- หน้าแรก
- ย้อนเวลา : บทเพลงรัก ฉบับซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 380 - พวกคุณตกยุคไปแล้วล่ะ!
บทที่ 380 - พวกคุณตกยุคไปแล้วล่ะ!
บทที่ 380 - พวกคุณตกยุคไปแล้วล่ะ!
บทที่ 380 - พวกคุณตกยุคไปแล้วล่ะ!
◉◉◉◉◉
ละครเรื่องนี้มีความแตกต่างจากละครจีนทั่วไปที่ทุกคนเคยเห็นมาไม่น้อยในแง่ของประเภท
อันที่จริงต่อให้ไปอยู่ในกลุ่มละครของทางเกาหลี ประเภทนี้ก็ถือว่าหาดูได้ยากเช่นกัน
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เจิงสี่สัมผัสได้ถึงความทะเยอทะยานของเฟิ่งเกอและสวี่คงจากละครเรื่องนี้ได้ในทันที
เมื่อก่อนไม่ใช่ว่าจะไม่มีบริษัทภาพยนตร์ที่คิดจะบุกตลาดต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นประเภทดีแต่ท่า
ผลงานที่ถ่ายทำออกมา อย่าว่าแต่ในตลาดต่างประเทศจะไม่มีคนดูเลย
เพราะเพื่อเอาใจผู้ชมต่างประเทศ ประเภทของละครจึงแตกต่างจากละครจีนทั่วไปมาก
นั่นหมายความว่าต่อให้จะเอาผลงานส่งออกกลับมาขายในประเทศ กระบวนการนี้ก็ดูจะไม่ราบรื่นนัก
แต่ดูจากตอนนี้ ละครของสวี่คงเรื่องนี้ ไม่ต้องพูดถึงตลาดในประเทศที่น่าจะมีกระแสไม่น้อย ในต่างประเทศผลงานก็น่าจะไม่เลวเช่นกัน
ละครทั้งเรื่องเรียกได้ว่าชนะด้วยบทภาพยนตร์และไอเดียสุดล้ำล้วนๆ
แค่เนื้อเรื่องสองตอนแรกก็น่าดึงดูดใจมากแล้ว
แม้เขาจะคาดเดารสนิยมของผู้ชมฝั่งเกาหลีไม่ถูก แต่รู้สึกว่าละครประเภทนี้ต้องมีตลาดแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น สไตล์ของละคร นักแสดง และองค์ประกอบต่างๆ ล้วนมีกลิ่นอายของฝั่งเกาหลีอย่างเข้มข้น
ละครเรื่องนี้ไม่ใช่ประเภทที่ใช้ข้ออ้างว่าจะบุกตลาดต่างประเทศเพื่อเรียกร้องความสนใจจากแพลตฟอร์มอย่างพวกเขา
แต่ตั้งใจจะไปกวาดความสำเร็จที่ฝั่งเกาหลีจริงๆ
...
"ถึงผมจะเป็นผู้กำกับละครเรื่องนี้ แต่พูดอย่างไม่เกินจริงเลยว่า ระหว่างกระบวนการสร้างละครทั้งเรื่อง โดยเฉพาะในส่วนของบทภาพยนตร์ ล้วนเป็นความดีความชอบของผู้กำกับสวี่ครับ"
"แม้ว่านี่จะเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของเรา และตอนนี้เขาก็กลายมาเป็นเจ้านายของผมแล้ว แต่พรสวรรค์และความสามารถของตัวผู้กำกับสวี่เอง เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาอย่างที่สุด..."
