- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 61 ตัวเราย่อมลิขิตชะตา!
บทที่ 61 ตัวเราย่อมลิขิตชะตา!
บทที่ 61 ตัวเราย่อมลิขิตชะตา!
ระหว่างทางกลับ….
ไม่รู้ว่าเพราะสงสัยจริงๆ หรือยังคาใจ อี้เสี่ยวหว่านจึงถามขึ้นอีกครั้ง
“ฉู่ลู่… ต่อให้ไม่เลี้ยงเขา, พวกเราก็ไม่เห็นจำเป็นต้องโยนเขากลับลงไปในส้วมหลุมเลยนี่? ยังไงเสียก็เป็นถึงกระบี่ในตำนาน, น่าจะได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้หน่อย”
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย” ฉู่ลู่กล่าว
“ถ้าเจ้าเอาเขาไปประคบประหงมบูชาแต่ไม่ยอมเลี้ยงดู นั่นแหละเขาถึงจะไม่ยินดี, เขาถูกใจส้วมหลุมนั่นจะตายไป”
อี้เสี่ยวหว่าน: “??”
ฉู่ลู่จึงอธิบายต่อ
“เจ้าคิดดูสิ, ที่มาของเขายิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น, ทั้งยังพูดจาได้, ตอนที่ถูกนิกายกระบี่จื่อเสียเก็บไป เขาก็ย่อมสามารถอธิบายสถานการณ์ได้โดยตรง…
ถ้าเป็นอย่างนั้น ในสำนักย่อมต้องมีคนยินดีเลี้ยงดูเขาอย่างดีแน่นอน, แต่เขากลับไม่พูด กลับแสร้งทำเป็นใบ้ สุดท้ายก็ตกไปอยู่ในมือของศิษย์น้อง, และลงเอยในส้วมหลุม… เจ้าว่ามันเป็นเพราะเหตุใดกัน?”
“ก็เพราะเขาไม่ชอบให้ผู้ใดมารู้ชาติกำเนิด, ชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียก่อนจะผูกพันธสัญญา, เขาคงอยากพบคนที่… แม้ว่าจะเห็นเขาที่เต็มไปด้วยคราบสนิม, แม้ว่าจะรู้ว่าเขาเป็นกระบี่ที่หัก แต่คนนั้นก็ยังคงเลือกเขา!
เขาเพียงแค่ชอบการพบเจอที่ปราศจากผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง! ดังนั้นส้วมหลุมจึงเป็นสถานที่ซ่อนตัวที่เหมาะสมที่สุดของเขาไม่ใช่หรือ?”
“อ้อ? ดูเหมือนจะพอมีเหตุผลอยู่บ้าง...”
ฉู่ลู่กล่าวต่อ
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าคาดเดาว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำเช่นนี้, จากกระบี่ในตำนานจนมาอยู่ในหลุมสวม, แปดเก้าส่วนก็เป็นเพราะเขาวางแผนไว้เอง… ดังนั้น, เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้สอนบทเรียนอะไรแก่พวกเรา?”
อี้เสี่ยวหว่าน: “หืม? บทเรียนอันใดหรือ?”
ฉู่ลู่: “ตัวเราย่อมลิขิตชะตา!”
อี้เสี่ยวหว่าน: “เอ๊ะ? โอ้ ก็มีเหตุผล”
ฉู่ลู่: “เจ้าเข้าใจจริงๆหรือ? ตัวเรา! ย่อม! ลิขิตชะตา!”
อี้เสี่ยวหว่าน: “เข้าใจแล้ว, เข้าใจแล้ว, ท่านไม่ต้องพูดซ้ำก็ได้กระมัง?”
“ไม่, ข้าว่าเจ้ายังไม่เข้าใจ, เจ้าดูนี่นะ” ฉู่ลู่พูดจบ ก็เปิดกลุ่มแชทขึ้นมากล่าว
“ข้ามีประโยคสำคัญประโยคหนึ่ง, หวังว่าทุกคนจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ”
ทุกคน: “อะไรหรือ?”
