เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: หอคอยวิญญาณ และประมุขเชียนกู่ตงเฟิง

บทที่ 12: หอคอยวิญญาณ และประมุขเชียนกู่ตงเฟิง

บทที่ 12: หอคอยวิญญาณ และประมุขเชียนกู่ตงเฟิง


บทที่ 12: หอคอยวิญญาณ และประมุขเชียนกู่ตงเฟิง

เมืองสื่อไหลเค่อฝั่งตะวันออก ณ สำนักงานใหญ่หอคอยวิญญาณ

ภายในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างหรูหรา

เชียนกู่ตงเฟิงในชุดสูทสีดำ ร่างกายกำยำประดุจหมีป่า เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ประมุขหอคอยวิญญาณพลางพิจารณาผู้มาเยือนที่อยู่ตรงข้าม

ผู้มาเข้าพบคือชายชราท่าทางใจดี ร่างเล็กทว่าแผ่ซ่านด้วยพลังอำนาจอันน่าเกรงขาม

"ผู้อาวุโสเชียน ช่วงนี้รองประมุขเลิ่งกำลังทำอะไรอยู่?"

เชียนกู่ตงเฟิงเหลือบมองรายงานเรื่องการขยายความร่วมมือกับโรงเรียนสื่อไหลเค่อ ก่อนจะหันกลับมามองชายชรา

"ในช่วงเวลานี้ รองประมุขเลิ่งได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสาขาของหอคอยวิญญาณตามเมืองต่างๆ ทางทิศตะวันออกของสหพันธ์ ไม่มีอะไรผิดปกติเป็นพิเศษครับ"

"อย่างไรก็ตาม ท่านประมุข มีเรื่องหนึ่งที่ข้าคิดว่าจำเป็นต้องเรียนให้ท่านทราบ"

ผู้อาวุโสเชียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยกับเชียนกู่ตงเฟิง

"หือ? เรื่องอะไรกันที่ทำให้ผู้อาวุโสเชียนต้องมีสีหน้าเคร่งเครียดขนาดนี้?"

เชียนกู่ตงเฟิงรู้สึกประหลาดใจ เพราะผู้อาวุโสเชียนเป็นถึงระดับพรหมยุทธ์นามกรและดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานใหญ่ จะมีเรื่องอะไรที่ทำให้เขาหวั่นใจได้

ภายใต้สายตาของเชียนกู่ตงเฟิง ผู้อาวุโสเชียนได้ส่งรายงานฉบับหนึ่งให้

"หึๆ ไหนลองดูซิว่าเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านถึงกับต้องรีบมาหาข้าด้วยตัวเอง"

เชียนกู่ตงเฟิงรับรายงานมาด้วยรอยยิ้มบางๆ แล้วเริ่มอ่าน

ที่ด้านบนสุดของหน้ากระดาษปรากฏชื่อหนึ่งคือ หลัวสวน ผู้อำนวยการหอคอยวิญญาณสาขาเมืองอ้าวหลาย

เขาเริ่มอ่านด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่ยิ่งอ่านลึกลงไป คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากัน

จากนั้น ความโกรธแค้นก็ระเบิดออกมาบนใบหน้าของเขา

ปัง—

เขากระแทกรายงานลงบนโต๊ะทำงานอย่างแรง แรงกระแทกนั้นทำให้โต๊ะเหล็กกล้าแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ

"เนื้อหาในรายงานฉบับนี้เป็นความจริงอย่างนั้นรึ?"

"รองประมุขเลิ่งรับเด็กหนุ่มที่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 20 เป็นศิษย์งั้นหรือ?"

ใบหน้าของเขาในยามนี้มืดมนและเต็มไปด้วยจิตอาฆาต

"ครับท่านประมุข ข้าได้ตรวจสอบกับหลัวสวน ผู้อำนวยการสาขาเมืองอ้าวหลายแล้ว รองประมุขเลิ่งได้รับเด็กชายผู้ปลุกวิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงและมีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 20 เข้าเป็นศิษย์จริงๆ"

ผู้อาวุโสเชียนพยักหน้า ในตอนแรกที่เขาได้ยินเรื่องนี้เขาก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครครอบครองพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 20 ได้ แต่จากการยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็มิอาจมีข้อสงสัยใดๆ อีก

"บัดซบ!"

