- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 26 ช่างเป็นคนที่มั่นใจในตนเองเสียจริง
บทที่ 26 ช่างเป็นคนที่มั่นใจในตนเองเสียจริง
บทที่ 26 ช่างเป็นคนที่มั่นใจในตนเองเสียจริง
“เจ้าสำนักลั่วไม่ยอมอยู่ในสำนักกระบี่ถามไถ่ของตนดีๆ กลับอุตส่าห์ข้ามค่ายกลตัดมารมายังดินแดนทุรกันดารเช่นนี้เพื่ออะไร? อา... ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้ว”
มุมปากของชายผู้นั้นยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แฝงความมั่นใจ
“ดูท่าเจ้ายังคงลืมค่ำคืนนั้นมิได้ ใช่หรือไม่?”
ดวงตาของฉู่ลู่พลันเบิกกว้าง
“หือ!?”
“เชี่ย!” เขาสบถในใจ
“นี่มันสถานการณ์อะไรวะเนี่ย? หมอนั่นเป็นใคร? พวกเขาสองคนมีความสัมพันธ์อะไรกัน? ไม่จริงใช่ไหม? ถึงข้าจะรู้ว่านิยายน้ำเน่าชอบเล่นมุกรักรันทดระหว่างธรรมะกับอธรรมแบบนี้มากก็เถอะ แต่คงไม่ใช่หรอกนะ?”
“อ๊าา! เขาพูดจาเหลวไหล! เขากำลังพูดเรื่องไร้สาระ! เจ้าอย่าไปฟังเขาส่งเดช! ไม่ใช่แน่นอน!” ลั่วชิงเตี๋ยพลันเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ
“ข้าไม่มีวันชอบไอ้พวกไร้เพศนี่!”
“แล้วมันเรื่องอะไรกัน?”
“เจ้าหมอนี่ชื่อ ฟู่อี้ฉิง” ลั่วชิงเตี๋ยอธิบาย
“ข้ากับเขาไม่มีความสัมพันธ์อะไรกันทั้งนั้น ก็แค่เคยเจอกันครั้งเดียวเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นมีกลุ่มผู้บำเพ็ญมารบุกค่ายกลตัดมาร ข้านำเหล่าผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะสังหารพวกมันจนล่าถอย จากนั้นก็ไล่ล่าต่อทั้งคืน เขาเป็นหนึ่งในคนที่ถูกไล่ล่า
ตอนนั้นข้ายังไม่บรรลุถึงระดับมหาบรรลุ บวกกับระหว่างทางดันมีจอมมารที่ร้ายกาจกว่าโผล่ออกมา ข้าเลยไล่ตามเขาไปได้แค่ครึ่งทางก็เลิก ที่เขาพูดถึง ‘ค่ำคืนนั้น’ คาดว่าคงหมายถึงเรื่องนี้แหละ”
เมื่อฉู่ลู่ได้ฟัง… ในใจก็ยังคงกังขาอยู่เล็กน้อย หากเป็นแค่การถูกไล่ล่าเพียงครึ่งค่อนคืน แล้วเหตุใดเขาถึงพูดจาคลุมเครือเช่นนี้?
ในยามนี้ ฟู่อี้ฉิงก็เอ่ยขึ้นอีก
“ค่ำคืนนั้น... พวกเราไล่กวดกันในแดนรกร้าง ข้ารูปร่างปราดเปรียวราวกับเสือดาวที่วิ่งทะยานผ่านดงหญ้า เจ้าท่วงท่าแคล่วคล่องไล่ตามติดอยู่ไม่ห่าง
ภายใต้ม่านราตรี ในดวงตาของเจ้ามีเพียงแผ่นหลังของข้า และในหูของข้าก็มีเพียงเสียงของเจ้า ข้าหันกลับไปโจมตี เจ้าก็ชักกระบี่รับมือ ระหว่างการปะทะอันดุเดือด สายตาของเราสบกันโดยบังเอิญ
ในชั่วขณะนั้น... เวลาราวกับหยุดนิ่ง ข้ามองเห็นความสับสนและความหลงใหลในดวงตาของเจ้า ชั่วขณะนั้นข้าก็เข้าใจในทันที... ว่าเจ้าตกหลุมรักข้าเสียแล้ว”
ฉู่ลู่: “...”
—เอาเถอะ ข้าไม่สงสัยแล้ว
ลั่วชิงเตี๋ย: “ฉู่ลู่ ฆ่ามัน! แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ข้าสนับสนุนให้เจ้าฆ่าคน!”
ฉู่ลู่ฟังจบ ก็เดินเข้าไปหาฟู่อี้ฉิง
ฟู่อี้ฉิงเห็นดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เขาอ้าแขนออกแล้วพูดว่า
“มาเถิด... ข้ารู้ว่าเจ้าเปล่าเปลี่ยวมานานหลายปี โผเข้าสู่อ้อมกอดของข้าได้เลย! แม้ว่าข้าจะมีภรรยาเจ็ดสิบสองคนแล้วก็ไม่เป็นไร ข้าจะให้เจ้าเป็นภรรยาเอก พอดีจอมอสูรอู๋จี๋กำลังจะแต่งภรรยาใหม่ เหล่าจอมอสูรต่างก็พากันมาร่วมงาน ข้าจะพาเจ้า...”