ในฐานะผู้กำกับ เหยากวนอวี่เดินออกมาข้างหน้าแล้วเอ่ยปาก
เขาเองก็รู้ดีว่า ละครใหม่ของเขาในครั้งนี้ ที่สามารถดึงดูดแพลตฟอร์มต่างๆ ในประเทศมาได้มากมายขนาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะบารมีของสวี่คง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เหยากวนอวี่ย่อมต้องเน้นย้ำถึงอำนาจในการควบคุมผลงานของตัวเองเป็นอันดับแรกแน่นอน
นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก
และเขาก็ไม่ชอบให้คนอื่นเข้ามายุ่มย่ามในกระบวนการถ่ายทำของเขา
เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนถูกชักใย
แต่การปรากฏตัวของสวี่คง ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดนี้ไป
ไม่ต้องพูดถึงว่าบทของ "สควิดเกม เล่นลุ้นตาย" ทำให้เขาพอใจแค่ไหน
อันที่จริงตลอดกระบวนการถ่ายทำ จะเห็นได้ว่าสวี่คงพยายามควบคุมความคิดเห็นของตัวเองอย่างมาก นอกจากจะมีจุดที่ต่างจากที่คิดไว้มากเกินไปจริงๆ ไม่อย่างนั้นการถ่ายทำและขั้นตอนหลังการถ่ายทำส่วนใหญ่ เขาก็ปล่อยให้เหยากวนอวี่แสดงฝีมือเต็มที่
เพียงแต่ในกระบวนการนี้ หลังจากได้รับคำแนะนำและชี้แนะจากสวี่คงไม่กี่ครั้ง เหยากวนอวี่ก็รู้สึกว่าความคิดของสวี่คงในหลายๆ ครั้งกลับถูกต้องกว่า
เริ่มมีอะไรก็รีบไปปรึกษาหารือกับสวี่คงทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้เขาจะเป็นผู้กำกับ แต่จริงๆ แล้วสวี่คงในฐานะคนเขียนบทและผู้กำกับดูแลการผลิต กลับมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้เกินขอบเขตหน้าที่เดิมไปมาก
...
คำพูดเหล่านี้ของเหยากวนอวี่ ผู้คนด้านล่างเวทีรวมถึงเจิงสี่กลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจ และไม่ได้สงสัยอะไร
ยังไงซะก่อนหน้านี้ พูดตามตรง เหยากวนอวี่ก็เป็นแค่ผู้กำกับรุ่นใหม่ระดับแถวสอง ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร
อย่างมากก็แค่ได้รับคำชมว่ามีพรสวรรค์เท่านั้น
แต่ความสมบูรณ์ของ "สควิดเกม เล่นลุ้นตาย" เรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่าเทียบไม่ได้เลยกับผลงานเก่าๆ ของเขา
เรื่องนี้ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะนึกถึง "เปิดฉาก" เมื่อช่วงก่อนหน้านี้
สวี่คงเขียนบทเองเหมือนกัน แถมยังแสดงเป็นพระเอกด้วย
ซูเมิ่งที่เป็นผู้กำกับตัวจริงกลับจางมาก หลายคนถึงกับคิดว่าละครเรื่องนี้เป็นผลงานของสวี่คงไปแล้ว
ช่วยไม่ได้ คนตาถึงหน่อยก็ดูออกว่า ซูเมิ่งที่เมื่อก่อนถ่ายแต่ละครวัยรุ่นใสๆ ในรั้วโรงเรียน จู่ๆ จะมาถ่ายงานระดับ "เปิดฉาก" ได้ยังไง
ความสำคัญของบทบาทสวี่คงในเรื่องนี้ ยากที่จะไม่ทำให้คนคิดไปไกลจริงๆ
...
"ทางฉีอี้กั่วของเรา สามารถเสนอราคาค่าลิขสิทธิ์ให้ที่ 150 ล้าน..."
ในฐานะผู้รับผิดชอบของฉีอี้กั่วที่มาในครั้งนี้ เหว่ยเจี๋ยรู้สึกตื่นเต้นมากหลังจากดูละครจบ
แม้เขาจะไม่ได้เชี่ยวชาญ และเรื่องความสามารถในการทำงานจะเทียบกับฉินเซี่ยนไม่ได้
แต่ก็พอจะสัมผัสได้ว่า ศักยภาพทางการตลาดและมูลค่าเชิงพาณิชย์ของ "สควิดเกม เล่นลุ้นตาย" นั้นสูงมาก
ไม่แน่อาจจะเป็นละครระเบิดระเบ้ออีกเรื่องก็ได้
แต่ที่ทำให้เขาแปลกใจคือ หลังจากเสนอราคาไปแล้ว กลับพบว่าหลายคนในที่นั้น รวมถึงเจิงสี่จากเพนกวิน และถูเฉียวเอ๋อร์จากถู่โต้ววิดีโอ ต่างมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจและงุนงงเล็กน้อย
ตอนแรกเขายังไม่รู้สึกอะไร คิดแค่ว่าตัวเองเสนอค่าลิขสิทธิ์สูงขนาดนี้ ซึ่งเกือบจะเท่าทุนสร้างของละครเรื่องนี้แล้ว เพื่อนร่วมวงการเลยตกใจ
แต่ไม่นานเหว่ยเจี๋ยก็ตระหนักว่าไม่ใช่แบบนั้น
เพราะนอกจากเขาแล้ว ไม่มีผู้รับผิดชอบจากแพลตฟอร์มอื่นเอ่ยปากเสนอราคาค่าลิขสิทธิ์ของตัวเองเลยสักคน
...
"ประธานสวีครับ ถ้าทางคุณมีความประสงค์จะร่วมมือ เดี๋ยวหลังจากงานฉายตัวอย่างจบ เราค่อยคุยกันส่วนตัวดีกว่าครับ..."
เหยียนรุ่ยแม้จะแอบขำในใจ แต่สุดท้ายก็ออกมาช่วยแก้สถานการณ์
และตอนนี้เองเหว่ยเจี๋ยถึงเพิ่งจะรู้ตัว
ดูเหมือนเพราะพวกเขาก่อนหน้านี้พลาดการแย่งชิงลิขสิทธิ์ละครใหม่ของเฟิ่งเกอไปหลายครั้ง
เลยไม่รู้กฎที่ทุกคนรู้กันโดยดุษฎีนี้แล้ว
เฟิ่งเกอตั้งใจจะแยกคุยเงื่อนไขกับแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นการส่วนตัว
นี่มันไม่มีแม้แต่ขั้นตอนการประมูลราคาแข่งกันด้วยซ้ำ เฟิ่งเกอตอนนี้ทำได้ถึงขนาดนี้แล้วเชียวเหรอ
แต่เขาก็ต้องยอมรับว่า เฟิ่งเกอมีคุณสมบัติที่จะคุยเรื่องความร่วมมือแบบนี้จริงๆ
เพราะสถานะของอีกฝ่ายในตอนนี้ คือแบบที่ไม่ขาดแคลนพันธมิตรเลย
รวมถึงการที่สามแพลตฟอร์มวิดีโอยักษ์ใหญ่ต่างแย่งชิงลิขสิทธิ์ฉายเดี่ยวกันแบบนี้ เรียกได้ว่าเฟิ่งเกอกุมความได้เปรียบไว้อย่างเบ็ดเสร็จ
...
การมาของเหว่ยเจี๋ย แสดงให้เห็นว่าทางฉีอี้กั่วยังไม่ตัดใจจากความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับสวี่คงและเฟิ่งเกอ
ถึงขั้นยอมเปลี่ยนตัวน้องชายแท้ๆ ของประธานกรรมการอย่างฉินเซี่ยนออกเพื่อความร่วมมือนี้
ฉีอี้กั่วเองก็ไม่โง่ เห็นเฟิ่งเกอผลิตละครระเบิดระเบ้อออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่า
จะให้นั่งดูตาปริบๆ เฉยๆ ได้ยังไง
ดังนั้นเจิงสี่เองก็รู้ดีว่า ครั้งนี้การจะคว้าลิขสิทธิ์ฉายเดี่ยวของ "สควิดเกม เล่นลุ้นตาย" อาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด
ยังดีที่เขาเตรียมตัวมาดีพอสมควร
นอกจากว่าถู่โต้ววิดีโอจะยอมทุ่มสุดตัว ยอมขาดทุนเพื่อเอาลิขสิทธิ์ฉายเดี่ยวเรื่องนี้ให้ได้จริงๆ ถ้าแบบนั้นเขาก็คงจนปัญญา
พูดไปพูดมา ถึงเขาจะรู้ว่าต่อให้ไม่กำไร แต่จริงๆ แล้วละครระเบิดระเบ้อเรื่องหนึ่งก็นำผลประโยชน์ทางอ้อมมาให้แพลตฟอร์มมากมายมหาศาล
แต่ตัวเขาเองไม่ใช่เจ้าของบริษัท ถ้าเกิดผลักดันความร่วมมือสำเร็จ แต่ตัวเองไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ดีไม่ดีอาจจะโดนเบื้องบนเพ่งเล็งเอาได้
เพนกวินวิดีโอในด้านนี้ สู้ถู่โต้วที่กล้าได้กล้าเสียขนาดนั้นไม่ได้จริงๆ
...
เหว่ยเจี๋ยคิดไม่ถึงว่า คนของเฟิ่งเกอกลับเลือกที่จะพบเขาก่อน
เมื่อเข้าไปในห้อง นอกจากผู้กำกับเหยากวนอวี่แล้ว ก็ยังมีเหยียนรุ่ยที่เป็นผู้รับผิดชอบของเฟิ่งเกออยู่ด้วย
ส่วนสวี่คงที่เขาให้ความสำคัญที่สุด กลับนั่งอยู่ริมสุด ทำท่าเหมือนไม่คิดจะคุยด้วยตัวเอง
"ผู้จัดการเหยียน ผมรู้ว่าฉินเซี่ยนมีความขัดแย้งกับผู้กำกับสวี่และบริษัทของคุณ"
"แต่เขาก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของฉีอี้กั่วทั้งหมด ครั้งนี้ผมนอกจากมาหาความร่วมมือแล้ว หลักๆ คือต้องการมาขอโทษเฟิ่งเกอและผู้กำกับสวี่ด้วยครับ"
"ทางฉีอี้กั่วเรายังคงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้ร่วมมือกับเฟิ่งเกอต่อไป..."
เหว่ยเจี๋ยแม้ในบริษัทตอนทะเลาะกับฉินเซี่ยนจะดูแข็งกร้าวมาก
แต่พอเจอคนของเฟิ่งเกอและสวี่คง กลับวางตัวนอบน้อมถ่อมตนสุดๆ
ได้ยินแบบนี้ เหยียนรุ่ยก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่
พูดกันตามตรง ผู้บริหารระดับสูงของฉีอี้กั่วอย่างเหว่ยเจี๋ยเป็นคนมีเหตุผลจริงๆ หรือ
แน่นอนว่าไม่ใช่ เหว่ยเจี๋ยคนนี้จริงๆ แล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับฉินเซี่ยนมากนักหรอก
หรือจะบอกว่าผู้รับผิดชอบของแพลตฟอร์มใหญ่พวกนี้ ล้วนมีสองหน้ากันทั้งนั้น
ความสำเร็จของ "เปิดฉาก" และ "มุมลับที่ซ่อนเร้น" มากพอที่จะทำให้แพลตฟอร์มส่วนใหญ่ในประเทศตอนนี้ เวลาคุยกับพวกเขาก็สุภาพและเกรงใจจนน่าขนลุก
ผลประโยชน์มันบังคับให้ทำแบบนั้นต่างหาก
ถ้าละครใหม่ของเฟิ่งเกอเจ๊งติดต่อกันสักสองสามเรื่อง คาดว่าอีกฝ่ายคงเปลี่ยนเป็นอีกสีหน้าหนึ่ง หรือไม่ก็ขี้เกียจจะสนใจพวกเขาไปเลย
...
"ประธานสวีพูดหนักเกินไปแล้วครับ จริงๆ แล้วไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกันหรอกครับ"
"ความสามัคคีนำมาซึ่งความมั่งคั่งนี่ครับ"
เหยียนรุ่ยตอบกลับยิ้มๆ
ส่วนสวี่คง ตอนนี้ไม่ได้พูดอะไร มองไม่ออกว่าอารมณ์เป็นยังไง
แต่อย่างน้อยก็ถือว่ายอมรับท่าทีที่เหยียนรุ่ยแสดงออก
เหว่ยเจี๋ยโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
ไม่ว่ายังไง อย่างน้อยคำพูดนี้ก็แสดงว่าฉีอี้กั่วกับเฟิ่งเกอยังมีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกัน
"ผมขอพูดตรงๆ เลยแล้วกันครับ ราคาลิขสิทธิ์ฉายเดี่ยวที่เสนอเมื่อกี้คือ 150 ล้าน"
"เพิ่มราคาไปที่ 200 ล้านเลยเป็นไงครับ"
"ทุนสร้างของ 'สควิดเกม เล่นลุ้นตาย' เรื่องนี้ อย่างมากก็ไม่น่าเกินตัวเลขนี้หรอกมั้งครับ"
"นี่ถือเป็นความจริงใจที่ฉีอี้กั่วของเราแสดงออกมาครับ"
เหว่ยเจี๋ยเอ่ยปากอย่างมั่นใจพอสมควร
เพราะในมุมมองของเขา "สควิดเกม เล่นลุ้นตาย" เน้นตลาดต่างประเทศฝั่งเกาหลี
ภายใต้เงื่อนไขนี้ การที่พวกเขาสามารถเสนอราคาลิขสิทธิ์ที่สูงกว่าต้นทุนสร้างละครทั้งเรื่องได้ ถือว่ามีขีดความสามารถในการแข่งขันเพียงพอแล้ว
...
แต่ที่ทำให้เขาแปลกใจนิดหน่อยคือ คนของเฟิ่งเกอที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนี้ แม้แต่สีหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนไปมากนัก
ราวกับว่าราคาค่าลิขสิทธิ์ที่เขาเสนอมา ไม่ได้น่าสนใจเลยสักนิด
หรือเป็นเพราะเพนกวินกับถู่โต้ววิดีโอเจ้าอื่น กล้าจ่ายราคาสูงกว่านี้?
เหว่ยเจี๋ยเริ่มคิดหนัก
หลักๆ คือไม่ใช่การประมูลราคากันแบบเปิดเผย ทำให้เขาไม่มีความมั่นใจในใจจริงๆ
และก็ไม่รู้ว่าที่เหยียนรุ่ยและคนอื่นๆ ทำท่าทางแบบนี้ เป็นการบลัฟเพื่อโก่งราคา หรือว่าแพลตฟอร์มอื่นเสนอราคาสูงกว่าจริงๆ พวกเขาถึงได้มั่นใจขนาดนั้น?
เขารีบชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียอย่างรวดเร็ว นอกจากผลประโยชน์ของบริษัทฉีอี้กั่วแล้ว หลักๆ คือพิจารณาจากมุมมองของตัวเหว่ยเจี๋ยเอง
เขาถูกใจละครเรื่องนี้จริงๆ รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะดัง
ถ้าสุดท้ายทำกระแสได้ระดับเดียวกับ "เปิดฉาก" จริงๆ นั่นก็ถือเป็นผลงานที่เชิดหน้าชูตาได้อย่างแน่นอน
หลังจากนี้ถ้าจะยึดอำนาจบางส่วนจากแผนกลิขสิทธิ์ของฉินเซี่ยนมาอีก ก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
...
"230 ล้าน นี่เป็นราคาสูงสุดที่ผมมีอำนาจเสนอได้แล้วครับ"
"ถ้าสูงกว่านี้ เกรงว่าจะไม่ได้..."
เหว่ยเจี๋ยแทบจะบ้าตาย ถ้าคุยกันตามปกติ เขามั่นใจในความสามารถในการเจรจาต่อรองของตัวเอง
แต่ประเด็นคือทางเฟิ่งเกอ ไม่คุยอะไรเลยจริงๆ เขาพูดอยู่คนเดียวตั้งครึ่งค่อนวัน อีกฝ่ายไม่มีความคิดจะร่วมวงสนทนาด้วยซ้ำ
นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนต่อยลงบนนุ่น ออกแรงไปก็ไม่มีผลอะไร
"ผู้จัดการเหยียน ราคาในใจของพวกคุณคือเท่าไหร่ พอจะบอกใบ้หน่อยได้ไหมครับ"
ทนไม่ไหวจริงๆ เหว่ยเจี๋ยเลยอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
ส่วนเหยียนรุ่ย ตอนนี้ในใจรู้สึกสะใจสุดๆ
อันที่จริงเมื่อก่อนเฟิ่งเกอก็เคยร่วมมือกับฉีอี้กั่วมาไม่น้อย
ตอนนั้นเหยียนรุ่ยก็เคยติดต่อกับฉินเซี่ยนและเหว่ยเจี๋ยผู้บริหารระดับสูงของฉีอี้กั่วพวกนี้อยู่ช่วงสั้นๆ สองสามครั้ง
แต่จะพูดยังไงดี ทุกครั้งอีกฝ่ายมักจะวางท่าสูงส่งตลอด
กดราคาจนน่าเกลียดสุดๆ
ตอนนี้เปลี่ยนมาทำท่าทางนอบน้อมเจียมตัวขนาดนี้ จะไม่ให้สะใจได้ยังไง
...
"300 ล้าน นี่เป็นราคาลิขสิทธิ์สูงสุดที่พวกเราสามารถเสนอให้ได้ในตอนนี้แล้วครับ"
ไม่รอให้เหยียนรุ่ยตอบ สุดท้ายเหว่ยเจี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะลองเสี่ยงดูสักตั้ง
ตั้งแต่เข้ามาจนถึงตอนนี้ ทางฝั่งเฟิ่งเกอยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เขาก็เทหน้าตักบอกราคาต่ำสุดของตัวเองไปแล้ว
แต่เหยียนรุ่ยก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
มองดูสวี่คง เห็นว่าเวลาพอสมควรแล้ว จึงเอ่ยปากว่า
"อันที่จริงเมื่อเทียบกับค่าลิขสิทธิ์แล้ว พวกเราหวังว่าจะร่วมมือกันในรูปแบบแบ่งรายได้มากกว่า..."
คำพูดนี้ทำเอาเหว่ยเจี๋ยอึ้งไป
แบ่งรายได้?
ศัพท์เฉพาะกลุ่มเหลือเกิน จริงๆ รูปแบบละครแบ่งรายได้ทางฉีอี้กั่วก็มี
แต่จะเน้นไปที่ละครทุนต่ำ
จ่ายเงินตามยอดวิวในตอนสุดท้าย
เห็นได้ชัดว่า การแบ่งรายได้ที่ผู้จัดการเหยียนรุ่ยแห่งเฟิ่งเกอพูดถึงในตอนนี้ ไม่ใช่รูปแบบละครแบ่งรายได้ในความเข้าใจของเขา
...
"ผู้จัดการเหยียน การแบ่งรายได้ที่คุณพูดถึง หมายรวมถึงการหาสปอนเซอร์โฆษณาด้วยเหรอครับ"
เหยียนรุ่ยพยักหน้า พร้อมกับเสริมว่า
"รวมถึงส่วนแบ่งจากสมาชิกแบบเสียเงินด้วย..."
"ส่วนจะคำนวณค่าสมาชิกแบบเสียเงินยังไง ผมคิดว่าทางคุณน่าจะรู้ดีกว่าเรา"
เหว่ยเจี๋ยได้ยินแบบนี้ ในใจคิดขึ้นมาทันทีว่า "หมอนี่บ้าไปแล้วเหรอ"
เรียกได้ว่าค่าโฆษณาและรายได้จากสมาชิกแบบเสียเงิน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการอยู่รอดของแพลตฟอร์มเลยทีเดียว
ต่อให้จ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงระยับ ในด้านนี้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเขามีอำนาจตัดสินใจหรือไม่ รูปแบบการแบ่งรายได้แบบนี้ ทางฉีอี้กั่วไม่มีทางตกลงด้วยแน่นอน
...
ตอนนี้เหว่ยเจี๋ยรู้สึกว่า อีกฝ่ายกำลังจงใจกลั่นแกล้งเขา
แน่นอนว่าเป็นเพราะเรื่องของฉินเซี่ยนก่อนหน้านี้ ทำให้เฟิ่งเกอในตอนนี้ ไม่อยากร่วมมือกับฉีอี้กั่วของพวกเขา
ถึงได้ยื่นเงื่อนไขที่หลุดโลกแบบนี้มาเพื่อให้เขาล่าถอยไปเอง
"ผู้จัดการเหยียน เรามาคุยเรื่องที่เป็นไปได้จริงกันดีกว่าครับ..."
เหว่ยเจี๋ยพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง
แต่เหยียนรุ่ยกลับส่ายหน้าตรงๆ
"สำหรับละครเรื่องนี้ ตอนนี้เรายังไม่พิจารณารูปแบบความร่วมมือแบบซื้อขาดลิขสิทธิ์แบบดั้งเดิมครับ"
"ดังนั้น..."
พวกคุณตกยุคไปแล้วล่ะ!
เหยียนรุ่ยได้แต่ถอนหายใจในใจ
อีกฝ่ายไม่รู้เลยสักนิดว่า ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องแบ่งหรือไม่แบ่งรายได้แล้ว
ทางเพนกวินและถู่โต้ววิดีโอ ตอนนี้แข่งกันที่สัดส่วนการแบ่งรายได้ และภายใต้สัดส่วนที่เท่ากัน จะให้เงื่อนไขอะไรที่ดีกว่ากับทางเฟิ่งเกอได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรการโปรโมต หรืออะไรอื่นๆ
มีแค่ฉีอี้กั่วที่ขาดช่วงการเจรจาไปหลายครั้งเท่านั้น ที่ยังมานั่งกลุ้มใจเรื่องค่าลิขสิทธิ์อยู่ตรงนี้
...
[จบแล้ว]