เชียนกู่ตงเฟิงสบถออกมาพลางลุกขึ้นจากที่นั่ง

ในฐานะประมุขสูงสุดของหอคอยวิญญาณ และเป็นถึงกึ่งเทพพรหมยุทธ์สุดยอดระดับ 99 เขารู้ดีว่าพรสวรรค์ของมู่เทียนเฉินนั้นหมายถึงอะไร

"วิญญาณยุทธ์มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง พลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 20! หากเลิ่งเหยาจูฝึกฝนเขา ตระกูลเลิ่งก็จะมีพรหมยุทธ์สุดยอดเพิ่มขึ้นมาอีกคน และจะทำลายอำนาจการควบคุมหอคอยวิญญาณของพวกเราอย่างสิ้นเชิง!"

เขาขบกรามแน่น หน้าอกกระเพื่อมด้วยแรงโทสะ

ภายนอกนั้นหอคอยวิญญาณดูเหมือนจะเป็นปึกแผ่น แต่ภายในกลับไม่เคยสงบสุขเลย โดยเฉพาะฝ่ายที่นำโดยเลิ่งเหยาจู

ก่อนที่ตระกูลเชียนกู่จะรุ่งเรือง ตระกูลเลิ่งเคยเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของหอคอยวิญญาณ หากตระกูลเชียนกู่ไม่ก้าวขึ้นมา ตระกูลเลิ่งก็คงยังคงปกครองที่นี่อยู่

ทั้งสองบ้านเป็นอริกันมาโดยตลอด เมื่อเห็นเลิ่งเหยาจูรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเช่นนี้ เขาจะสงบใจอยู่ได้อย่างไร

เขามองไปยังชายชราด้วยแววตาฆ่าฟัน "ผู้อาวุโสเชียน อีกไม่กี่วันข้างหน้า จงไปพบเด็กหนุ่มมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงคนนั้น แล้วถามเขาดูว่าสนใจจะเข้าร่วมกับตระกูลเชียนกู่หรือไม่"

"บอกเขาว่าเราจะทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อปั้นเขาให้เป็นอัครพรหมยุทธ์ และเมื่อระดับของเขาถึงเกณฑ์ เราจะมอบชุดเกราะยุทธ์สี่อักษรครบชุดให้เป็นของขวัญ"

ชายชราเบิกตากว้าง "ท่านประมุข ชุดเกราะยุทธ์สี่อักษรเชียวหรือ? จริงหรือครับ?"

ในฐานะสมาชิกสมาชิกระดับสูง เขารู้ดีว่าเกราะยุทธ์สี่อักษรมีความหมายเพียงใด

ตัวเขาเองเป็นพรหมยุทธ์นามกรระดับ 94 เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะถึงระดับอัครพรหมยุทธ์ ตามทฤษฎีแล้วเขาสามารถสวมใส่เกราะสี่อักษรได้หากไปถึงระดับ 95

ทว่าเขารู้ดีว่าเขาจะไม่มีวันได้ครอบครองมัน ต่อให้เขาจะทะลวงระดับได้สำเร็จก็ตาม

เชียนกู่ตงเฟิงพ่นลมหายใจออกทางจมูก "ไม่เข้าถ้ำเสือจะได้ลูกเสือได้อย่างไร อีกอย่างก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะได้เกราะนั่นจริงๆ"

"บอกเขาไปตามนั้น หากเขาตกลงก็ดี แต่ถ้าไม่... เหอะ!"

เขาพูดไม่จบประโยค แต่สายตาของเขากลับบ่งบอกความหมายที่เหลือได้อย่างชัดเจน

"รับทราบครับ"

ชายชราถอยออกไป ประตูห้องทำงานปิดลงโดยอัตโนมัติ ทิ้งให้เชียนกู่ตงเฟิงอยู่เพียงลำพัง

มู่เทียนเฉินผู้น่าสงสาร เขายังไม่ทันจะไปถึงสำนักงานใหญ่ด้วยซ้ำ กลับถูกหมายหัวไว้เสียแล้ว

ครู่ต่อมา เชียนกู่ตงเฟิงก็กดโทรศัพท์ผ่านเครื่องมือวิญญาณ

"ออกคำสั่งไป ผู้อำนวยการสาขาเมืองอ้าวหลาย หลัวสวน มีความดีความชอบให้เลื่อนขั้นขึ้นหนึ่งระดับ และให้เดินทางไปประจำการที่เมืองตงไห่ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสาขาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

...เวลาล่วงเลยผ่านไป

ในชั่วพริบตา วันหนึ่งก็ได้ผ่านพ้นไป

หลังจากใช้เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนบนรถไฟเครื่องมือวิญญาณ ในที่สุดมู่เทียนเฉินและเลิ่งเหยาจูก็มาถึงเมืองสื่อไหลเค่อ เมื่อเห็นขบวนรถเครื่องมือวิญญาณและยานพาหนะพลังงานแม่เหล็กที่สัญจรไปมาอย่างหนาแน่น มู่เทียนเฉินก็ถึงกับตะลึงงัน

