนที่ทั้งจืดชืดและเหนื่อยหน่าย ตอนนี้กลายเป็นผู้มีอาชีพที่ใช้เวทมนตร์วิเศษได้ เทียบกันแล้วที่นี่น่าสนใจกว่าเยอะ
"ตื่นแล้วเหรอ" เสียงบลาทท์ดังมาจากข้างหู
อันเธอร์หันไปมอง เห็นร่างของเขาอยู่บนต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก
เขานั่งยองๆ อยู่บนกิ่งไม้ กอดดาบมองออกไปไกลๆ ดูท่าจะตื่นนานแล้ว
"เช้าขนาดนี้เลย?"
"พอแล้ว ฉันหลับลึก อีกอย่างขืนตื่นสายกว่านี้คงโดนยุงดูดเลือดหมดตัวพอดี" บลาทท์กระโดดลงจากต้นไม้
"มียุงด้วยเหรอ?" อันเธอร์งง
"ก็นายมีสายเลือดมังกรนี่ แมลงที่ไหนจะกล้าเข้าใกล้" บลาทท์ปรายตามองเขา
"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง" อันเธอร์หัวเราะเบาๆ ไม่นึกว่าสายเลือดมังกรจะมีผลพลอยได้แบบนี้ด้วย
"เรารีบออกเดินทางกันเถอะ ภูเขาดัสต์ฮอว์กไม่ใหญ่มาก แต่เดินยากเอาเรื่อง" บลาทท์หยิบอาหารออกจากห่อแบ่งให้อันเธอร์ แล้วยื่นถุงผ้าที่แฟบไปกว่าครึ่งให้เขา "เอาใส่เป้นายไว้ เกิดพลัดหลงกันจะได้ไม่อดตาย"
เขาดูออกนานแล้วว่าอันเธอร์ไม่มีประสบการณ์ใช้ชีวิตในป่า เลยอดห่วงไม่ได้
"แล้วนายล่ะ?" อันเธอร์ไม่รับ
"อย่ามาดูถูกความสามารถในการเอาชีวิตรอดของนักผจญภัยรุ่นเก๋านะ" บลาทท์จงใจเน้นเสียง
"นายเก็บไว้เถอะ ในเป้ฉันยังมี" อันเธอร์ส่ายหน้า
เขาแค่ไม่มีประสบการณ์ ไม่ใช่ไม่มีสมอง ของดีๆ อยู่ในเป้ติดตัวหมดแล้ว
"ก็ได้" บลาทท์เหลือบมองเป้เขา แล้วกำชับอีกรอบ "เวลาหนีตาย อาหารสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น บางทีมีเหรียญมังกรทองก็ซื้อขนมปังไม่ได้"
"ขอบใจที่เตือน" อันเธอร์พยักหน้า
เหรียญมังกรทองเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้กันทั่วไปในเฟรูน แลกได้ 10 เหรียญเงิน หรือ 100 เหรียญทองแดง (เหรียญโลหะผสม) ซึ่งเงินหนึ่งเหรียญทองแดงซื้อข้าวสาลีได้ประมาณหนึ่งปอนด์
มื้อเช้าคือน้ำเปล่ากับขนมปัง เนยแข็งเกาด้า และเบคอนไก่งวง ทั้งสองกินกันเต็มที่ จะสู้จะหนีต้องใช้แรง
พอกินเสร็จฟ้าก็สว่างโร่ ทั้งสองเก็บข้าวของแล้วลงจากเขาทันที จากนั้นก็เลาะแม่น้ำชิออนทาร์มุ่งหน้าไปทางตะวันออก
ภูเขาดัสต์ฮอว์กมีเส้นผ่านศูนย์กลางแค่สองสามกิโลเมตร สูงไม่กี่ร้อยเมตร ไม่มีสัตว์ร้าย ชาวบ้านมักใช้เป็นทางลัด จึงมีทางเดินเล็กๆ มากมาย
ทั้งสองเดินกันอย่างระมัดระวัง ระแวงไปตลอดทาง อย่าว่าแต่สิ่งมีชีวิตใต้พิภพเลย แม้แต่มนุษย์สักคนก็ยังไม่เจอ
มีเพียงศพเหม็นเน่าไม่กี่ศพที่บอกให้รู้ว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย
ตอนนี้เดือนกระแสน้ำฤดูร้อน หรือเดือนกรกฎาคม อากาศร้อนจัด ศพเน่าเร็วมาก
"ตายมาอย่างน้อยวันนึงแล้ว ฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น" บลาทท์ดูจะชินชา
พวกใต้พิภพไม่คุ้นพื้นที่ คงหาที่ซ่อนมิดชิดขนาดนี้ไม่เจอในเวลาสั้นๆ แน่