ฉู่ลู่: “ตัวเราย่อมลิขิตชะตา!”
ทุกคน: “...”
ลั่วชิงเตี๋ยและสวีลี่เหนียง: “ไม่ต้องพูดแล้ว!”
“ดูสิ” ฉู่ลู่กล่าว
“นี่ต่างหากคือท่าทีของคนที่เข้าใจแล้ว”
อี้เสี่ยวหว่าน: “...”
หลังจากพูดคุยเรื่องไร้สาระจบ ฉู่ลู่ก็กลับมายังเรือนพัก
เขานั่งลงฝึกฝนในห้องฝึกยุทธ์
บัดนี้วาสนาทั้งสามในนิกายกระบี่จื่อเสียก็ได้รับการยืนยันหมดแล้ว, ทั้งยังได้พบหน้านางศิษย์น้องและกระบี่อวิ๋นเฟิงดแล้ว, สถานการณ์โดยรวมก็ถือว่ากุมไว้ในมือ, ดังนั้นเรื่องที่ต้องทำต่อไปย่อมชัดเจน…
เรียนรู้คัมภีร์วิชารากวิญญาณคงหลิงชุดนั้น, ทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำขั้นกลาง, จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังสุสานนักพรตร้อยสมบัติเพื่อรับทรัพยากรจำนวนมหาศาล
ยกระดับอย่างรวดเร็ว, รอจนคัมภีร์วิชาบรรลุขั้นสูง, แล้วก็กลับมาฆ่าคนที่สมควรฆ่า สั่งสอนคนที่สมควรสั่งสอน. ภารกิจก็จะถือว่าเสร็จสิ้น
ฉู่ลู่จึงตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนอย่างสงบ
ฝึกรวดเดียวเป็นเวลาเจ็ดวัน, หลังจากนั้นท่านเจ้าสำนักก็มาหาถึงที่…
เหตุผลที่ท่านเจ้าสำนักมาหาก็ง่ายมาก เป็นเพราะนางกำลังกังวลอยู่เล็กน้อย
ในอดีตยามอี้เสี่ยวหว่านกลับมายังสำนัก, ไม่เคยอยู่ได้ถึงสองวันก็ต้องรีบร้อนลงเขาไปทำงานงกๆ
แต่ครานี้พอกลับมากลับเอาแต่เก็บตัวฝึกฝน ไม่ก้าวเท้าออกจากประตูแม้ครึ่งก้าว, ยิ่งไปกว่านั้น… กระบี่อวิ๋นเฟิงที่เคยรักเคยถนอมไม่ยอมวางมือ ก็ยังถูกโยนไปให้ศิษย์น้องใช้, สารพัดเรื่องผิดปกติเช่นนี้ มีหรือจะไม่ทำให้คนอื่นเป็นกังวล
และเมื่อเผชิญหน้ากับท่านเจ้าสำนักที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ฉู่ลู่ก็ต้องอดทนพูดคุยเป็นเพื่อนนางอยู่ครู่หนึ่ง… ทำให้นางวางใจ อีกฝ่ายจึงได้จากไปอย่างหายห่วง
ในใจของฉู่ลู่รู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง, คิดในใจว่าคนในสำนักนี้ช่างดีนัก ดีจนไม่เหมือนกับสภาพแวดล้อมที่นางเอกนิยายน้ำเน่าควรจะมีเลย
ฉู่ลู่พลันเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อย ว่าเหตุใดตอนที่อี้เสี่ยวหว่านได้ยินเขาบอกว่าจะต้องเปิดฉากสังหารหมู่… นางถึงได้ตื่นตระหนกถึงเพียงนั้น
หลังจากนั้นผ่านไปอีกห้าวัน ก็มีคนมาหาถึงที่อีกครั้ง
ครานี้เป็นเหล่าศิษย์น้องชายหญิงกลุ่มหนึ่งที่มาพร้อมความขุ่นเคือง
“ศิษย์พี่ใหญ่! ศิษย์พี่ใหญ่! พวกเราทนไม่ไหวแล้ว” พวกเขาร้องตะโกนอย่างเดือดดาล
“ไป๋เฉียวเฉี่ยว! นางรังแกคนเกินไป!”