ฉู่ลู่ยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็ว บีบคอของฟู่อี้ฉิง ทำให้คำพูดของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเสียงร้องแหลม
ใบหน้าของฟู่อี้ฉิงแดงก่ำ โกรธจัดจนคิดจะโต้ตอบ ทว่าฉู่ลู่เพียงแค่ปลดปล่อยอานุภาพของระดับมหาบรรลุออกมา ก็ทำเอาฟู่อี้ฉิงหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงกในทันที
“อย่างแรก… ข้าไม่ชอบวาจาชวนเลี่ยนกับท่าทีหลงตัวเองของเจ้า ดังนั้นต่อจากนี้ ท่าทีของเจ้าที่มีต่อข้าควรจะมีความเคารพมากกว่านี้หน่อย เข้าใจหรือไม่?” ฉู่ลู่กล่าว
ฟู่อี้ฉิงรีบพยักหน้าหงึกๆ
“ดีมาก” ฉู่ลู่จึงคลายมือ
ฟู่อี้ฉิงหอบหายใจไม่หยุด นี่หามิใช่เพราะถูกบีบคอจนหายใจไม่สะดวก ด้วยระดับฝีมือของเขา… ไม่จำเป็นต้องหายใจมานานแล้ว แต่เป็นเพียงเพราะกำลังผ่อนคลายความหวาดกลัวในใจต่างหาก
เขามองฉู่ลู่อย่างตื่นตระหนกกึ่งสงสัย รู้สึกว่านางในความทรงจำของเขาดูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“ในเมื่อเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญมาร ก็คงจะคุ้นเคยกับสถานที่นี้ดีใช่หรือไม่?” ฉู่ลู่กล่าว
“เช่นนั้น… ตอนนี้มีจอมมารคนใดบ้าง? แล้วพวกมันอยู่ที่ไหนกันบ้าง?”
ฟู่อี้ฉิงรีบกล่าวตอบ
“ที่อยู่ส่วนใหญ่ก็ชัดเจนดี แต่ก็มีบางคนที่ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ร่องรอยเลื่อนลอย... นั่นก็จนปัญญาที่จะรู้ขอรับ”
“อืม นั่นก็ใช้ได้เหมือนกัน” ฉู่ลู่พยักหน้า
ลั่วชิงเตี๋ยรีบพูดแทรก: “ฉู่ลู่ เจ้าจะใช้เขาเป็นผู้นำทางหรือ?”
“ถูกต้อง”
“สถานที่กว้างใหญ่เช่นนี้… ให้ข้าวิ่งวุ่นไปทั่วคนเดียว มีหวังคงต้องเสียเวลาไปอีกนาน”
“อืม... ก็ได้” ลั่วชิงเตี๋ยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
ที่ผ่านมานางล้วนหวังให้ฉู่ลู่อย่าลงมือสังหาร แต่น่าเสียดายที่ฉู่ลู่ไม่ฟังนาง พอมาครั้งนี้… เป็นครั้งเดียวที่หวังให้ฉู่ลู่ลงมือ เขากลับไม่ทำเสียอย่างนั้น!
ฉู่ลู่ก็ไม่สนใจอารมณ์ของนาง หันไปมองฟู่อี้ฉิงแล้วกล่าว
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าจอมอสูรอู๋จี๋แต่งภรรยา?”
“ใช่! ใช่ขอรับ!”
“เหล่าจอมอสูรจะมาร่วมงานหรือ? แล้วจะมากันกี่คน?”
“นี่ย่อมเป็นเรื่องจริงขอรับ” ฟู่อี้ฉิงยังคงไม่เข้าใจความหมายของฉู่ลู่ ทำได้เพียงตอบไปตามตรง
“จอมอสูรอู๋จี๋ถือเป็นผู้ที่เหล่าผู้บำเพ็ญมารยอมรับกันว่าเป็นอันดับหนึ่งในตอนนี้ บารมีของเขาเดิมทีก็มีคนไม่มากนักที่กล้าหักหน้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าคนที่เขาแต่งด้วยคือผู้ที่ผู้บำเพ็ญมารยอมรับกันว่าเป็นอันดับสอง—ม่ออิวถง
เป็นการจับมือกันของสุดยอดฝีมือ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นไปเพื่อรวบรวมเหล่าผู้บำเพ็ญวิถีมารให้เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งไม่มีใครกล้าไม่ไปร่วม”
“ดีมาก! ดีมาก!” ฉู่ลู่พยักหน้าอย่างพอใจ
"นี่มันเหมือนตอนกำลังง่วงก็ได้หมอน มาได้จังหวะดีจริงๆ"
“พาข้าไปที่นั่นเดี๋ยวนี้” ฉู่ลู่กล่าว
“หือ?” ฟู่อี้ฉิงขมวดคิ้ว ในใจยิ่งสงสัย
“เอ่อ... ข้าขอถามอะไรหน่อยได้หรือไม่ขอรับ? ท่านจะไปที่นั่นทำไมหรือ?”