อันเธอร์เม้มปากเงียบ ผ่านไปหนึ่งวันเขาเริ่มชินกับการเห็นศพโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่กลิ่นเหม็นเน่านี่มันชวนอ้วกจริงๆ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง พื้นที่เริ่มราบเรียบ
พอข้ามเนินเขาหัวโล้นลูกเล็กๆ วิสัยทัศน์ก็เปิดกว้าง กลุ่มอาคารหนาตาปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้เตี้ยๆ สีทึมๆ ดูระเกะระกะ แออัด และไร้ระเบียบ
บนตลิ่งแม่น้ำห่างออกไปหลายร้อยเมตร มีสะพานสูงตระหง่านทอดข้ามแม่น้ำชิออนทาร์ บนสะพานมีสิ่งปลูกสร้างเบียดเสียดกันแน่นขนัด จะเรียกว่าสะพานก็ไม่ถูก มันเหมือนตรอกการค้าที่พาดอยู่บนหินมังกรกลางแม่น้ำมากกว่า
นั่นคือสะพานเวิร์มครอสซิ่งอันเลื่องชื่อ ป้อมปราการขนาดมหึมาตรงกลางคือป้อมเฟลมิ่งฟิสต์
มันเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมที่สำคัญ ฝั่งตรงข้ามสะพานคือเขตริฟวิงตัน ฝั่งนี้คือเขตทวินซอง และทางเหนือของเขตทวินซองก็คือเขตซาวส์ฟุต
อันเธอร์มีความทรงจำของร่างเดิม จึงคุ้นเคยกับภาพนี้ดี ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาก
เขาอาศัยความได้เปรียบเรื่องความสูง กวาดสายตามองไปทั่วเขตทวินซอง ไม่เห็นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใต้พิภพ แต่เห็นมนุษย์หลบซ่อนอยู่ตามตึกราบ้านช่องไม่น้อย
"ดูเหมือนพวกใต้ดินจะยังมาไม่ถึงที่นี่" บลาทท์หันมามองอันเธอร์ ส่งสายตาเชิงถามความเห็น
"ไปกันเถอะ" อันเธอร์ไม่ลังเล เดินนำลงเขาไปก่อน
ทั้งสองเดินเลาะขอบภูเขาดัสต์ฮอว์กมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ได้เข้าไปลึกในเขตเมือง และไม่ได้ติดต่อกับคนที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้าน
เขตทวินซองกับเขตซาวส์ฟุตเชื่อมต่อกันด้วยถนนยาวเหยียดที่ขนาบด้วยเนินเขาเตี้ยๆ
พออ้อมตีนเขา ถนนลาดยางอย่างดีก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ทอดตัวคดเคี้ยวไปทางซ้ายมือ ก่อนจะถูกภูเขาบดบังสายตา
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็กระแทกเข้าหูอันเธอร์ เสียงหวีดหวิว เสียงกรีดร้อง เสียงคำราม เสียงอาวุธปะทะกัน...
"เกิดเรื่องแล้ว!" บลาทท์ชะงักฝีเท้า ชักดาบออกมาเบาๆ
"คนแคระสีเทา" อันเธอร์ใจแป้ว เขาได้ยินภาษากลางใต้พิภพและภาษาก็อบลิน
ทั้งสองย่องเบาเข้าไปใกล้ เสียงดังชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถนนหักเลี้ยว สนามรบอันวุ่นวายก็ปรากฏแก่สายตา
มนุษย์สิบกว่าคนกำลังต่อสู้กับทาสคนแคระสีเทากว่าสามสิบชีวิต สถานการณ์ตึงเครียด ศพและคราบเลือดเกลื่อนพื้น
อันเธอร์หรี่ตามอง นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นการต่อสู้ดุเดือดขนาดนี้ เขารู้สึกประหม่าแต่ก็ตื่นเต้นลึกๆ
