- หน้าแรก
- ตัวร้ายไร้พ่าย เริ่มต้นก็บังคับอาจารย์พระเอกมาเป็นฮูหยิน
- บทที่ 8 ความอดทนของลั่วเสิน
บทที่ 8 ความอดทนของลั่วเสิน
บทที่ 8 ความอดทนของลั่วเสิน
บทที่ 8 ความอดทนของลั่วเสิน
ดังคำกล่าวที่ว่า การจะได้ครอบครองร่างกายของสตรีนันแสนง่าย แต่การจะได้ครองใจนางนั้นกลับยากเย็นยิ่งนัก
ในฐานะผู้ทะลุมิติ ซูเฉินเห็นพ้องกับคำกล่าวนี้อย่างที่สุด
เขาไม่ต้องการให้ฉู่เยียนหรานลุกขึ้นมาฆ่าเขาในขณะที่เขากำลังหลับใหลในวันใดวันหนึ่ง
ดังนั้น สองศิษย์อาจารย์อย่างฉู่เยียนหรานและเย่ฟาน จะต้องกลายเป็นศัตรูกันอย่างถาวร!
เขาหยิบหินบันทึกภาพออกมาจากอกเสื้อแล้วส่งให้ฉู่เยียนหราน
"ข้างในนี้คืออะไรหรือ?"
ฉู่เยียนหรานรับหินบันทึกภาพมาจากมือของซูเฉินพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"เจ้าดูเองแล้วจะรู้"
พูดจบ ซูเฉินก็หลับตาลงแสร้งทำเป็นหลับไป
"เจ้าค่ะ"
ฉู่เยียนหรานพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ถ่ายเทพลังปราณเข้าไปในหินบันทึกภาพ
ครู่ต่อมา ม่านแสงอันชัดเจนก็ปรากฏขึ้นภายในห้อง
สภาพแวดล้อมที่ปรากฏบนม่านแสงคือคุกสวรรค์ของสำนักกระบี่อมตะที่ทั้งมืดมิดและอับชื้น
เย่ฟานนอนระทมอยู่บนพื้น แววตาว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา สีหน้าเต็มไปด้วยความหดหู่
พลังบำเพ็ญของเขาถูกผนึก ขาทั้งสองข้างหักสะบั้นจนเห็นกระดูกโผล่ออกมา เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ฟื้นตัวจากความอัปยศอดสูที่ได้รับในโถงประชุมวันนี้
ที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตเพียงใด เขามักจะแก้ไขมันได้อย่างง่ายดายด้วยโชควาสนาและเศษเสี้ยววิญญาณของลั่วเสินที่อยู่ในแหวน
เขามักจะเป็นฝ่ายที่ตบหน้าผู้อื่นมาตลอด แล้วเขาเคยต้องมาถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีในทุกรูปแบบเหมือนวันนี้เสียเมื่อไหร่?
เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของเย่ฟาน ในฐานะอาจารย์ หัวใจของฉู่เยียนหรานก็สั่นคลอนด้วยความสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง
แต่เพราะเกรงว่าซูเฉินจะสังเกตเห็นสีหน้าของนาง นางจึงค่อยๆ หันกลับไปแอบชำเลืองมองเขา เมื่อเห็นว่าเขาหลับตาสนิทแล้ว นางจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกและตั้งใจดูม่านแสงต่อไป
ทันใดนั้น ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นบนม่านแสง
แหวนที่นิ้วชี้ของเย่ฟานพลันเปล่งแสงสว่างวาบ กระแสพลังวิญญาณสายหนึ่งพุ่งออกมาและควบแน่นเป็นร่างสตรีต่อหน้าเย่ฟาน
ร่างนั้นคือเศษเสี้ยววิญญาณของลั่วเสินนั่นเอง
ลั่วเสินมีความงดงามอย่างยิ่งยวด นางสวมชุดกระโปรงสีขาวราวกับหิมะ ผิวพรรณของนางประหนึ่งแกะสลักจากน้ำแข็งและหิมะที่เปล่งประกายเรืองรอง
ดวงตาคู่งามที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน ราวกับจะสามารถพรากวิญญาณของบุรุษไปได้ทุกเมื่อ
ไฝเสน่ห์ที่หางตาขวายิ่งเพิ่มความตราตรึงใจให้นางอย่างบอกไม่ถูก
แม้แต่ซูเฉินเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะแอบหรี่ตามองจากอาการแสร้งหลับ เพื่อพินิจพิจารณาความงามของลั่วเสินบนม่านแสงนั้น
"หึๆ... ความงามระดับนี้ เกรงว่าคงไม่มีผู้ชายหน้าไหนยอมปล่อยให้หลุดมือไปหรอกจริงไหม?"