ฟู่อี้ฉิงครุ่นคิดในใจ: ลั่วชิงเตี๋ยเป็นถึงผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะ การที่นางข้ามค่ายกลตัดมารเพียงลำพัง ล่วงล้ำเข้ามาในถิ่นอธรรมก็นับว่าประหลาดมากแล้ว แต่นี่นางยังจะไปงานแต่งของจอมอสูรอู๋จี๋อีก ยิ่งไม่ชอบมาพากลนัก
“ก็ไปกำจัดอสูรมารน่ะสิ” ฉู่ลู่กล่าวอย่างใจเย็น
“หา?!” ฟู่อี้ฉิงตกใจ
…
สองวันต่อมา
ด้วยการนำทางของฟู่อี้ฉิง ฉู่ลู่ก็มาถึงสถานที่จัดงานแต่ง
แดนรกร้างไร้สิ้นสุดที่อยู่นอกทวีปจิ่วโจว แม้จะยากจนข้นแค้นและขาดแคลนทรัพยากร แต่อย่างไรเสียนี่ก็คืองานแต่งของจอมอสูรอู๋จี๋ อีกทั้งเหล่าผู้บำเพ็ญมารก็ยังมีความสามารถถึงขั้นพลิกฟ้าคว่ำปฐพีได้
ดังนั้นงานแต่งครั้งนี้จึงหรูหราอย่างยิ่ง ราวกับเป็นตำหนักสวรรค์ งานเลี้ยงทอดยาวนับร้อยลี้ ผู้คนหนาแน่นราวกับฝูงมด ทั้งหมดล้วนน่าตื่นตะลึง…
ฟู่อี้ฉิงหยุดอยู่ที่ไกลๆ แล้วกล่าวว่า
“เจ้าสำนักลั่ว หากเข้าใกล้ต่อไปเกรงว่าจะถูกพบเจอ หากท่านคิดจะลอบเข้าไป ก็ควรปลอมแปลงสถานะตัวตนเสียก่อน”
“หา? ทำไมต้องลอบเข้าไป?” ฉู่ลู่ชะงัก
และฟู่อี้ฉิงก็เผยรอยยิ้มแบบ ‘อย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้’
“เอาเถอะน่า ท่านไม่ได้จะมาชิงตัวเจ้าสาวหรอกหรือ?”
ในสองวันที่ผ่านมา ฟู่อี้ฉิงยังคงคิดว่าฉู่ลู่กำลังพูดจาเหลวไหล จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะมากำจัดอสูรมาร?
ดังนั้นเขาจึงครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ได้คำตอบ…
—นางมาเพื่อจอมอสูรอู๋จี๋
ฟู่อี้ฉิงคิดในใจ: นางต้องชอบจอมอสูรอู๋จี๋เป็นแน่ แอบรักจนทนไม่ไหว ยอมไม่ได้ที่จอมอสูรอู๋จี๋จะแต่งงานกับคนอื่น ดังนั้นจึงมาเพื่อชิงตัวเจ้าสาว!
“หา? ข้ามาฆ่าคนต่างหาก”
“เอาเถอะๆ” ฟู่อี้ฉิงส่ายหน้า
“เจ้าสำนักลั่วมิต้องปิดบังแล้ว จะมีผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะที่ไหนจู่ๆ ก็โผล่มากำจัดอสูรมาร ทั้งยังหัวแข็งดึงดันจะบุกเข้างานแต่ง…
นี่มันงานแต่งของจอมอสูรอู๋จี๋เชียวนะ เก้าในสิบของผู้บำเพ็ญระดับผ่านด่านเคราะห์ล้วนมางานนี้ทั้งนั้น ในจำนวนนั้นก็มีขั้นสูงสุดอยู่ไม่น้อย ต่อให้ท่านมีฝีมือแข็งแกร่ง… ถอยสักหมื่นก้าวค่อยๆ พูดกันก่อน
แม้ท่านจะถึงระดับมหาบรรลุในตำนานจริงๆ แต่ทันทีที่ท่านปรากฏตัว มันก็จะเป็นการยั่วยุโทสะของพวกเขาได้ บีบให้พวกเขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ยอมตายเพื่อดึงท่านลงนรกไปด้วย”
“ผู้บำเพ็ญระดับผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุดหลายคนเผชิญด่านเคราะห์พร้อมกัน ก่อให้เกิดมหาอสนีบาตซ้ำซ้อน ถึงเวลานั้นอย่าว่าแต่ท่านเลย ต่อให้เป็นเทพเซียนก็... เอ๊ะ ท่านหยิบกระจกออกมาทำไม?”
ฉู่ลู่ยกกระจกสังหารมารขึ้น พลางแสยะยิ้มให้เขา