- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 3 ข้าจะสังหารให้เจ้าเอง!
บทที่ 3 ข้าจะสังหารให้เจ้าเอง!
บทที่ 3 ข้าจะสังหารให้เจ้าเอง!
การทะลุมิติของกลุ่มแชทนั้นเสร็จสิ้นในชั่วพริบตา
แม้ฉู่ลู่ยังไม่ทันรู้สึกตัว แต่โลกเบื้องหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปแล้ว
เขามิได้อยู่ในที่พำนักของเจ้าสำนักชีเสวียนอีกต่อไป หากแต่มายังชานเมืองที่แสงตะวันสาดส่อง นกขับขานแลกลิ่นบุพพาหอมโชย
เบื้่อหน้าปรากฏสตรีรูปร่างเล็ก ใบหน้าอ่อนเยาว์ สวมใส่ชุดกระโปรงบานฟูฟ่อง
หากจะกล่าวเช่นนี้อาจจะดูเกินจริงไปบ้าง ทว่านางดูคล้ายลูกขนไก่ขนาดใหญ่จริงๆ
สตรีนางนั้นมองฉู่ลู่ด้วยสีหน้าตกตะลึง… ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"ท่านคือ... ฉู่ลู่?"
"ลั่วชิงเตี๋ย… คือเจ้าใช่หรือไม่?" ฉู่ลู่เอ่ยตอบ
ลั่วชิงเตี๋ยพลันตกตะลึงยิ่งกว่าเดิมทันที
"เจ้าทะลุมิติมาได้จริงๆ หรือ!?"
ในขณะเดียวกัน กลุ่มแชทก็พลันระเบิด
ฮวาหงเหลียน: "ที่ว่าจะไปหานี่หมายความว่าอย่างไรกัน?"
สวีลี่เหนียง: "เดิมทีมันไปได้ด้วยหรือ?"
จู้ซานหลิน: "นี่มันหลักการใดกัน?"
หลิวหรูเยว่: "ต้องการคำอธิบาย"
ฉู่ลู่เห็นเช่นนั้นจึงอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ผู้คนในแชทพลันตื่นเต้นดีใจ ต่างกล่าวว่าไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้
พวกนางจึงรีบควานหายันต์ในคลังสมบัติ หวังว่าตนเองจะสามารถทะลุมิติได้บ้าง เพื่อที่จะสามารถไปมาหาสู่กันได้
แต่ฉู่ลู่มิได้เข้าร่วมในการสนทนานั้น เขาหันไปมองลั่วชิงเตี๋ยแล้วกล่าวว่า
"เอาล่ะ ตอนนี้ข้ามาถึงแล้ว เจ้ามีเรื่องใดจะกล่าวอีกหรือไม่?"
ลั่วชิงเตี๋ยมีสีหน้าลำบากใจ ซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง มีท่าทีกระมิดกระเมี้ยน และท้ายที่สุดก็กล่าวออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก
"ข้ารู้แล้ว ข้าจะพาเจ้าไปยังสำนักของเรา ไปถึงที่นั่นแล้วเจ้าก็จะเข้าใจเอง"
ฉู่ลู่เดิมทีคิดจะพยักหน้า แต่พลันตระหนักถึงบางสิ่ง—
ไม่ถูก… ข้ายังคงรู้สึกว่ามันเกินจริงเกินไปนัก
สุดท้ายแล้วนางก็แค่กล่าวอ้างลอยๆ ที่บอกว่าตนเองคือระดับมหาบรรลุ… แล้วจะเป็นระดับมหาบรรลุจริงๆ หรือ? ไม่แน่ว่าอาจจะโอ้อวดก็เป็นได้
"เดี๋ยวก่อน!" ดังนั้นเขาจึงกล่าวขัดออกไป
"ก่อนหน้านั้น ข้าต้องการยืนยันระดับบำเพ็ญของเจ้าอีกครั้ง เจ้าเป็นระดับมหาบรรลุจริงๆหรือไม่? สามารถแสดงให้ข้าดูได้หรือเปล่า?"
"ได้สิ! เจ้าดูให้ดีเถิด" ลั่วชิงเตี๋ยกลับตอบตกลงทันที อีกทั้งยังดูกระตือรือร้นเล็กน้อย
ว่าเสร็จ… นางพลันชี้ไปบนฟ้า
ท้องนภาถูกความมืดมิดไร้สิ้นสุดปกคลุมในชั่วพริบตา เมฆดำทะมึนม้วนตัวหนาแน่นดุจน้ำหมึก ราวกับซ่อนเร้นพลังที่สามารถทำลายล้างปฐพีไว้
สายฟ้าหลายสายแหวกว่ายอยู่ในชั้นเมฆ ราวกับอสรพิษเงินที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่ง ส่องประกายเจิดจ้าออกมาเป็นระยะ แรงกดดันอันหนาวเหน็บพลันแพร่กระจายไปทั่วฟ้าดิน
ฉู่ลู่ถึงกับปากอ้าตาค้าง ฉากนี้เขาเคยเห็นมาก่อน… แต่นั่นเป็นเพราะความบังเอิญอย่างแท้จริง ที่เขามองเห็นภาพคล้ายคลึงกันนี้จากระยะห่างนับแสนลี้
นี่คืออสนีบาตบรรลุเซียน!
ในชั่วขณะต่อมา—อสนีบาตลูกแรกก็โหมกระหน่ำ ราวกับเสาแสงขนาดมหึมาที่ทะลุฟ้าลงสู่ดิน แบกรับแรงกดดันที่น่าขวัญผวาพุ่งตรงเข้าใส่ลั่วชิงเตี๋ย
เสาอสนีบาตนั้นพาดผ่านจนมิติราวกับบิดเบี้ยว อากาศแตกตัวเป็นไอออน ส่งเสียงเปรี๊ยะๆ ไปโดยรอบ
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ ลั่วชิงเตี๋ยเพียงแค่โบกมือเบา ๆ
และชั่วพริบตาเดียว ท้องฟ้าก็พลันแจ่มใส อากาศกลับมาบริสุทธิ์!
"เป็นอย่างไรบ้าง?" ลั่วชิงเตี๋ยกล่าวอย่างเรียบเฉย
"เจ้าเชื่อข้าแล้วหรือไม่?"
ฉู่ลู่: "..."
"ว่าแต่... ไม่ใช่ว่าเมื่อผ่านพ้นอสนีบาตไปได้ ก็จะบรรลุเซียนแล้วมิใช่หรือ?" ฉู่ลู่พึมพำ
"ฉู่ลู่ เจ้าไม่รู้เลยหรือว่าระดับมหาบรรลุคืออะไร?" ลั่วชิงเตี๋ยมีสีหน้าสงสัย
ฉู่ลู่ส่ายหน้า เขาทราบเพียงว่าระดับมหาบรรลุเป็นขอบเขตที่อยู่เหนือระดับผ่านด่านเคราะห์ ทว่ารายละเอียดนั้นไม่ชัดเจน ท้ายที่สุดแล้วตัวเขาเองก็ยังเป็นเพียงระดับก่อเกิดปราณขั้นปลายเท่านั้น
"ระดับมหาบรรลุคือผู้ที่สามารถผ่านพ้นอสนีบาตไปได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถต้านทานการเรียกจากโลกเซียนได้ เพื่อที่จะยังคงฝืนทนอยู่บนโลกมนุษย์" ลั่วชิงเตี๋ยอธิบาย
ฉู่ลู่: "...หมายความว่าเจ้าจึงแข็งแกร่งกว่าเซียนเลยรึ?"
"ไม่ถึงขนาดนั้น ก็เพียงแค่เสมอกัน เว้นแต่ว่าพวกเขาจะลงมาเอง"
ฉู่ลู่: "..."
ให้ตายสิ!
ฉู่ลู่อุทานในใจ ไฉนเลยจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้? มิน่าเล่านางถึงกล้ากล่าวว่าตนเองเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอันดับหนึ่งในใต้หล้า!
สายตาที่เขามองลั่วชิงเตี๋ยเพิ่มความเคารพยำเกรงมากขึ้น ทว่าในขณะเดียวกัน ในใจของเขาก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก
คนที่แกร่งขนาดนี้ เหตุใดจึงโดนหลอกจนน่าเวทนาถึงเพียงนั้นได้?
"ไปเถอะ ข้าจะไปยังสำนักของพวกเจ้าเพื่อดูเสียหน่อย" ฉู่ลู่กล่าว
"ดี! สำนักของเรางดงามมาก เจ้าจะต้องชอบอย่างแน่นอน" ลั่วชิงเตี๋ยกล่าวพลางยิ้มกริ่ม ก่อนจะนำทางไปข้างหน้า
เมื่อมีผู้บำเพ็ญระดับมหาบรรลุนำทาง ย่อมมาถึงในชั่วพริบตา
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงประตูสำนักของสำนักกระบี่ถามไถ่ ครั้นเมื่อมองดูประตูสำนักอันยิ่งใหญ่ที่ตระการตาอยู่เบื้องหน้า ก็ปรากฏพื้นที่สุดลูกหูลูกตา มีทิวเขาสลับซับซ้อนต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ฉู่ลู่ก็ตกตะลึงอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว—สำนักชีเสวียนของเขาก็เป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ บนเขาเท่านั้น ทั้งสำนักมีศิษย์รวมกันเพียงสิบกว่าคน
"สำนักพวกเจ้า... ใหญ่เกินไปแล้วกระมัง?" ฉู่ลู่พึมพำ
ลั่วชิงเตี๋ยเชิดอกชูหน้าด้วยความภาคภูมิใจ
ทันใดนั้นเอง แสงกระบี่ก็พาดผ่านขอบฟ้า บุรุษผู้หนึ่งที่รูปร่างสูงโปร่งปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าคนทั้งสอง
ชายผู้นี้สวมใส่อาภรณ์ยาวสีขาวสะอาดราวกับหิมะ ใบหน้าของเขาราวกับหยกงามที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต โครงหน้าชัดเจน ทว่าก็ไม่ขาดความอ่อนโยน คิ้วกระบี่ยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นถึงความเย็นชาที่สังเกตได้ยาก
ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำและสว่างไสวราวกับดาราเยือกแข็ง และแฝงไว้ด้วยความเย็นชาที่ยากจะเข้าถึง ราวกับสามารถมองทะลุความว่างเปล่าของสรรพสิ่งในโลกนี้ทั้งปวง
ลั่วชิงเตี๋ยเห็นบุคคลผู้นี้ ร่างกายก็พลันหดตัวลงในทันที กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา
"ศิษย์พี่เซียว"
ฉู่ลู่กระพริบตา ก่อนเอ่ยถามเบาๆ
"นี่คือศิษย์พี่ระดับแปรเปลี่ยนเทพขั้นต้นผู้นั้นหรือ?"
ลั่วชิงเตี๋ยพยักหน้าเบาๆ
‘เซียวอี้เฉิน’ ร่อนลงมาเบื้องหน้าลั่วชิงเตี๋ย ขณะที่ฉู่ลู่กำลังสงสัยว่าเขาคิดจะทำอะไร… พลันก็ยกฝ่ามือขึ้น แล้วตบลั่วชิงเตี๋ยเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง
ฉู่ลู่เบิกตากว้าง ตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนและหวาดกลัวอย่างที่สุด
"เอ๊ะ! เอ๊ะ! เอ๊ะ!"
—ข้าเห็นอะไรวะเนี่ย? ระดับแปรเปลี่ยนเทพตบหน้าระดับมหาบรรลุรึ?
ให้ตายสิ! ภาพนี่มันเหมือนได้เห็นมดกำลังตบช้างอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว!
ทว่าฉากที่ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่าก็ปรากฏขึ้น เซียวอี้เฉินกล่าวอย่างเย็นชา
"เจ้าไปที่ใดมา?"
"ข้า… ข้าออกไปพักผ่อนหย่อนใจมา"
"พักผ่อนหย่อนใจ? ในตอนที่เรากำลังหารือวิธีแก้ปัญหาของศิษย์น้องหลิวอย่างนั้นรึ?" เซียวอี้เฉินมีสีหน้าเหยียดหยาม
"พวกเราก็ได้แจ้งให้เจ้าทราบอย่างชัดเจนแล้ว ข้าเห็นว่าเจ้าจงใจหาข้ออ้างที่จะไม่เข้าร่วม! แล้วอสนีบาตเมื่อครู่คืออะไร? เจ้าเป็นคนดึงดูดมันมาใช่หรือไม่? แสดงอำนาจต่อพวกเราอย่างนั้นรึ?"
เซียวอี้เฉินเยาะเย้ยอย่างเย็นชา
"ลั่วชิงเตี๋ย เจ้าอย่าคิดว่าตนเองเป็นระดับมหาบรรลุแล้วจะยิ่งใหญ่ คิดหรือว่าพวกเราจะเกรงกลัวเจ้า!"
ลั่วชิงเตี๋ยรีบแก้ต่าง
"ข้าไม่ได้ทำ ข้า…"
เซียวอี้เฉินแค่นเสียงทีหนึ่ง ท่าทีไม่เชื่อถือเลยแม้แต่น้อย ส่วนฉู่ลู่...
เขาบีบแก้มของตนเอง—โอเค ข้าไม่ได้ฝันไป
เขามองภาพเบื้องหน้า แล้วคิดในใจ
เป็นฝันเสียยังจะดีกว่า… ไม่เข้าใจ ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ! เหตุใดระดับแปรเปลี่ยนเทพกระจอกๆ ถึงสามารถสั่งสอนระดับมหาบรรลุได้ราวกับหลานชายเช่นนี้?
"เจ้าตบเขาสิ!" ฉู่ลู่ทนไม่ไหวแล้ว
"ไอ้ระดับแปรเปลี่ยนเทพกระจอกๆ เช่นนี้ ไอ้ขยะที่เจ้าสามารถบี้ได้ด้วยนิ้วเดียว มีสิทธิ์อันใดมาโอหังต่อหน้าเจ้า? เจ้าจัดการสั่งสอนเขาไปเลย!"
เซียวอี้เฉินพลันหันศีรษะมองฉู่ลู่ด้วยความเย็นยะเยือก แล้วกล่าวว่า
"เจ้าเป็นผู้ใด? ผู้ใดอนุญาตให้เจ้ามาที่นี่?"
ลั่วชิงเตี๋ยรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว
"เขาเป็นสหายของข้า ข้าพาเขามาเยี่ยมชมสำนัก"
"สหาย? สหายที่ไหนของเจ้าถึงโผล่มาในเวลานี้? ฮึ" เซียวอี้เฉินหัวเราะเยาะอีกครั้ง แล้วกล่าวต่อว่า
"อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่… ไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น เจ้าตัดใจเสียเถิด อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นเจ้าสำนักของที่นี่ เป็นตัวแทนและหน้าตาของสำนัก อย่าทำเรื่องที่ขายหน้าเช่นนี้อีกเลย!"
กล่าวจบ เซียวอี้เฉินก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
คำพูดของเซียวอี้เฉินนั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก ฟังดูราวกับซ่อนความหมายบางอย่าง ทว่าฉู่ลู่ในยามนี้มิอาจใส่ใจเรื่องเหล่านั้นได้ เพราะเขาจับคำสำคัญที่ทำให้เขาตกตะลึงได้คำหนึ่ง
"เจ้าสำนัก?" เขาเบิกตาจ้องมองลั่วชิงเตี๋ย
"เจ้ายังเป็นเจ้าสำนักอยู่หรือ?"
ลั่วชิงเตี๋ยพยักหน้า
ฉู่ลู่ค่อยๆ เงยหน้ามองฟ้า ต้องการความพยายามเพื่อยอมรับความเป็นจริงนี้
หากคิดดูให้ดีก็มิใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด ในเมื่อลั่วชิงเตี๋ยมีพลังแข็งแกร่งที่สุด การได้เป็นเจ้าสำนักก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล ทว่า...
รับไม่ได้ ข้ารับไม่ได้จริง ๆ! บนโลกนี้มีเจ้าสำนักที่ไหนน่าสมเพชถึงเพียงนี้กัน?
"เจ้าเป็นเจ้าสำนักจริงๆ หรือ?" ฉู่ลู่ถามซ้ำด้วยความไม่ยอมจำนน
"จริงแท้แน่นอน" ลั่วชิงเตี๋ยกล่าว
ฉู่ลู่กล่าวด้วยสีหน้าสลับซับซ้อน
"...สำนักชีเสวียนของข้าเป็นเพียงสำนักเล็กๆ เจ้าสำนักคนก่อนยังเป็นแค่ระดับสร้างรากฐานขั้นต้น ทว่าเขาผึ่งผายสง่างามยิ่งกว่าเจ้านัก อย่าว่าแต่จะถูกตบหน้าเลย เพียงแค่กล้าโต้เถียงแม้แต่ประโยคเดียว ก็อาจถูกสังหารทั้งครอบครัว ณ ตอนนั้นแล้ว"
ลั่วชิงเตี๋ยทำราวกับไม่ได้ยิน
"เอาล่ะ พวกเราอย่ายืนเหม่อตรงนี้เลย ข้าจะพาเจ้าไปยังถ้ำที่พำนักของข้าก่อนดีกว่า"
ถัดจากนั้น พวกเขาก็มาถึงถ้ำที่พำนัก ภายในดูธรรมดายิ่ง แต่ยังมีสาวใช้นามว่า ‘หยูเอ๋อร์’ ออกมาต้อนรับ
ลั่วชิงเตี๋ยให้หยูเอ๋อร์รออยู่ด้านนอก แล้วนั่งกับฉู่ลู่ในห้องรับรอง นางถามอย่างระมัดระวัง
"นี่... เจ้าก็ได้มาเดินดูรอบๆ สำนักแล้ว เจ้าเข้าใจแล้วหรือยังว่าเหตุใดวิธีของเจ้าจึงใช้ไม่ได้จริง?"
ฉู่ลู่มองลั่วชิงเตี๋ยด้วยความตกตะลึง ไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่านางกล่าวประโยคนี้ออกมาได้อย่างไร
จากนั้นเขาก็ส่ายหน้า ก่อนตอบอย่างหนักแน่น
"ไม่! ข้าไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย!"
"เพราะเหตุใด? เจ้าไม่ได้เห็นที่ศิษย์พี่ตบหน้าข้าหรอกหรือ?"
"เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ! ข้าเห็นแล้วจึงเข้าใจไม่ได้น่ะสิ! เหตุใดเจ้าจึงไม่โต้กลับ?"
"เพราะกฎเกณฑ์น่ะสิ!" ลั่วชิงเตี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง:
"ฉู่ลู่… ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างโลกนี้กับโลกของเจ้าคือพวกเราต้องยึดถือกฎเกณฑ์ จะอาศัยระดับบำเพ็ญมาทำตามอำเภอใจมิได้
แม้ระดับบำเพ็ญของศิษย์พี่จะต่ำกว่าข้า แต่ลำดับอาวุโสของเขาสูงกว่าข้า ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้อาวุโส มีสิทธิ์ที่จะสั่งสอนข้าได้ตลอด… ส่วนข้ามาประชุมไม่ทันเวลาก็ถือว่าทำผิด จึงต้องถูกตบ โอรสสวรรค์ทำผิดย่อมต้องโทษเท่ากับสามัญชน… นี่คือกฎสำนัก! แม้แต่ข้าที่เป็นเจ้าสำนักก็เช่นกัน
ดังนั้นวิธีของเจ้าจึงใช้ไม่ได้จริง ถึงข้าจะเกลียดพวกเขามากเพียงใด ก็ทำได้เพียงรวบรวมหลักฐานอย่างซื่อสัตย์เพื่อจัดการกับหลิวเยียนเอ๋อร์เท่านั้น"
ฉู่ลู่: "..."
"แล้วหากเจ้าฝ่าฝืนกฎสำนักเล่า?" เขาถาม
"ก็จะถูกลงโทษจากสำนัก"
"แต่เจ้าเป็นระดับมหาบรรลุ ผู้ใดจะสามารถลงโทษเจ้าได้?"
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะลงโทษตนเอง อย่างไรเสียกฎสำนักก็มิอาจถูกทำลายได้"
ฉู่ลู่: "??"
"ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง" ฉู่ลู่กล่าว
"กฎสำนักมาจากไหน?"
"แน่นอนว่าพวกเราร่วมกันกำหนดขึ้นมา"
"เจ้าเป็นเจ้าสำนัก มีคุณสมบัติในการกำหนดกฎสำนักหรือไม่?"
"แน่นอน"
"ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงไม่กำหนดกฎสำนักว่า ‘เจ้าสำนักสามารถสังหารได้ตามอำเภอใจ’ เล่า?"
"เอ๊ะ?" ลั่วชิงเตี๋ยชะงักงันครู่หนึ่ง จากนั้นก็พึมพำกับตนเอง
“ใช่สิ ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่ถือว่าฝ่าฝืนกฎสำนักแล้วนี่?
ไม่สิ นี่มันไม่ถูก! ถ้าเช่นนั้นกฎสำนักจะมีความหมายอันใดเล่า? แต่มีไปก็ไม่เป็นประโยชน์กับข้าเลยสักนิด?"
ฉู่ลู่ "ยินดีด้วย เจ้าตอบถูกแล้ว!"
"ไม่ถูก ไม่ถูก ไม่ถูก! เจ้ากำลังหาช่องโหว่ อีกทั้งกฎสำนักเช่นนี้ก็ไม่มีใครยอมรับ กฎสำนักที่ไม่ได้รับการยอมรับ ยังจะถือว่าเป็นกฎสำนักได้อีกหรือ?" ลั่วชิงเตี๋ยกล่าว
"ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็สังหารคนที่ไม่ยอมรับก็ได้มิใช่หรือ?"
ลั่วชิงเตี๋ย "เอ๊ะ? จริงด้วย แบบนั้นก็น่าจะใช้ได้แล้ว… ทว่าขั้นตอนการสังหารก็ยังถือว่าฝ่าฝืนกฎสำนักอยู่นะ?"
"แต่มันก็สมเหตุสมผลแล้วนี่? เจ้าก็คิดซะว่ามันคือการขึ้นรถก่อนแล้วค่อยซื้อตั๋ว"
ลั่วชิงเตี๋ย: "..."
"เอ๊ะ? ไม่สิ? เดี๋ยวก่อน! ข้าสามารถแก้ไขกฎสำนักได้ตามอำเภอใจหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะปฏิบัติตามกฎสำนักที่มีอยู่ไปทำไม?
ไม่ ไม่ ไม่! ข้าต้องปฏิบัติตามกฎสำนัก! ทว่ากฎสำนักสามารถแก้ไขได้ตามอำเภอใจ? เอ๊ะ ข้า... เอ๊ะ..."
ลั่วชิงเตี๋ยมีสีหน้าเหม่อลอย ใบหน้าร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว มีไอน้ำพวยพุ่งออกมาจากหู ราวกับระบบร้อนเกินจนเครื่องดับ
"เฮ้ยๆ เจ้ายังสบายดีอยู่หรือไม่?" ฉู่ลู่โบกมือ
ลั่วชิงเตี๋ยตื่นขึ้นอย่างกะทันหัน
"ตอนนี้เจ้าคิดได้แล้วหรือยัง?" ฉู่ลู่ถาม
"...ข้าเข้าใจแล้ว" ลั่วชิงเตี๋ยกล่าวหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"นั่นช่างดีเยี่ยมยิ่งนัก" ฉู่ลู่กำลังจะถอนหายใจยาว
ทว่ากลับได้ยินลั่วชิงเตี๋ยกล่าวตอบ…
"ฉู่ลู่! เจ้าใช้มารยา สามารถปั่นหัวผู้คนได้!"
ฉู่ลู่: "??"
"กฎเกณฑ์ก็คือกฎเกณฑ์ จะทำลายได้อย่างไร? ข้าไม่รู้ว่าเจ้าล่อลวงข้าได้อย่างไร ทว่าข้าจะไม่ตกหลุมพรางอีกแล้ว!" ลั่วชิงเตี๋ยกล่าวด้วยท่าทีผดุงคุณธรรม
ฉู่ลู่ "ไม่สิ เจ้าฟังข้าก่อน..."
ลั่วชิงเตี๋ยรีบอุดหู แล้วตะโกนเสียงดังว่า
"ลา ล้า ลา ล้า ลา ข้าไม่ได้ยิน! ข้าไม่ได้ยิน!"
ฉู่ลู่: "?"
เจ้าจะใช้สิ่งนี้ต้านทานหรือ?
ฉู่ลู่กอดอก มองลั่วชิงเตี๋ยที่เข้าสู่โหมดกระดองเต่า แม้รู้สึกโมโหแต่ก็ขำขันไปพร้อมกัน
อันที่จริง—ในชั่วขณะที่เข้ามาในโลกนี้ เขาก็ได้เตรียมใจมาไว้บ้างแล้ว ว่าท้ายที่สุดแล้ว ในภารกิจก็กล่าวถึงคำว่า 'โลกนิยายน้ำเน่าหมายเลข 7'
ดังนั้นที่นี่จึงมีความเป็นไปได้สูงว่านี่เป็นโลกของนิยายน้ำเน่าจริงๆ และเมื่อพิจารณาถึงชื่อเสียงของนิยายประเภทนี้ หากมีเนื้อหาประหลาดบ้างก็ไม่น่าแปลกใจ
ทว่า… เขาก็ไม่คิดว่ามันจะประหลาดใจถึงเพียงนี้!
และเมื่อนึกถึงบทสนทนาในกลุ่มแชทก่อนหน้า… ที่พวกตัวตลกในกลุ่มยังยืนกรานจะจับคู่เขากับอาจารย์ให้ได้ โดยอ้างเหตุผลว่าการลบหลู่ผู้ที่อยู่สูงกว่า และการทำลายรากฐานของสำนักนั้นผิดกฎ ทำได้เพียงเสียสละตนเองเพื่อแลกกับความรู้สึกผิดของอาจารย์เท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้ฉู่ลู่อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ
เกิดอะไรขึ้นกับตัวละครในนิยายเหล่านี้กันแน่? ในสมองของพวกนางถูกประทับตราความคิดประหลาดไว้แล้วหรือ?
หากจะกล่าวตามตรง—การยึดถือกฎเกณฑ์ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะหากทุกคนยึดถือกฎเกณฑ์แล้ว ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
ทว่าปัญหามันไม่ได้เป็นเช่นนั้นน่ะสิ! แล้วเซียวอี้เฉินแย่งชิงสมบัติวิเศษของนาง นี่ถือว่ายึดถือกฎเกณฑ์หรือไม่!?
แล้วอาจารย์ของนางแย่งชิงสมุนไพรวิเศษของนาง นี่ถือว่ายึดถือกฎเกณฑ์หรือไม่!?
แล้วคนทั้งสามร่วมมือใช้อาคมกักขังนาง ปล้นเอาของมีค่าทั้งหมดจากร่างนาง นี่ถือว่ายึดถือกฎเกณฑ์อีกหรือ!?
