เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 66 พวกเจ้าสายนิยายสตรี ยกระดับกันเร็วเช่นนี้เลยหรือ?

บทที่ 66 พวกเจ้าสายนิยายสตรี ยกระดับกันเร็วเช่นนี้เลยหรือ?

บทที่ 66 พวกเจ้าสายนิยายสตรี ยกระดับกันเร็วเช่นนี้เลยหรือ?


ครึ่งชั่วยามต่อมา 

ลี่หมิงเสียก็รู้สึกนึกเสียใจ หลังจากผ่านด่านรูปปั้นศิลาไปได้ ฉู่ลู่ก็ทลายด่านดุจดังไม้ไผ่ผ่าซีก ไม่มีด่านใดสามารถหยุดยั้งเขาได้เลยแม้แต่น้อย

ลี่หมิงเสียปล่อยให้ด่านทดสอบทำงานตามปกติ, ฉู่ลู่ก็ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ครั้นลี่หมิงเสียปล่อยให้ด่านทดสอบทำงานย้อนกลับ ฉู่ลู่ก็ยังคงผ่านไปได้โดยไร้ผลกระทบใดๆ เช่นเดิม!

นั่นทำเอาลี่หมิงเสียโกรธจัดจนนัยน์ตาแดงก่ำ

พอมาถึงด่านสุดท้าย… เขาก็กัดฟันกระทืบเท้าคราหนึ่ง, ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ขอไปให้สุด จึงใช้อำนาจโกยด่านทดสอบทั้งหมดมากองรวมกันไว้ที่ด่านสุดท้าย

ภาพในยามนั้น… ช่างประหลาดล้ำเหลือจะกล่าว ประหนึ่งภูเขาขยะเจ็ดสีก็มิปาน

ฉู่ลู่ถึงกับยืนตะลึงมอง!

แต่ลี่หมิงเสียก็ยังไม่ยอมหยุด เขาปล่อยให้ด่านทดสอบครึ่งหนึ่งทำงานตามปกติ อีกครึ่งหนึ่งทำงานย้อนกลับ จากนั้นก็สลับสับเปลี่ยนไปมาแบบสุ่มอีกด้วย

เขาครุ่นคิดในใจ... ว่าเป็นไปมิได้หรอก, ที่คนผู้หนึ่งจะปราศจากกิเลสตัณหาทางโลก แต่ชั่วขณะต่อมากลับเปี่ยมล้นไปด้วยสิ่งเหล่านั้นอีกครา?

ต่อให้ฉู่ลู่จะเก่งกาจเพียงใด ก็สมควรจะมาตกม้าตายแล้วกระมัง?

ผลคือฉู่ลู่กลับเดินผ่านกองภูตผีปีศาจเหล่านั้นไปด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง

ลี่หมิงเสีย: “...”

—ข้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ! นี่ข้ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งใดกัน?!

และในยามนี้… พวกเขาก็ได้มาถึงแกนกลางของสุสานนักพรตแห่งร้อยสมบัติแล้ว เป็นสถานที่ใช้วางโลงศพและกองขุมสมบัติล้ำค่ามากมาย

บนโลงศพยังมีจดหมายลาตายฉบับหนึ่งวางไว้, ฉู่ลู่ลองเปิดดู เนื้อหาในนั้นคือนักพรตแห่งร้อยสมบัติได้แนะนำเรื่องราวความเป็นมาในชีวิตของตนเอง เขาคร่ำครวญถึงความเจ็บปวดที่อดีตภรรยาทั้งสองได้สร้างไว้ให้

ทั้งยังพร่ำเตือนผู้มาเยือนในภายหลังว่าอย่าได้ซ้ำรอยเขาเป็นอันขาด และหลังจากได้รับสมบัติล้ำค่าของเขาไปแล้ว ก็จงใช้มันให้ดี เพราะการที่ตนเองมีความสุขนั่นแหละ… คือความสุขที่แท้จริง

ฉู่ลู่ไม่สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย วางมันกลับไปอย่างขอไปที

จากนั้นเขาก็มองไปยังลี่หมิงเสียแล้วกล่าวว่า

“นี่ก็นับว่าข้าผ่านการทดสอบแล้วกระมัง?”