ไป๋เฉียวเฉี่ยวคือชื่อของนางศิษย์น้องคนนั้น, ฉู่ลู่ประหลาดใจอย่างยิ่ง จึงเอ่ยถามพวกเขาว่าเกิดอะไรขึ้น
ทุกคนต่างแย่งกันพูดจาเซ็งแซ่ แต่ก็พอสรุปใจความได้, ซึ่งอันที่จริงก็มีเพียงเรื่องเดียว…
หลังจากที่นางศิษย์น้องได้กระบี่อวิ๋นเฟิงไป, นางก็เก็บตัวฝึกฝนอยู่ที่เรือนเพียงลำพังเพียงไม่กี่วัน, แต่ในที่สุดก็ทนเก็บงำไว้ไม่ไหว อยากจะออกมาอวด
นางพากระบี่อวิ๋นเฟิงมายังลานประลองยุทธ์ใหญ่ เที่ยวไล่ท้าทายผู้คนไปทั่ว
กระบี่อวิ๋นเฟิงเดิมก็เป็นยอดกระบี่ชั้นเลิศ ทั้งยังได้รับการป้อนเลี้ยงอย่างทุ่มเทของอี้เสี่ยวหว่านมาตลอด พลังย่อมเหนือกว่าเหล่าศิษย์ธรรมดาพวกนี้มากนัก, นางไล่ตีจนพวกเขาต้องวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุน
เดิมทีหากเป็นเช่นนี้ก็แล้วไป… สู้ไม่ได้ก็แค่ไม่สู้กับนางก็สิ้นเรื่อง
แต่นางศิษย์น้องนั่นกลับไม่ยินยอม!
เพราะก่อนหน้านี้นางมีเพียงกระบี่หักเล่มนั้น ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรกับการไม่มีกระบี่, หากว่ากันด้วยพลังฝีมือ ในสำนักนางก็นับว่ารั้งท้าย, วันๆ ทำได้เพียงแสร้งทำตัวเป็นคนน่ารักน่าเอ็นดู ไม่มีโอกาสที่จะโดดเด่นอวดใครได้เลย
แต่บัดนี้อุตส่าห์ได้ลืมตาอ้าปาก มีหรือจะยอมให้มันจบลงง่ายๆ?
นางบังคับให้ทุกคนต้องสู้กับนาง ทั้งยังลงมือหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ, มีจิตวิญญาณกระบี่หลายตนที่ถูกนางทำร้ายจนบาดเจ็บ…
พวกเขาไปร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโส, ผู้อาวุโสกลับตำหนิว่าพวกเขาสำออย บอกว่าลานประลองยุทธ์ใหญ่ก็มีไว้ใช้เพื่อประลองยุทธ์, ในเมื่อยังไม่ถึงขั้นมีคนตาย มีเพียงแค่การบาดเจ็บเล็กน้อย
หากกลัวจริงๆ ก็แค่ไม่ไปก็สิ้นเรื่อง!
ทุกคนโกรธจนแทบตาย! จึงได้มาหาฉู่ลู่เพื่อให้เขาช่วยจัดการแทนพวกตน
หากเป็นตามปกติ, ฉู่ลู่ย่อมต้องเลือกที่จะเมินเฉย. เพราะเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการเร่งทะลวงขอบเขต และออกไปสำรวจภายนอก
แต่คนในสำนักนี้ล้วนนิสัยไม่เลว, ฉู่ลู่ก็มิอาจทนเห็นพวกเขาต้องทนทุกข์ได้
แม้จะมีหลายคนไม่ยอมรับ…. แต่ฉู่ลู่ก็มั่นใจว่าตนเองเป็นคนดีมีเมตตา(?)