ตอนนี้ซูเฉินเข้าใจแล้วว่าทำไมเย่ฟานถึงได้เข้าครอบครองลั่วเสินอย่างบ้าคลั่งทันทีหลังจากที่ช่วยนางสร้างกายเนื้อได้สำเร็จ
ขนาดเป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณยังงดงามถึงเพียงนี้ หากนางมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็...
เขาแทบจะหาสรรพคำมาบรรยายความงามนี้ไม่ได้เลย
ภาพบนม่านแสงดำเนินต่อไป
ลั่วเสินมองเย่ฟานด้วยสายตาอ่อนโยน "เสี่ยวฟาน อย่าได้วู่วามไป จิตเต๋าของเจ้าเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงแล้วนะ"
"นังแพศยาฉู่เยียนหรานนั่น บังอาจลงมือหักขาข้าด้วยตัวเองต่อหน้าไอ้ขยะซูเฉิน จะไม่ให้ข้าโกรธแค้นได้อย่างไร!"
เย่ฟานในตอนนี้เปรียบเสมือนถังดินปืนที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ!
"ข้าไม่ควรเชื่อท่านตั้งแต่แรก ข้าน่าจะใช้ผงราคะจัดการนังแพศยาฉู่เยียนหรานให้ขึ้นมาปรนนิบัติบนเตียงตั้งนานแล้ว ดูสิ ตอนนี้พรหมจรรย์ของนังนั่นกลับถูกไอ้ขยะซูเฉินชิงตัดหน้าไปเสียเปล่าๆ!"
"อา... นังแพศยาฉู่เยียนหรานกับไอ้สวะซูเฉิน พวกเจ้าคอยดูเถอะ ข้าจะไม่มีวันปล่อยพวกเจ้าไปแน่!"
น้ำเสียงของเย่ฟานเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไม่ยอมรับในโชคชะตา!
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้จากปากเย่ฟาน ร่างบางของฉู่เยียนหรานก็สั่นสะท้านด้วยความโกรธแค้น นึกไม่ถึงเลยว่าศิษย์สายตรงที่นางคอยฟูมฟักมาตลอดจะเป็นศิษย์ทรพีที่เนรคุณได้ถึงเพียงนี้!
เขามัวแต่คิดเรื่องที่จะล่วงเกินนางผู้เป็นอาจารย์มาโดยตลอด!
หากไม่ใช่เพราะซูเฉิน นางคงไม่มีวันรู้เลยว่าตนเองเลี้ยงลูกตะกวดเอาไว้ข้างกาย
ภาพบนม่านแสง...
"เสี่ยวฟาน..."
เมื่อเห็นท่าทีที่คุมสติไม่อยู่ของเย่ฟาน ลั่วเสินก็ได้แต่ถอนหายใจ "เจ้ายังเยาว์นัก โอกาสในภายภาคหน้ายังคงมีอีกมากมาย!"
"ท่านป้าลั่ว แล้วทำไมตอนที่ข้าเรียกท่านในโถงประชุม ท่านถึงไม่ยอมออกมาช่วยข้าล่ะ?"
เย่ฟานเอ่ยถามด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
"ข้า..."
เมื่อถูกถามเช่นนั้น ลั่วเสินก็ถึงกับพูดไม่ออก
"ท่านป้าลั่ว นังแพศยาฉู่เยียนหรานทรยศข้าไปแล้ว ท่านเองก็จะทิ้งข้าไปเหมือนนางด้วยอย่างนั้นหรือ?"
เย่ฟานถามพลางน้ำตาไหลพรากออกมา
ปกติแล้ว ทันทีที่เขาเริ่มร้องไห้ ลั่วเสินมักจะใจอ่อนเสมอ
ทว่าในวินาทีนั้น ทั้งซูเฉินและฉู่เยียนหรานกลับสังเกตเห็นรอยยิ้มเย็นที่แอบซ่อนอยู่ตรงมุมปากของเย่ฟาน
บัดซบ!
หน้าด้านจริงๆ!
มันแกล้งบีบน้ำตาชัดๆ!
ซูเฉินสบถด่าในใจ
ภาพบนม่านแสง
เป็นไปตามคาด เมื่อเห็นน้ำตาของเย่ฟาน ลั่วเสินก็รู้สึกปวดใจและรู้สึกผิด "เสี่ยวฟาน ป้าผิดไปแล้ว ในตอนนั้นมีแรงกดดันอันมหาศาลปกคลุมไปทั่วโถงประชุม ป้าจึงไม่กล้าลงมือ"
อย่างไรเสียตอนนี้นางก็เป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ พลังฝีมือไม่อาจเทียบเท่ากับช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดได้ หากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับยอดนักบุญ นางย่อมไม่อาจรับประกันชัยชนะได้
หลังจากฟังคำอธิบาย เย่ฟานก็ดูสงบลงมาก
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "นึกไม่ถึงเลยว่าตระกูลซูจะมีรากฐานแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ถึงขั้นส่งยอดฝีมือระดับยอดนักบุญมาคอยคุ้มกันไอ้ขยะซูเฉินนั่น!"
เมื่อต้องเผชิญกับขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างตระกูลซู เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไร้กำลังและสับสน
เขาสามารถตัดใจจากฉู่เยียนหราน และยอมปล่อยให้ไอ้ขยะซูเฉินรังแจนางต่อไปได้จริงๆ หรือ?
เพียงแค่คิดภาพฉู่เยียนหรานกำลังพยายามเอาอกเอาใจซูเฉินอยู่ใต้ร่าง เย่ฟานก็โกรธจนฟันแทบจะหลุด อยากจะเข้าไปกัดซูเฉินให้ตายคามือ
เมื่อเห็นว่าเย่ฟานยังคงตัดใจไม่ได้ ลั่วเสินจึงเอ่ยปลอบอย่างอ่อนโยน "เสี่ยวฟาน เจ้าต้องจำไว้ว่า ในโลกนี้ พลังคือสัจธรรมที่แท้จริง สตรีก็เปรียบเสมือนอาภรณ์ ตราบใดที่เจ้าแข็งแกร่งพอ เจ้าจะหาหญิงงามแบบไหนมาครองก็ได้มิใช่หรือ?"
"ป้าเข้าใจว่าเจ้ายังอาลัยอาวรณ์ฉู่เยียนหรานนั่นอยู่ เช่นนั้นเมื่อเจ้าแข็งแกร่งขึ้น ก็เพียงแค่ไปที่ตระกูลซูแล้วชิงตัวนางกลับมาเสียก็สิ้นเรื่อง!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของเย่ฟานก็เปล่งประกายราวกับหมาป่าที่หิวโหย!
แต่ผ่านไปเพียงชั่วครู่ แววตานั้นก็หม่นแสงลงอีกครั้ง
"แต่ต่อให้ข้าชิงนางกลับมาได้ นางก็เป็นแค่รองเท้ามือสองที่ไอ้ขยะซูเฉินนั่นเล่นจนเบื่อแล้ว..."
ฟังออกได้ไม่ยากเลยว่าเย่ฟานยังคงก้าวข้ามปมในใจเรื่องนี้ไม่ได้
"หึๆ..."
"เสี่ยวฟาน เจ้ายังไม่ประสีประสาเรื่องทางโลก เจ้ายังไม่เข้าใจหรอก!"
"ท่านป้าลั่วหมายความว่าอย่างไร?" เย่ฟานมองลั่วเสินด้วยแววตาซื่อบื้อประหนึ่งเด็กประถม
ลั่วเสินมองเย่ฟานผู้ใสซื่อแล้วยิ้มออกมา "หญิงพรหมจรรย์นั้นก็ดีอยู่หรอก แต่พวกนางก็เปรียบเหมือนแอปเปิ้ลเขียวที่ทั้งเปรี้ยวและฝาด สตรีที่ผ่านโลกมาแล้วต่างหากคือที่สุด เหมือนลูกท้อที่สุกงอม ไม่เพียงแต่จะหวานฉ่ำแต่ยังช่วยคลายกระหายได้ดีนัก!"
"ดังนั้น ยิ่งเจ้าเพิ่มระดับพลังได้เร็วเท่าไหร่ สตรีที่เจ้าจะได้ครอบครองก็จะยิ่ง..."
เมื่อได้ฟังคำพูดหว่านล้อมของลั่วเสิน ดวงตาของเย่ฟานก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่าสิ่งที่นางพูดนั้นช่างมีเหตุผลยิ่งนัก!
เหตุผลที่ซูเฉินสามารถบีบบังคับรับฉู่เยียนหรานเป็นอนุภรรยาได้ โดยที่สำนักกระบี่อมตะทั้งสำนักไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว ไม่ใช่เพราะพวกเขาขยาดในอำนาจของตระกูลซูที่หนุนหลังซูเฉินหรอกหรือ?
ตราบใดที่เขาพัฒนาความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว สักวันเขาจะเหยียบย่ำตระกูลซูไว้ใต้แทบเท้า!
ถึงเวลานั้น สตรีทั่วทั้งทวีพเทียนเสวียนมิใช่จะต้องมาสยบแทบเท้าเขาตามใจสั่งหรอกหรือ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หัวใจของเย่ฟานก็ลุกโชนไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อีกครั้ง!
เขาเม้มริมฝีปากและกล่าวด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว "ฉู่เยียนหราน นังแพศยาไร้ค่า คอยข้าก่อนเถอะ! สักวันข้าจะทำให้เจ้าต้องมาสยบอยู่ภายใต้ร่างกายอันยิ่งใหญ่ของข้าให้ได้!"
เมื่อเห็นดังนั้น ดวงตาคู่สวยของลั่วเสินก็เป็นประกาย ในที่สุดนางก็ได้เห็นเย่ฟานกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง
เรื่องนี้คงต้องขอบคุณซูเฉินเสียแล้ว
ในฐานะผู้ที่ผ่านโลกมาอย่างยาวนาน นางย่อมรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้คือยาพิษชั้นดีสำหรับบุรุษ!
ตราบใดที่ได้ลิ้มลองเพียงครั้งเดียว พวกเขาก็จะยิ่งถลำลึกลงไปเรื่อยๆ!
แววตาของลั่วเสินฉายแววเจ้าเล่ห์ พลางเผยยิ้มขี้เล่นที่มุมปาก
อย่างไรเสีย การที่นางจะสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่ได้นั้น ยังคงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเย่ฟานอยู่ดี
นอกจากนี้ นางยังอยากรู้เหลือเกินว่า นิสัยของเย่ฟานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังจากที่ได้ผ่านเหตุการณ์ในครั้งนี้ไปแล้ว
"เจ้า... รู้สึกอย่างไรบ้าง?"