“หา? อืม… ก็ใช่” ลี่หมิงเสียพยักหน้าอย่างเหม่อลอย

“เจ้าคือผู้พิชิตมิติเร้นลับแล้ว”

ยามที่เขาพูดนั้น… น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความชิงชังที่มิอาจปิดบังไว้ได้

ฉู่ลู่มิได้ตั้งใจฟัง เพราะความสนใจของเขาทั้งหมด ได้ไปตกอยู่ที่สมบัติล้ำค่าเหล่านั้นแล้ว

แก่นแท้วิญญาณอเวจี, ของเหลวหยกคงหลิง, ลูกแก้วเทพสายฟ้า, เห็ดหลินจือหัวใจไม้เขียว, แก่นแท้บัวหิมะหมื่นปี...

สมบัติสวรรค์เหล่านี้ล้วนมีคุณสมบัติแตกต่างกัน… หากเปลี่ยนเป็นคนทั่วไป, อย่างมากก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เพียงหนึ่งในสิบส่วน

ทั้งยังต้องเที่ยวไปรวบรวมวัตถุดิบเสริมจากทั่วทุกสารทิศ และต้องตามหาคนมาช่วยหลอมเป็นยาโอสถถึงจะสามารถใช้งานได้

แต่พอตกมาถึงมือฉู่ลู่… ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากเช่นนั้นแล้ว

เขาบอกให้ลี่หมิงเสียจากไป และตนเองก็ใช้อำนาจของผู้พิชิตแห่งมิติเร้นลับ, เตรียมห้องฝึกยุทธ์ที่ปลอดภัยไว้ห้องหนึ่ง, จากนั้นก็นั่งลง… หยิบแก่นแท้บัวหิมะหมื่นปีขึ้นมายัดเข้าปากอย่างง่ายดาย และเริ่มต้นการฝึกฝนอย่างเป็นทางการ

ในหุบเขาไม่รับรู้ถึงกาลเวลา… แต่ชั่วพริบตาก็ผ่านไปหกเดือน

ในช่วงหกเดือนนี้, ระดับพลังบำเพ็ญของฉู่ลู่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

หลังจากใช้วัตถุดิบไปแปดส่วน… ก็ได้บรรลุถึงระดับผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุดแล้ว

ในโลกใบนี้มิได้มีระดับมหาบรรลุ, ดังนั้นระดับผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุดจึงนับว่าแข็งแกร่งที่สุดในแดนมนุษย์

ยิ่งมิต้องพูดถึงระดับความสมบูรณ์แบบขั้นสุดของฉู่ลู่ในยามนี้ นับว่าขาดเพียงอีกนิดเดียวก็จะสามารถเหินทะยานสู่สวรรค์ได้แล้ว

ฉู่ลู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น, กำหมัดแน่น สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่ราวกับได้เกิดใหม่นี้ สีหน้ายังคงฉายแววมึนงงอยู่บ้าง

“หกเดือน… เพียงแค่หกเดือน จากระดับแก่นทองคำขั้นกลางเลื่อนเป็นระดับผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุด นี่มัน..”

ฉู่ลู่ติดอยู่ที่คำว่า ‘นี่มัน’ อยู่นานสองนาน, มิอาจพูดต่อไปได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงยอมแพ้ที่จะสรรหาคำพูด

เขาเลือกที่จะเปิดกลุ่มแชท เพื่อแบ่งปันความตกตะลึงของตนเองกับสหาย

ฉู่ลู่: “ข้าออกจากด่านแล้ว”

สวีลี่เหนียง: “ในที่สุดก็ออกมาแล้วเหรอ? รู้สึกเหมือนนานมาก”

ฮวาหงเหลียน: “ยินดีด้วย ยินดีด้วย”

ลั่วชิงเตี๋ย: “ไม่ได้พบกันนานเลย”

จู้ซานหลิน: “ผลเป็นอย่างไรบ้าง?”

ฉู่ลู่: “ข้าเลื่อนขั้นสู่ระดับผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุดแล้ว พวกเจ้าเข้าใจไหม? เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น! ข้าก็เลื่อนขั้นสู่ระดับผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุดแล้ว!”

ลั่วชิงเตี๋ย: “เร็วขนาดนี้เลย!?”

ฮวาหงเหลียน: “เอ่อ... ก็ยังพอไหวมั้ง?”

จู้ซานหลิน: “อืม… ก็นับว่าเร็วดี”

หลิวหรูเยว่: “พรสวรรค์ไม่เลว”

ฉู่ลู่: “??”