ด้วยเหตุนี้เขาจึงลุกขึ้น ตามเหล่าศิษย์น้องชายหญิงมุ่งหน้าไปยังลานประลองยุทธ์ใหญ่
…
ผ่านไปเพียงครู่เดียว
แม้ตัวคนจะยังไปไม่ถึงที่, แต่เสียงของนางศิษย์น้องก็ดังแว่วมาก่อนแล้ว
“ไม่จริงน่า… ศิษย์พี่หลิ่วจะไม่หมดแรงแล้วจริงๆ หรือ?”
“เหตุใดต้องจ้องข้าตาเขม็งด้วย? น่ากลัวจัง!”
“สู้ต่อสิ! สู้กับข้า! พวกท่านทุกคนคงไม่ถึงกับเอาชนะสตรีที่อ่อนแอเช่นข้าไม่ได้หรอกกระมัง?”
“อย่าร้องไห้สิ! กระบี่วิญญาณของเจ้ามันไม่ทนมือทนเท้าเอง, หาใช่ความผิดของข้าเสียหน่อย”
และเมื่อไปถึง… ฉู่ลู่ก็เห็นเพียงภาพอันแสนยุ่งเหยิง, บนพื้นมีศิษย์หลายคนนอนระเกะระกะ ถึงขั้นที่มีบางคนกำลังนั่งคุกเข่าร้องไห้โหยหวนอยู่บนพื้น จิตวิญญาณกระบี่ในอ้อมอกก็มีสีหน้าอ่อนแรงยิ่งนัก
ฉู่ลู่คิดในใจว่า ‘เวรเอ๊ย! สถานการณ์นี้มันร้ายแรงกว่าที่ข้าคาดไว้นัก’
ในยามนั้นเอง… นางศิษย์น้องที่กำลังเหิมเกริมอย่างผยองก็เห็นร่างของฉู่ลู่เดินเข้ามา
บนใบหน้าพลันปรากฏความยินดี, โบกสะบัดกระบี่อวิ๋นเฟิงพลางกล่าว
“อ๊ะ! ศิษย์พี่ใหญ่! ศิษย์พี่ใหญ่! นี่ท่านเห็นหรือไม่? ข้าเก่งกาจมากเลยนะ! กระบี่อวิ๋นเฟิงก็เก่งกาจมาก! ทุกคนล้วนสู้ข้าไม่ได้เลย!”
เหล่าศิษย์น้องชายหญิงที่อยู่ด้านหลังฉู่ลู่พลันนัยน์ตาแดงก่ำ, ก่อนกล่าวอย่างดุดัน
“ศิษย์พี่ใหญ่, ช่วยพวกเราล้างแค้นด้วย!”
“อืม” ฉู่ลู่พยักหน้า, จากนั้นก็หันไปพูดกับนางศิษย์น้อง
“พอได้แล้ว… เจ้าจะลำพองใจอะไรนักหนา? ไม่ดูรอบข้างเสียบ้างว่าเจ้าทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักไปแล้วกี่คน? ยังไม่รีบมาขอโทษอีก”
“ข้าไม่ขอโทษ! ท่านอาศัยสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ข้าขอโทษ?” นางศิษย์น้องเบะปาก, ทำท่าทีไม่พอใจราวกับถูกรังแก
“ทุกคนสู้กันตัวต่อตัวอย่างยุติธรรม หากพวกเขาจะพ่ายแพ้ ก็ล้วนเป็นเพราะอ่อนแอเกินไป เหตุใดจึงให้ข้าขอโทษด้วย?”
“ก็เพราะเจ้าอาศัยกระบี่อวิ๋นเฟิง, และกระบี่อวิ๋นเฟิงเป็นข้าที่ให้เจ้ายืมไป” ฉู่ลู่กล่าว
“หากเจ้าไม่ยอมขอโทษ… งั้นข้าก็จะขอกระบี่คืน”