ภายหลังยังจงใจปรากฏตัวเพื่อสังหารนางเพื่อถอนรากถอนโคน กฎสำนักข้อใดอนุญาตให้ทำเช่นนั้น?
หลิวเยียนเอ๋อร์วางแผนมากมายอยู่เบื้องหลัง นางกำลังพูดถึงกฎเกณฑ์ใดกันแน่?
สุดท้ายแล้ว… ก็มีเพียงนางผู้เดียวที่โง่เขลา ยึดติดกับความคิดของตัวเอง คนโง่ที่ยึดถือกฎเกณฑ์จะสามารถรับมือกับไอ้สารเลวที่ไม่ยึดถือกฎเกณฑ์กลุ่มหนึ่งได้อย่างไรกัน?
ในสายตาของฉู่ลู่ ลั่วชิงเตี๋ยที่กลับมามีชีวิตใหม่นี้ เก้าในสิบก็คงจะประสบพอเจอกับจุดจบเดิม
ด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ฉู่ลู่จึงอยากจะช่วยเหลือนาง ทว่าความแตกต่างด้านพลังก็ชัดเจนเห็นอยู่ตรงหน้า ตัวเขาเองก็มิอาจบุกไปสังหารศัตรูเหล่านั้นทั้งหมดได้
ดังนั้น… หากลั่วชิงเตี๋ยไม่ให้ความร่วมมือ เขาก็ไม่มีทางเลือก!
"แล้วแต่เจ้าเถิด" ฉู่ลู่ถอนหายใจทีหนึ่ง ก่อนหมุนตัวจากไป
เขามายังมุมของถ้ำที่พำนัก นั่งลงเพียงลำพัง เปิดกลุ่มแชท และเรียกหน้าไอเทม เตรียมเปิดใช้งานยันต์ทะลุมิติเพื่อกลับ
แต่ในเวลานั้นเอง เขาก็เห็นชุดของขวัญมือใหม่ที่อยู่ช่องข้างยันต์ทะลุมิติ
ฉู่ลู่กระพริบตา แล้วกดเปิดชุดของขวัญมือใหม่
【ยินดีด้วยหัวหน้ากลุ่ม เจ้าได้รับยันต์ยึดร่างหนึ่งแผ่น】
【ยันต์ยึดร่าง: สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวในโลกนั้น มีผลต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด เว้นแต่จะยกเลิกเอง หรือออกจากโลกนี้ไป】
ดวงตาของฉู่ลู่ค่อยๆ เบิกกว้าง และในตอนนั้นเอง เขาก็กลับมายืนอยู่เบื้องหน้าลั่วชิงเตี๋ยอีกครั้ง
"อ้าว… ฉู่ลู่ เหตุใดเจ้าจึงกลับมาอีก?"
"ข้ามายืนยันเรื่องหนึ่ง เจ้าเกลียดชังอาจารย์และเหล่าศิษย์พี่ของเจ้าใช่หรือไม่?"
"แน่นอนอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเคยมีความผูกพันบ้าง ทว่าตอนนี้ก็ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้นแล้ว"
“ดังนั้น… ตราบใดที่ข้าสามารถช่วยเจ้าแก้แค้นได้ โดยยังรับประกันว่าไม่มีผลกระทบใดๆ ชื่อเสียงของเจ้าก็ยังคงอยู่”
"และไม่ว่าข้าจะทำอะไร… เจ้าก็ย่อมไม่รังเกียจ?"
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
"ดีมาก ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่มีความกังวลใดๆ แล้ว"
ลั่วชิงเตี๋ยเผยสีหน้ายินดี
"ฉู่ลู่! เจ้าจะอยู่ต่อเพื่อช่วยข้าเก็บรวบรวมหลักฐานหรือ?"
"ไม่ ข้าจะช่วยเจ้าสังหาร" ฉู่ลู่ยิ้มเล็กน้อย แล้วเปิดใช้งานยันต์ยึดร่าง