ฉู่ลู่: “เดี๋ยวก่อน! พวกเจ้าตาฝาดมองผิดไปรึเปล่า? หกเดือน! เพียงแค่หกเดือเองนะ!”

ฮวาหงเหลียน: “หกเดือนมีอะไรให้น่าประหลาดใจเหรอ? ข้ารู้จักคนผู้หนึ่ง… นางไปนอนกับผู้อื่น, กินบุปผากินพฤกษาไปเล็กน้อย ก็บรรลุระดับวิญญาณแรกกำเนิดในทันที, หากมิใช่นางมัวแต่รักๆ เลิกๆ เพียงหกเดือนก็เพียงพอให้นางผ่านด่านเคราะห์แล้ว”

จู้ซานหลิน: “หากได้รับการชี้แนะจากเซียน ชั่วพริบตาก็สามารถเปลี่ยนจากปุถุชนกลายเป็นเซียนได้, เจ้าเป็นเช่นนี้มิได้มีสิ่งใดน่าประหลาดใจเลยนะ”

หลิวหรูเยว่: “ข้าสามขวบก็บรรลุเซียนแล้ว”

ฉู่ลู่และลั่วชิงเตี๋ย: “??”

ลั่วชิงเตี๋ย: “นี่มันเรื่องอะไรกัน?! บรรลุเซียนแบบนั้นได้ด้วยเหรอ?!”

อารมณ์ของฉู่ลู่พลันซับซ้อนขึ้นมา… เขาคาดไม่ถึงว่าจะมีวันที่ตนเองกับลั่วชิงเตี๋ย จะเห็นพ้องกันในกลุ่มแชทได้

ฉู่ลู่แท็กลั่วชิงเตี๋ย: “คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะยังดูปกติกว่าพวกนางอยู่บ้าง...”

ลั่วชิงเตี๋ย: “เป็นพวกนางที่ประหลาดล้ำเกินไปต่างหาก... เรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญอย่างการผ่านด่านเคราะห์ พอมาอยู่ในปากพวกนางกลับกลายเป็นเรื่องง่านอย่างกับเด็กเล่น, ข้าในอดีตอุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนอย่างจริงจังถึงห้าสิบปี กว่าถึงจะผ่านด่านเคราะห์เชียวนะ!”

ฉู่ลู่: “...”

ฉู่ลู่คำรามอย่างเดือดดาล: “เจ้ามันก็พอๆ กันนั่นแหละ!”

ลั่วชิงเตี๋ย: “??”

ฉู่ลู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ, ทันใดนั้นเขาก็พลันเข้าใจเหตุผล… ว่าทำไมทั้งบิดามารดา หรือแม้กระทั่งย่าของลั่วชิงเตี๋ยถึงยังคงมีชีวิตอยู่

ที่แท้นางก็ใช้เวลาเพียงห้าสิบปีถึงระดับผ่านด่านเคราะห์ได้แล้วฐ ถ้างั้นกว่าจะถึงระดับมหาบรรลุ ก็คงใช้เวลาไม่ถึงร้อยปีสินะ?

เมื่อมองดูเนื้อหาที่ประหลาดล้ำในกลุ่มแชท แล้วหวนนึกถึงความยากลำบากในการฝึกฝนของตนเอง… เขาก็ทนไม่ไหวต้องพิมพ์ข้อความออกไป

“นี่... พวกเจ้าพอจะมีเส้นสายบ้างหรือไม่? ข้าอยากย้ายไปเป็นตัวเอกนิยายน้ำเน่าบ้าง”

ทุกคน: “...”

แน่นอนว่านั่นก็เป็นเพียงถ้อยคำระบายอารมณ์ชั่ววูบ ฉู่ลู่ย่อมไม่ไปทำเรื่องเพ้อฝันเช่นนั้น

เขาปิดกลุ่มแชท, ลุกขึ้นยืนเก็บสมบัติสวรรค์ที่เหลือใส่เข้าไปในแหวนมิติเก็บของ จากนั้นจึงเดินออกจากห้องฝึกยุทธ์

ด้านนอก… ลี่หมิงเสียกำลังรอคอยอยู่อย่างเบื่อหน่าย, แต่พอเห็นฉู่ลู่เดินออกมา จึงค่อยมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง

รีบถลาเข้าไปหา พลางกล่าวอย่างระมัดระวัง

“นายท่าน”

บัดนี้อีกฝ่ายได้กลายเป็นเจ้าแห่งมิติเร้นลับแล้ว ทั้งยังดูจากไอพลังของเขา ก็รู้ได้ทันทีว่าฝีมือต้องก้าวหน้าไปอย่างมหาศาล

สถานการณ์ฝ่ายรุกฝ่ายรับได้พลิกผันโดยสิ้นเชิงแล้ว ตนเองก็ทำได้เพียงประเมินสถานการณ์เท่านั้น

“นายท่าน หลังจากนี้มีแผนการใดต่อหรือไม่?” ลี่หมิงเสียเอ่ยถาม

เมื่อฉู่ลู่ได้กลายเป็นเจ้าแห่งมิติ… ทุกการกระทำของเขาย่อมส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อจิตแห่งมิติเช่นตนเอง เขาย่อมเป็นกังวลอย่างมาก

ฉู่ลู่กลับมิได้ตอบ แต่จ้องมองลี่หมิงเสียด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

“ในเมื่อตอนนี้ข้าคือนายของเจ้า… เช่นนั้นข้าขอถามคำถามหนึ่ง เจ้าต้องตอบตามความจริง”

“หืม? เรื่องใดหรือ?”

“เจ้าคือผู้บำเพ็ญมารที่เมื่อพันปีก่อนเปิดฉากต่อสู้อยู่ที่เขาเก้าอเวจี แล้วก็หายตัวไปผู้นั้นใช่หรือไม่?”

ลี่หมิงเสียพลันตกตะลึงจนร่างสั่นสะท้านไปทั้งตัว

ฉู่ลู่เห็นท่าทีดังนั้น ก็พลันเข้าใจในทันทีว่าตนเองเดาถูก

“ข้าว่าแล้ว… การทดสอบของมิติเร้นลับแห่งนี้มันช่างแปลกประหลาดเกินไป, ชั่วขณะหนึ่งก็ต้องการให้ไร้หัวใจ, แต่ชั่วขณะหนึ่งก็ต้องการให้มีความปรานี”

“ด่านสุดท้ายยิ่งประหลาดล้ำพิสดาร ไม่เหมือนสร้างมาเพื่อให้คนผ่านได้ ที่แท้ก็เป็นเจ้าที่เล่นตุกติก” ฉู่ลู่กล่าว

ลี่หมิงเสียในฐานะผู้บำเพ็ญมาร ย่อมรู้ว่าในยามนี้สมควรทำสิ่งใด, เขาโอดครวญร้องขอความเมตตาโดยไม่ลังเล ร่ำไห้ฟูมฟายถึงความยากลำบากของตน… ก่อนคุกเข่าอ้อนวอนให้ฉู่ลู่ไว้ชีวิตเขาสักครั้ง

“หากเจ้ามิได้คิดจะทำร้ายข้า ข้าก็อาจจะยื่นมือช่วยเหลือเจ้าสักครา, แต่เจ้าเพียงแค่ยังไม่ทันได้ลงมือทำร้าย นี่มันก็...” ฉู่ลู่หยุดไปครู่หนึ่ง

“เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน… ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า แต่หลังจากที่ข้าออกไปแล้ว, จะทำลายทางเข้าทิ้ง เจ้าก็จงอยู่ที่นี่เฝ้าประตูให้นักพรตแห่งร้อยสมบัติตลอดไปก็แล้วกัน”

“หา?! ไม่นะนายท่าน!”

แต่มีหรือที่ฉู่ลู่จะไปสนใจเสียงโอดครวญของเขา

หลังจากที่เขากลับสู่โลกภายนอก ก็ทำลายค่ายกลที่ทางเข้าอย่างง่ายดาย จากนั้นก็มองไปยังทิศทางของนิกายกระบี่จื่อเสีย

“เอาล่ะ… อี้เสี่ยวหว่าน”

“มีสิ่งใดหรือ?” อี้เสี่ยวหว่านเอ่ยถาม

“คงถึงเวลาที่ต้องบอกแผนการของข้าให้เจ้ารู้แล้ว”

จบบทที่ บทที่ 66 พวกเจ้าสายนิยายสตรี ยกระดับกันเร็วเช่นนี้เลยหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว