- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับมาปฏิเสธสาวยันเดเระผู้ร่ำรวย
- ตอนที่ 17 : สมัยนี้รุกกันขนาดนี้เลยเหรอ?
ตอนที่ 17 : สมัยนี้รุกกันขนาดนี้เลยเหรอ?
ตอนที่ 17 : สมัยนี้รุกกันขนาดนี้เลยเหรอ?
คนที่มีแฟนแล้วย่อมรู้ดี
ว่าที่จริงหลังคบหากัน หนุ่มๆ มักจะมีกล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแรง ทำให้เรื่อง "บั้นท้ายงอน" นั้น...
หนุ่มๆ กลับดูกระชับเต่งตึงกว่า ทำให้โดนแฟนสาวเล่นงานอยู่บ่อยๆ
ชาติที่แล้ว เหยาหมิงเยว่แค่แตะๆ เขาทีหนึ่ง สวีมู่เซินก็รู้แล้วว่าต้องเปลี่ยนท่า
เฮ้อ พูดไปก็เศร้า สวรรค์ลงโทษชัดๆ
ตั้งแต่ขึ้นรถเมล์มา สายตาหลายคู่ก็จับจ้องมาที่พวกเขา โดยเฉพาะเหยาหมิงเยว่
บนรถมีเพื่อนร่วมโรงเรียนอยู่ไม่น้อย
"นั่นมันเหยาหมิงเยว่ไม่ใช่เหรอเนี่ย นึกว่าจะไม่ขึ้นรถเมล์ซะอีก ปกติมีรถ BMW มารับส่งตลอดไม่ใช่เหรอ?"
"สงสัยคุณหนูอยากจะลองใช้ชีวิตดูบ้างมั้ง"
"ฉันว่าไม่แน่นะ ดูสิว่าคนข้างๆ เธอคือสวีมู่เซินหรือเปล่า?"
"เอ๊ะ? เสื้อผ้าของทั้งคู่เหมือนจะเป็นยี่ห้อเดียวกัน แถมยังเข้ากันดีด้วย หรือว่าทั้งคู่จะคืนดีกันแล้ว?"
"ฮ่าๆๆ ต้องเป็นสวีมู่เซินทาสรักทนไม่ไหว ซื้อเสื้อผ้ามาง้อขอคืนดีแน่ๆ ดูสิ เขายังพยายามจะยืนใกล้ๆ เหยาหมิงเยว่อยู่เลย..."
เสียงซุบซิบดังแว่วไปทั่วรถ
สวีมู่เซินอยากจะด่าออกมาดังๆ ภาพลักษณ์ทาสรักของตัวเองมันฝังรากลึกขนาดนี้เลยเหรอ?
ดูให้ชัดๆ นี่มันใครกันแน่ที่อยากจะมาคลอเคลียกัน?
ขณะที่เหยาหมิงเยว่กำลังกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ ดวงตาหงส์เป็นประกายเจ้าเล่ห์อย่างภาคภูมิใจ
เธอรู้สึกขึ้นมาว่า การรุกก่อนแบบนี้ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด
สวีมู่เซินไม่ได้สนใจเธอ
แต่รถเมล์ในช่วงเวลาเร่งด่วนก็แน่นขนัดอยู่แล้ว
และออร่าอันทรงพลังของเหยาหมิงเยว่ ก็ทำให้หนุ่มๆ รอบข้างไม่กล้าเข้าใกล้ มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่เบียดเข้ามาได้
พอเห็นผู้หญิงคนไหนอยู่ใกล้สวีมู่เซิน เธอก็จะขมวดคิ้วแล้วเบียดพื้นที่กลับมาอย่างเงียบๆ
ทำให้ทุกครั้งที่รถออกตัวหรือเบรก เหยาหมิงเยว่จะฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวเขา
สวีมู่เซินก็ไม่รู้จะโวยวายยังไง หนึ่งคือเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่กลับโดนลวนลาม พูดออกไปก็อาย
สองคือ ไม่มีใครเชื่อเขาหรอก!
นายมันก็แค่ทาสรัก แล้วคุณหนูสุดเริ่ดจะมาจงใจหาผลประโยชน์จากนายน่ะเหรอ?
ต่อให้จับได้คาหนังคาเขา ก็ต้องมีผู้ชายออกมาบอกว่าเขาไม่รู้จักบุญคุณ มาให้ฉันจับแทนสิทำนองนั้น...
น่าเศร้าเกินไปแล้ว
ระยะทางแค่สามป้ายรถเมล์ สวีมู่เซินรู้สึกว่ามันช่างยาวนานเหลือเกิน
ในที่สุดก็ถึงป้าย
สวีมู่เซินหันกลับไป ก็สบเข้ากับรอยยิ้มที่ยังคงเจือความสุขของเหยาหมิงเยว่
"เธอต้องการอะไรกันแน่?"
