- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 96 คนดีศรีสังคม
บทที่ 96 คนดีศรีสังคม
บทที่ 96 คนดีศรีสังคม
“งานคร่าวๆ ก็มีแค่สองอย่างนี้แหละ”
หูเปียวกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบห้อง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มีใครจะคัดค้านอะไรไหม?”
ภาพเหตุการณ์ที่หูเปียวใช้ปืนจ่อหัว ‘ประธานจ้าว’ ยังคงติดตาตรึงใจทุกคนอยู่ นาทีนี้ใครหน้าไหนจะกล้าหือเล่า? ต่างทำได้เพียงพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน
ทว่าพอคล้อยหลังไปไม่นาน… ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิทและทุกคนต่างแยกย้ายเตรียมตัวเข้านอน เสียงซุบซิบก็นัดกันดังระงมขึ้นอีกครั้ง
เหตุเพราะงานสองอย่างที่หูเปียวเสนอนั้น… ดูเผินๆ เหมือนจะเข้าท่า แต่เมื่อลองตรองดูดีๆ กลับเต็มไปด้วยช่องโหว่
โดยเฉพาะไอเดีย ‘ปลูกมันฝรั่ง’ นี่ดูขายฝันสุดกู่
สภาพอากาศที่หนาวเย็นระดับนรกแตกแบบนี้ คิดว่ามันฝรั่งจะรอดหรือ? และต่อให้ยอมถอยมาหนึ่งก้าว… สมมติว่าปลูกขึ้นจริง แล้วต้องใช้พื้นที่มหาศาลขนาดไหนถึงจะพอเลี้ยงปากท้องคนนับร้อยในตึกนี้ได้?
แต่ทว่า... เมื่อคุยกันไปคุยกันมา เสียงบ่นก็ค่อยๆ แผ่วจางลง... เหตุเพราะว่ามันสุขสบายจริงๆ
ถึงแม้จะต้องประหยัดเชื้อเพลิง ต้องมานอนเบียดเสียดกันจนห้องแทบปริ, แต่นานเท่าไหร่แล้วที่พวกเขาไม่ได้นอนหลับในห้องอุ่นๆ พร้อมกับท้องอิ่มแปล้แบบนี้?
ความอบอุ่นช่วยปัดเป่าความกังวลใจ พวกเขาเริ่มปลอบประโลมตัวเองว่าบางทีอาจจะแค่คิดมากไปเอง, ทุกอย่างอาจจะราบรื่น และทุกคนอาจจะรอดชีวิตก็ได้
คิดได้ดังนั้น สติสัมปชัญญะก็เลือนหาย พวกเขาต่างผล็อยหลับไปในที่สุด
….
รุ่งเช้าวันถัดมา
ผู้คนทยอยตื่นและมารวมตัวกันที่ห้องรับแขกอย่างเกียจคร้าน
ทีมของหูเปียวตื่นสายกว่าชาวบ้านเล็กน้อย, เมื่อลุกมาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง พาพวกสมุนไปต้มน้ำร้อน แจกบิสกิต ให้ทุกคนกินเป็นมื้อเช้าจนอิ่มหนำ
พอกินเสร็จ… หูเปียวก็เริ่มบัญชาการแจกจ่ายงานอย่างเป็นทางการ
เนื่องจากการปลูกมันฝรั่งในตึกต้องเตรียมการยิบย่อย ภารกิจออกไปเฟ้นหาเสบียงข้างนอกจึงถูกเลื่อนออกไปก่อน
ช่วงแรก… กลุ่มวัยรุ่นสวมชุดกันหนาวหนาเตอะ แบกจอบปีนบันไดเชือกลงทางหน้าต่าง ค่อยๆ ย่องไปที่สวนหย่อมของหมู่บ้านเพื่อขุดหน้าดิน
ส่วนคนชรารับหน้าที่ดัดแปลงห้องพักเพื่อควบคุมอุณหภูมิ ทั้งก่อเตาไฟ และเคลียร์ของในห้องให้ว่างเพื่อใช้สอยพื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด
จากนั้นก็ทำชั้นวาง เตรียมหม้อไหกะละมังมาวางเรียงราย…
รวมถึงภารกิจสำคัญอย่างการรวบรวมของเสียจากการขับถ่ายมาหมักทำปุ๋ย โชคดีที่ในกลุ่มคนชรามีบางคนมาจากชนบท และคุ้นเคยกับงานพวกนี้ดี จึงช่วยชี้แนะคนอื่นๆ ได้
ผ่านไปไม่กี่วัน… ดินที่ขุดมาได้ก็มากพอจะปูเต็มพื้นชั้นสาม, ห้องเพาะปลูกห้องแรกเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
เมื่อการเตรียมการเสร็จสิ้น ภารกิจ ‘เสาะหาเสบียง’ จึงถูกบรรจุลงในตาราง
งานนี้ยากเข็ญกว่าขุดดินหลายเท่า…
อยู่กลางเมืองใหญ่แบบนี้ การหาเสบียงจะว่าหมูก็หมู จะว่าหินก็หิน
ที่ว่าหมูเพราะหาง่ายมาก ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ร้านโชห่วย, ร้านขายยา, ภายในมีของมีค่าตุนไว้เพียบ
แต่ที่ว่าหินเพราะพวกเขาออกมาล่าช้าเกินไป… สถานที่ทำเลทองพวกนี้ถ้าไม่โดนกวาดเรียบไปแล้ว ก็คงมีเจ้าถิ่นจับจองที่ไปแล้วเรียบร้อย
แต่สรุปโดยรวม, ‘ปลาที่ลอดตาข่าย’ ก็ยังมีหลงเหลืออยู่ไม่น้อย เพราะคนที่จะกล้าฝ่าพายุหิมะออกมาเสี่ยงตายแบบพวกเขาไม่ได้มีเยอะนัก
ดังนั้นทุกรอบที่ออกไป ทุกคนต่างได้ของกลับมาเต็มไม้เต็มมือ… หูเปียวเองก็รักษาคำพูด ให้คะแนนตามตารางแลกเปลี่ยนเป๊ะๆ ทำตามกฎอย่างเคร่งครัด ควรให้เท่าไหร่ก็ให้เท่านั้น
ถ้าใครเอาของมาแล้วไม่อยากแลกกับคะแนน เขาก็ไม่บังคับฝืนใจใคร
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน… แม้ชีวิตจะยังลำบากยากเข็ญ แต่ทุกคนเริ่มปรับตัวได้ กลุ่มผู้รอดชีวิตกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้เริ่มเดินเครื่องได้อย่างมั่นคง
เสี่ยวหรูกับแม่สามีก็มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมิน้อย… คนหนึ่งออกไปหาของ คนหนึ่งปลูกมันฝรั่งในร่ม, นอกจากจะอิ่มท้องแล้ว ยังมีแต้มเสบียงเหลือเก็บไว้ใช้…
ชีวิตเรียกได้ว่า ‘ดี๊ดี’ เลยทีเดียว
แต่แล้วเย็นวันหนึ่งหลังมื้อค่ำ… ขณะที่ทุกคนกำลังจับกลุ่มคุยเล่น คุณแม่เลี้ยงเดี่ยววัยประมาณสามสิบคนหนึ่งก็แอบดึงมือเสี่ยวหรูออกไปคุยลำพัง
“เสี่ยวหรู ช่วยฉันหน่อยเถอะนะ” คุณแม่ยังสาวร่ำไห้โฮ
“ฉันอยู่ไม่ไหวแล้ว”
คุณแม่ยังสาวคนนี้ลูกยังเล็ก จำต้องมีคนดูแล จึงได้รับสิทธิพิเศษให้ไปทำงานปลูกมันฝรั่ง… แต่เพราะต้องกระเตงลูกไปด้วยการทำงานจึงไม่คล่องตัว แต้มที่หาได้เลยไม่พอเลี้ยงปากท้องสองคนแม่ลูก เห็นลูกซึมลงทุกวันๆ เธอจึงร้อนใจจนแทบบ้า สุดท้ายจึงเล็งเป้าหมายมาขอความช่วยเหลือจากเสี่ยวหรู
เสี่ยวหรูขมวดคิ้วเล็กน้อย… ลำพังพวกเธอเองก็แค่พอมีพอกิน จะเอาแรงที่ไหนไปอุ้มชูคนอื่นอีก? เพิ่งจะลิ้มรสความหิวโหยมาหมาดๆ เธอไม่อยากกลับไปเจอสภาพอดอยากแบบนั้นอีกแล้ว
แต่ไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากปฏิเสธ คุณแม่ยังสาวก็รีบดักคอ
“ฉันรู้ว่าเธอต้องช่วยฉันแน่ๆ เพราะเธอใจดีขนาดนี้ คนที่เสนอในแชทให้ทุกคนแบ่งปันของเท่าๆ กันตอนแรก… ก็คือเธอใช่ไหมล่ะ?”
เสี่ยวหรูชะงักกึก
“เธอรู้ได้ยังไง?”
คุณแม่ยังสาวรีบตอบ
“ฉันเคยคุยกับคนบ้านเธอมาก่อน เลยรู้ว่าในบ้านมีใครบ้าง, แม่กับพี่สะใภ้ของเธอไม่มีทางพูดจาดีๆ แบบนั้นออกมาได้หรอก ดังนั้นต้องเป็นเธอแน่ๆ ชื่อเสียงของเธอในตึกนี้ดีมากนะรู้ไหม? ทุกคนรู้ว่าเธอเป็นแม่พระสุดๆ ไม่ว่าใครเจอปัญหาอะไร เธอก็มักจะเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเสมอ”
ได้ยินคำเยินยอ มุมปากของเสี่ยวหรูก็เผลอกระตุกยิ้มอย่างพึงใจ แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้เรียบเฉย
“ฉันก็แค่ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ”
“แต่สมัยนี้คนที่จะยอมทำเรื่องเล็กน้อยแบบนี้แทบหาไม่เจอแล้วนะ, คนดีๆ แบบเธอ ฉันไม่เคยเจอคนที่สองเลย เพราะงั้น... เธอจะช่วยฉันใช่ไหม?”
เสี่ยวหรูพยักหน้ารับคำ
“แน่นอนสิ! เด็กยังเล็ก ไม่ควรมาลำบาก ฉันจะพยายามช่วยเต็มที่นะ”
คุณแม่ยังสาวดีใจสุดขีด ขอบคุณยกใหญ่ก่อนจะแยกย้ายกันไป
พอกลับเข้าห้อง เสี่ยวหรูก็ตรงไปหาแม่สามีแล้วเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
แม่สามีพยักหน้าเห็นด้วยตามความเคยชิน
“ก็ควรช่วยแหละ ผู้หญิงตัวคนเดียวเลี้ยงลูกลำบากจะตาย”
“อืม หนูเองก็คิดแบบนั้นแหละค่ะ” เสี่ยวหรูเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนเอ่ยต่อ
“เพราะงั้น… แม่คะ, ต่อไปแม่ทำงานส่วนของสองคนเลยได้ไหม?”
“ห้ะ?” แม่สามีอ้าปากค้าง
เธอนึกว่าลูกสาวจะรับภาระเพิ่มเอง นึกไม่ถึงว่าจะโยนภาระมาให้เธอเสียดื้อๆ
“แม่… มันช่วยไม่ได้นี่นา” เสี่ยวหรูอธิบายพลางตีหน้าตาย
“หนูออกไปหาของข้างนอก จะเจอหรือไม่เจอมันแล้วแต่ดวง ไม่มีความแน่นอน, ไม่เหมือนแม่… ขอแค่ทำเยอะหน่อยก็ได้คะแนนเพิ่มชัวร์ๆ เพราะงั้นต้องฝากแม่แล้วล่ะ แน่นอนว่าหนูก็จะพยายามเหมือนกัน ไม่ปล่อยให้แม่เหนื่อยคนเดียวหรอก”
“ก็จริง... ได้! พรุ่งนี้แม่จะไปบอกตาเฒ่าหลี่คนนั้น” แม่สามีรับคำอย่างจำยอม
เสี่ยวหรูพยักหน้าอย่างพอใจ
….
วันรุ่งขึ้น
แม่สามีก็ไปแจ้งลุงหลี่ว่าตัวเองจะขอทำงานสองเท่า
เนื่องจากงานทำสวนมันวัดผลยาก ปริมาณงานกับคะแนนที่จะได้จึงต้องตกลงกันไว้ล่วงหน้า
แต่งานสองเท่านี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น, อย่าเห็นว่าทำในร่ม ไม่ต้องทนหนาวแล้วจะสุขสบาย
การขยายพื้นที่ปลูกต้องไปขนหิมะมาละลาย รดน้ำอย่างระมัดระวัง, คุมอุณหภูมิ, แถมยังต้องไปดูบ่อหมักปุ๋ยอีก… เอาเข้าจริงมันเหนื่อยจนรากเลือดเลยทีเดียว
พอทำมาทั้งวัน แม่สามีก็เหนื่อยจนหลังแทบยืดไม่ขึ้น
ตอนนั้นเอง… เสี่ยวหรูก็กลับมา คะแนนที่เธอหาได้ก็พอๆ กับทุกวัน
เธอเห็นแม่สามีหมดสภาพ ก็แสร้งถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“แม่พักเถอะ เดี๋ยวหนูเอาคะแนนไปแลกของเอง ในเมื่อหนูกลับมาแล้ว งานที่เหลือเดี๋ยวหนูจัดการต่อเองค่ะ”
“ได้... ได้” แม่สามีตอบเสียงแหบแห้ง
เสี่ยวหรูนำคะแนนของทั้งสองคนไปแลกอาหารสำหรับสามที่กับหูเปียว แล้วแบ่งส่วนหนึ่งไปให้คุณแม่ยังสาว
คุณแม่ยังสาวซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก กอดเสี่ยวหรูแน่น ปากก็พร่ำขอบคุณไม่หยุด… คำสรรเสริญเยินยอออกมาสารพัด
“อาหารเยอะขนาดนี้ เธอคงลำบากแย่เลยใช่ไหม?”
“ก็เหนื่อยเอาเรื่องแหละ” เสี่ยวหรูตอบเสียงนุ่ม
“แต่ยังไงซะ ก็ให้เด็กอดไม่ได้นี่นา”
คุณแม่ยังสาวมองเสี่ยวหรูด้วยสายตาเทิดทูนราวกับเห็นพระโพธิสัตว์มาโปรด หลังจากขอบคุณอีกรอบทั้งคู่ก็แยกย้ายกัน
เสี่ยวหรูรอจนอีกฝ่ายไปลับตา ถึงได้ถืออาหารส่วนที่เหลือกลับไปหาแม่สามี
ส่วนคุณแม่ยังสาวก็หาที่นั่ง แกะบิสกิตอัดแท่งมาแช่น้ำเตรียมกิน
จังหวะนั้นเอง… พ่อของหลินเยว่ ที่นั่งหน้าตาเหนื่อยล้าอยู่ข้างๆ
พอเหลือบเห็นปริมาณอาหารสองเท่าในมือของคุณแม่ยังสาวก็ถึงกับทำหน้าตกใจ!