เขามองไปยังตึกระฟ้า เครื่องมือวิญญาณอันทรงพลังที่มีอยู่ทุกหนแห่ง และกองพันหุ่นรบที่เข้าแถวเรียงรายอยู่ข้างสถานี พลางลอบกลืนน้ำลาย

เขาเคยคิดว่าหกปีในเมืองอ้าวหลายทำให้เขาเข้าใจเทคโนโลยีของโต้วหลัวแผ่นดินใหญ่ได้ดีแล้ว แต่วันนี้เขาเพิ่งตระหนักว่าความรู้นั้นช่างตื้นเขินเพียงใด

ปากกระบอกปืนเลเซอร์ของเครื่องมือวิญญาณบนหุ่นรบที่ดำสนิทนั้นแผ่ซ่านความน่าเกรงขามจนทำให้เขาขนนกลุกซู่

นี่น่ะหรือเมืองสื่อไหลเค่อ เมืองที่เจริญที่สุดในโต้วหลัวแผ่นดินใหญ่?

เลิ่งเหยาจูปรายตามองเขาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เดินตามข้ามาให้ดี หากหลงทางข้าจะไม่ตามหาเจ้า"

"คะ... ครับ"

มู่เทียนเฉินรีบขานรับและเดินตามเธอไป พลางชะโงกคอมองสถาปัตยกรรมอันคึกคักรอบตัว

แม้ว่าเขาจะเป็นผู้กลับชาติมาเกิดที่เคยเห็นเมืองทันสมัยมาแล้ว แต่มันกลับดูจืดชืดไปเลยเมื่อเทียบกับเมืองสื่อไหลเค่อ สำหรับเขาแล้วที่นี่เปรียบเสมือนเมืองแห่งอนาคต

อุปกรณ์เครื่องมือวิญญาณที่นี่ล้ำหน้ากว่าโลกเก่าของเขาอย่างน้อยหนึ่งศตวรรษ

ไม่นานนัก รถเครื่องมือวิญญาณพลังงานแม่เหล็กสีเงินวาววับคันหนึ่งก็แล่นมาจอดนิ่งอยู่ข้างกายเลิ่งเหยาจู

หญิงสาวอายุประมาณยี่สิบปีในชุดสูททำงานสีดำก้าวลงมาจากรถ

เธอก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม "ท่านประมุข"

เลิ่งเหยาจูพยักหน้า พลางชี้ไปทางมู่เทียนเฉินแล้วกล่าวว่า "นี่คือศิษย์ของข้า พาเขาไปดูรอบๆ สำนักงานใหญ่ และบันทึกข้อมูลของเขาลงในระบบให้เรียบร้อย"

"หลังจากนั้นก็นำชุดวิชาทำสมาธิและวิธีฝึกฝนร่างกายไปให้เขา ชิงหลิง วิญญาณยุทธ์ของเจ้ามีความคล้ายคลึงกับเขา ดังนั้นจงช่วยแนะนำเขาในการฝึกฝนด้วย"

"รับทราบค่ะ"

หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจที่ทราบว่ามู่เทียนเฉินคือศิษย์ของเลิ่งเหยาจู ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ

เลิ่งเหยาจูหันไปมองมู่เทียนเฉิน "ข้าได้เตรียมทุกอย่างที่เจ้าจำเป็นต้องใช้ในขั้นแรกไว้ให้แล้ว ทั้งหมดอยู่ในแหวนเก็บของ อีกหนึ่งสัปดาห์ข้าจะมาทดสอบความคืบหน้าของเจ้า"

"หากเจ้าผ่าน ข้าจะช่วยเจ้าเลือกดวงวิญญาณที่เหมาะสมกับเจ้าที่สุดด้วยตัวเอง"

"ครับ อาจารย์"

มู่เทียนเฉินพยักหน้า จากนั้นเขาก็หันไปหาหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า ความอ่อนโยนของเธอราวกับแสงแดดแรกในฤดูหนาว

เขาซัมผัสได้ถึงความรู้สึกผูกพันบางอย่างต่อเธออย่างบอกไม่ถูก

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

มู่เทียนเฉินนิ่งอึ้งไป

ในขณะเดียวกัน หญิงสาวก็สังเกตเห็นสายตาของเขาและส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมาให้

เพียงรอยยิ้มเดียวนั้น ก็ทำให้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที

จบบทที่ บทที่ 12: หอคอยวิญญาณ และประมุขเชียนกู่ตงเฟิง

คัดลอกลิงก์แล้ว