เหยาหมิงเยว่กลับมองมาที่เขาด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะพึงพอใจอย่างมาก ไม่พูดอะไรสักคำ แล้วก็หันหลังเดินจากไป
คนรอบข้างต่างก็ซุบซิบนินทา
"ว่าแล้วเชียว สวีมู่เซินทนไม่ไหวต้องเข้าไปคุยด้วย แต่เหยาหมิงเยว่ไม่สนใจเขาเลย ฮ่าๆๆ..."
"?"
สวีมู่เซินแทบจะขำออกมาด้วยความโกรธ
ดีๆ เธอจะเล่นแบบนี้ใช่ไหม
ฉันมันคนไม่มีค่าพอจะสู้ เเต่ฉันหนีได้เเน่นอน
ห้องเรียน
ทันทีที่ทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้องเรียน นักเรียนหลายคนก็สังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าที่ทั้งสองคนใส่มีสไตล์และยี่ห้อที่คล้ายกันมาก เหมือนกับใส่ชุดคู่รัก
เฮ่อเฉียงเดินเข้ามาอดไม่ได้ที่จะถามว่า
"มู่เซิน นายคืนดีกับเหยาหมิงเยว่แล้วเหรอ? ทำไมถึงใส่เสื้อผ้า..."
"ที่บ้านซื้อให้ บังเอิญเฉยๆ"
สวีมู่เซินตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ยังไงซะทุกคนก็รู้เรื่องที่ทั้งสองคนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก การที่ครอบครัวพาไปเดินเล่นซื้อเสื้อผ้าด้วยกันก็เป็นเรื่องปกติ
แต่เห็นได้ชัดว่าสำหรับนักเรียนที่ชอบเรื่องซุบซิบนินทาเหล่านี้ ยิ่งพูดยิ่งแย่
และวันนี้เหยาหมิงเยว่กลับไม่พูดอะไรเลย ปล่อยให้เรื่องซุบซิบนินทาแพร่กระจายไป
รอจนถึงเที่ยง สวีมู่เซินก็ไปโรงอาหารเพื่อกินข้าว
ปรากฏว่าเหยาหมิงเยว่กับเพื่อนสนิทของเธอก็ถือถาดอาหารมานั่งตรงข้ามกับเขา
ทั้งสองคนเงียบกัน แต่เสื้อผ้าที่เหมือนชุดคู่รักของทั้งสองคน และท่าทางที่เย่าหมิงเยว่ยิ้มออกมาเป็นพักๆ
ก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนเริ่มจินตนาการเรื่องราวต่างๆ ได้แล้ว
ยิ่งกว่านั้น เหยาหมิงเยว่ยังคีบไส้กรอกในจานของตัวเองให้สวีมู่เซินอย่างคล่องแคล่ว
ก่อนที่สวีมู่เซินจะได้ทันตั้งตัว เธอก็ถือจานเดินจากไปกับเพื่อนสนิท
"..."
สัมผัสได้ถึงสายตาอิจฉาริษยาของหนุ่มๆ รอบข้างที่แทบจะลุกเป็นไฟ
สวีมู่เซินรู้ดีว่านี่คือกลอุบายที่พวกยันเดเระใช้กัน
เธอไม่แสดงท่าทีใดๆ แต่กลับทำท่าทางสนิทสนมเป็นพักๆ ทำให้คนอื่นคิดไปเองว่าทั้งสองคนคืนดีกันแล้ว
แถมยังทำให้คนอื่นคิดลึกไปได้มากกว่านั้นอีก...
สวีมู่เซินรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร รอจนถึงมหาวิทยาลัย กลอุบายเหล่านี้ก็จะใช้ไม่ได้ผลเอง
สวีมู่เซินกินข้าวเสร็จก็ไปที่สวนหลังสนามกีฬาก่อน
เมื่อเดินเข้าไปในตรอกที่เงียบสงบนี้ สวีมู่เซินก็เห็นรถเข็นคุ้นตา และชุดกระโปรงยาวสีอ่อน
หญิงสาวยังคงกินข้าวอยู่ แก้มป่อง เคี้ยวอย่างช้าๆ อย่างตั้งใจ
สวีมู่เซินไม่ได้เดินเข้าไปรบกวนเธอ ในฐานะคนยุคใหม่ โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็น คนส่วนใหญ่มักจะดูทีวี เล่นโทรศัพท์มือถือ หรือพูดคุยกันระหว่างกินข้าวถึงจะกินได้ลง
แต่การที่เธอตั้งใจกินข้าวราวกับจะสู้กับข้าวจริงๆ แบบนี้ ก็หาได้ยากจริงๆ
สวีมู่เซินนั่งลงบนม้านั่งที่ห่างจากเธอไปสิบกว่าเมตร มองดูแก้มป่องๆ ของเธอ กับท่าทางเงอะงะ มันเหมือนกระรอกที่กำลังเคี้ยวถั่วลิสงจนเต็มปาก
น่ารักสุดๆ
สวีมู่เซินอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา อันหน่วนหน่วนก็ส่งข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก เธอเก็บกล่องข้าวเรียบร้อย ก็เห็นสวีมู่เซินกำลังยิ้มให้เธอ
"ยิ้มอะไรเล่า..."
ดูเหมือนเธอจะไม่รู้จักคำว่ากุลสตรี เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ แล้วพูดออกมา
สวีมู่เซินเดินเข้าไป
"เมื่อกี้เห็นเธอกินข้าวอร่อย เลยไม่กล้ารบกวน"
"อ๋อ แล้วนายล่ะ?"
"ฉันก็เพิ่งกินข้าวที่โรงอาหารเสร็จ"
"โรงอาหารเหรอ... ข้าวในโรงอาหารอร่อยมากเหรอ?"
อันหน่วนหน่วนดูเหมือนจะอยากรู้เรื่องข้าวในโรงอาหารของนักเรียนมาก
สวีมู่เซินมองไปที่เธอ ที่จริงรสชาติอาหารในโรงอาหารของนักเรียนก็ถือว่าธรรมดา แต่มีเงินอุดหนุนทำให้ราคาถูกกว่า
แต่หญิงสาวตรงหน้า คงไม่กล้ากินข้าวในโรงอาหารด้วยซ้ำ...
สวีมู่เซินรู้สึกสงสาร จึงยิ้มแล้วพูดว่า
"ที่จริงไม่อร่อยเลย ฉันยังชอบกินข้าวที่บ้านทำมากกว่า แต่ที่บ้านยุ่ง ฉันเลยไม่สะดวกเอาข้าวกล่องไป"
"อ๋อ..."
อันหน่วนหน่วนพยักหน้า แล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
"ว่าแต่ รูปที่เราคุยกันเมื่อวาน เธอเตรียมไว้หรือยัง?" สวีมู่เซินถาม
"อืมๆ วาดเสร็จแล้ว"
เมื่อพูดถึงงานใหม่นี้ ดวงตาของอันหน่วนหน่วนก็เป็นประกายขึ้นมา เธอหยิบซองกระดาษแข็งออกมาจากกระเป๋าข้างรถเข็น
เปิดดูข้างใน ก็มีภาพร่างสามภาพ แมวหนึ่งตัว หมาหนึ่งตัว และกระรอกหนึ่งตัว
เป็นภาพที่น่ารักมาก ดวงตาโตๆ น่ารักๆ เหมาะกับไอคอนเกมแนวพัซเซิล
"เป็นยังไงบ้าง?"
อันหน่วนหน่วนหยิบองุ่นออกมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วกินไปพลาง ถามด้วยความคาดหวัง
"อืม ดีมาก"
สวีมู่เซินยิ้มแล้วพยักหน้า หันกลับไปมองเธอ ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมาก อันหน่วนหน่วนสายตาสั้นเล็กน้อย
เธอยื่นหน้าเข้ามา เพราะความสูงที่ต่างกัน ใบหน้าเล็กๆ ของเธอจึงเหมือนวางอยู่บนไหล่ของสวีมู่เซิน
สวีมู่เซินหันกลับไป ก็สบเข้ากับดวงตาหวานซึ้งคู่นั้น และแก้มยุ้ยๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำองุ่น
อันหน่วนหน่วนมักจะปล่อยผมยาวสยาย ปกติจะบดบังใบหน้า แต่พอได้มองใกล้ๆ แบบนี้ เธอก็สวยมากจริงๆ สวยไม่แพ้เย่าหมิงเยว่เลย
แถมเธอดูเหมือนจะไม่ประสีประสาอะไรเลย มองดูใบหน้าขาวผ่องที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อที่เปรอะเปื้อนน้ำองุ่น ดูหอมหวานเป็นพิเศษ
สวีมู่เซินกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว
ดวงตาของอันหน่วนหน่วนใสกระจ่าง เธอได้ยินเสียงสวีมู่เซินกลืนน้ำลาย ไม่เพียงแต่ไม่เขินอาย กลับขยับริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ แล้วยังโน้มตัวเข้ามาใกล้เขามากขึ้นอีก
"นายอยากลองชิมบ้างไหม?"
สวีมู่เซินชะงัก มองไปที่ริมฝีปากที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม...
เด็กสมัยนี้รุกกันขนาดนี้เลยเหรอ?
ถ้างั้น ก็ลองชิมดูหน่อยดีไหม?
(จบตอน)