"คนแคระสีเทาบุกมาถึงนี่แล้ว" บลาทท์หน้าเครียด
อันเธอร์เองก็ตระหนักได้ว่า เขตซาวส์ฟุตคงไปไม่ได้แล้ว
"คนนำทีมคือพาลาดินแห่งเทพแห่งความยุติธรรม พวกเขา... สถานการณ์ไม่ค่อยดี" บลาทท์สังเกตการณ์อย่างรวดเร็ว
อันเธอร์เพ่งมอง พบว่าฝ่ายมนุษย์นอกจากคนแล้ว ยังมีฮาล์ฟลิงและคนแคระรวมอยู่ด้วย การแต่งกายไม่เหมือนกัน น่าจะเป็นทีมที่รวมตัวกันเฉพาะกิจ
แนวหน้าสุดคือพาลาดินมนุษย์สองคน ดาบและโล่เปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์ ยืนหยัดต้านทานการโจมตีของศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า พยุงแนวรบไว้ได้อย่างยากลำบาก
ฝ่ายคนแคระสีเทามีก็อบลินเป็นกำลังหลัก แถมยังมีบั๊กแบร์ตัวใหญ่และฮอบก็อบลินผสมโรงด้วย มีออร์คอีกสิบกว่าตัว ส่วนคนแคระสีเทาสี่ห้าคนยืนอยู่แนวหลัง ไม่ได้เข้าร่วมต่อสู้โดยตรง
"ฉันรู้จักพวกเขา แลนด์ กับ ซาฮียร์ จากโบสถ์ลาสต์โฮปในเขตทวินซอง" อันเธอร์พูดเสียงเข้ม
เจ้าของร่างเดิมโตมาในเขตเมืองชั้นนอก คุ้นเคยกับโบสถ์ลาสต์โฮปเป็นอย่างดี ตอนเด็กๆ เคยมาเล่นแถวนี้บ่อยๆ
"จะช่วยไหม?" บลาทท์หันมาถามอันเธอร์ รอให้เขาตัดสินใจ
ถ้าวิเคราะห์ตามเหตุผล พวกเขาควรเข้าไปช่วย หากคนแคระสีเทาชนะ พวกมันต้องยึดสะพานเวิร์มครอสซิ่งแน่ ถึงตอนนั้นใครก็หนีไม่รอด
แต่คนเราก็รักตัวกลัวตาย ถ้าหนีได้จะเอาตัวไปเสี่ยงทำไม
"ใจเย็น" อันเธอร์เพ่งสมาธิสังเกตคนแคระสีเทากลุ่มนั้น
【ขุนศึกคนแคระสีเทา คนแคระ ระดับความท้าทาย 6】
【กัปตันฮอบก็อบลิน มนุษย์กึ่งก็อบลิน ระดับความท้าทาย 3】
เขาหนังตากระตุก เริ่มอยากถอย
เลเวล 5 คือจุดเปลี่ยนสำคัญ อย่างจอมเวทย์จะเรียนรู้เวทย์ลูกไฟวงแหวนที่สามได้ ความเก่งกาจจะพุ่งพรวด
ผู้มีอาชีพเลเวล 5-10 คือกำลังหลักขององค์กรใหญ่ๆ ผู้บัญชาการหน่วยรักษาความปลอดภัยเมืองมักจะมีความสามารถระดับนี้ เรียกว่าผู้มีอาชีพระดับยอดฝีมือ
ระดับความท้าทายนั้นต่างจากเลเวลอาชีพ ต้องใช้นักผจญภัยมาตรฐาน 4 คนถึงจะล้มมอนสเตอร์ที่มีระดับความท้าทายเท่ากันได้
ซึ่งมังกรดำวัยรุ่นยังมีระดับความท้าทายแค่ 7 เท่านั้นเอง
อันเธอร์ข่มอารมณ์ หันกลับไปมองฝ่ายมนุษย์อีกครั้ง
【แลนด์ มนุษย์ พาลาดินเลเวล 6 (คำปฏิญาณแห่งความภักดี)】
【ซาฮียร์ มนุษย์ พาลาดินเลเวล 5 (คำปฏิญาณแห่งความภักดี)】
"ศึกนี้พอไหว!" อันเธอร์ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจช่วย
คนแคระสีเทาแพ้แสงแดด ตอนกลางวันพลังต่อสู้จะอ่อนลง ที่สำคัญที่สุดคือพาลาดินไม่มีทางทรยศเพื่อนร่วมทีม ต่อให้ต้องถอยก็จะเป็นคนรั้งท้ายถ่วงเวลาศัตรูให้
อันเธอร์ดึงบลาทท์มาใกล้ๆ ชี้ศัตรูตัวเก่งๆ ให้ดูทีละตัว บอกให้เขาระวังเป็นพิเศษ
"ลุยกันเถอะ"
"ตามหลังฉันมา" บลาทท์ยิ้มแยกเขี้ยวอย่างเย็นชา กระชับดาบสองมือแล้วพุ่งออกไปก่อน
[จบแล้ว]