เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18: องค์สังฆราชออกจากด่านกักตน

บทที่ 18: องค์สังฆราชออกจากด่านกักตน

บทที่ 18: องค์สังฆราชออกจากด่านกักตน


บทที่ 18: องค์สังฆราชออกจากด่านกักตน

เด็กสาวเรือนผมสีเงินยืนตัวสั่นเทาด้วยความประหม่าอยู่ที่หน้าประตู มือเรียวกุมสาบเสื้อบริเวณหน้าอกไว้แน่น ภายในซุกซ่อนสมุนไพรเซียน "โศกาลัยสีชาด" แนบกาย อำพรางกลิ่นอายจนไม่มีผู้ใดล่วงรู้สถานะสัตว์วิญญาณจำแลงของนาง

หลังจากเฝ้ารอมานานหลายปี ในที่สุดนางก็เติบใหญ่

นางมาเพื่อตามหาเขา...

บานประตูใหญ่แห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ค่อยๆ เปิดออก เด็กสาวจ้องมองทางเข้าอย่างใจจดใจจ่อ ทว่าเมื่อเห็นปิปี๋ตงเดินออกมา แววตาของนางก็ฉายความผิดหวังวูบหนึ่ง เขาไม่อยากพบนางหรือ?

นางอยากจะหันหลังกลับ แต่ก็ตัดใจทำไม่ลง นับตั้งแต่ชายผู้นั้นทาบทับร่างนางไว้เบื้องล่าง ภาพของเขาก็ฝังแน่นอยู่ในห้วงคำนึง ยากที่จะลืมเลือน

ภาพในอดีตย้อนกลับมา ครั้งนั้นเขากดร่างนางลง และนำบางสิ่งออกมาเจาะร่างนางซ้ำๆ ส่งผลให้จิ้งจอกขาวธรรมดาอย่างนางสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ในเวลาอันสั้น

หลังจากเหตุการณ์นั้น นางได้เห็นเขาอีกเพียงครั้งเดียว

ทั้งสองครั้งเป็นช่วงเวลาที่สั้นนัก

ในตอนนี้ ขอเพียงได้เห็นหน้าเขาอีกสักครั้งก็ยังดี...

ดวงตาของปิปี๋ตงเป็นประกายวาววับเมื่อเห็นเด็กสาว ใช่แล้ว ต้องเป็นนางแน่! ตลอดหลายปีมานี้ หลินอี้พร่ำบ่นถึงนางให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง เรือนผมสีเงินอันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ไม่มีทางที่ใครจะปลอมแปลงได้

ปิปี๋ตงรีบตรงเข้าไปกุมมือเด็กสาวทันที "ท่านแม่! ในที่สุดท่านก็มา ท่านพ่อต้องดีใจมากแน่ๆ"

รูปลักษณ์ภายนอกของเด็กสาวไม่ได้สร้างความห่างเหินในใจของปิปี๋ตงแต่อย่างใด เพราะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร การคงความเยาว์วัยถือเป็นเรื่องปกติ

ด้วยเหตุนี้ เด็กสาวที่ยังคงมึนงงจึงถูกปิปี๋ตงลากเข้ามาในสำนักวิญญาณยุทธ์

ไม่นานนัก หลินอี้ก็กลับมาถึง

ทันทีที่ระบบเห็นเด็กสาว มันก็อุทานลั่น [ฉิบหายแล้ว นี่มันสัตว์วิญญาณจำแลงกายมาไม่ใช่รึ?]

ดวงตาของหลินอี้เป็นประกายเช่นกัน "ภรรยา ในที่สุดเจ้าก็มา ข้าตามหาเจ้ามานานเหลือเกิน"

เด็กสาวยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีก

เหมือนหลินอี้จะนึกอะไรขึ้นได้ จึงเอ่ยถาม "จริงสิ เจ้าชื่ออะไร?"

ปิปี๋ตง: "?"

ท่านพ่อของนางยังไม่รู้จักชื่ออีกฝ่ายด้วยซ้ำ แต่กลับบอกให้นางเรียกอีกฝ่ายว่าท่านแม่ในอนาคตเนี่ยนะ?

พวงแก้มของเด็กสาวขึ้นสีระเรื่อ "ข้า... ข้าชื่อหลินไป๋"

นี่คือชื่อที่นางตั้งให้ตัวเอง

ครั้งที่สองที่พบนางพึ่งจะกลายร่างได้ไม่นานและยังไม่เคยสัมผัสกับมนุษย์ จึงยังพูดไม่ได้ ต่อมาเมื่อโตขึ้น นางได้พบหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งและเรียนรู้ภาษามนุษย์จากชาวบ้าน

เนื่องจากหลินอี้แซ่หลิน และร่างที่แท้จริงของนางคือจิ้งจอกขาว นางจึงตั้งชื่อตนเองว่า หลินไป๋

ระบบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลินไป๋จะกลายมาเป็นท่านแม่ของปิปี๋ตงจริงๆ

มันอดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งสาวปากฉีกและหลินไป๋ตาบอดหรืออย่างไร?

ทำไมถึงมาหลงรักหลินอี้ได้?

ดูเหมือนทั้งคู่จะตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ?

ไม่นานระบบก็หาเหตุผลให้ตัวเองได้ [บางทีอาจเป็นเพราะพวกนางไม่ใช่มนุษย์...]

เมื่อมองดูหลินไป๋ ระบบก็เกิดนึกสนุกอยากกวนประสาทขึ้นมา จึงถามว่า [โฮสต์ ท่านลืมสาวปากฉีกไปแล้วหรือ?]

"แน่นอนว่าไม่"

[แล้วท่านยังจะแต่งงานกับหลินไป๋?]

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?"

[นี่ไม่เรียกว่าหลายใจรึ?]

หลินอี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างจริงจัง "ข้าเปล่า"

[ปากแข็ง]

หลินอี้ไม่ต่อล้อต่อเถียงอีก เขาจูงมือหลินไป๋เตรียมพานางไปหาของอร่อยกิน "ในป่าซิงโต่วคงไม่มีอะไรให้กินมากนัก ข้าจะพาเจ้าไปเดินเที่ยวตลาดหาของอร่อยๆ กินกัน"

ปิปี๋ตงมองตามแผ่นหลังของหลินอี้ที่เดินจากไปพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

ดีจัง ท่านพ่อจะไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว!

หลังจากขึ้นเป็นสังฆราช ภารกิจของนางรัดตัวจนเวลาที่ได้อยู่กับหลินอี้น้อยลงตามลำดับ ตอนนี้มีหลินไป๋มาอยู่ด้วย นางก็วางใจขึ้นมาก

เป้าหมายต่อไปคือการก่อตั้งโรงเรียน!

กฎเดิมของสำนักวิญญาณยุทธ์ที่ช่วยปลุกวิญญาณยุทธ์ให้เด็กๆ ยังคงอยู่ เพิ่มเติมคือการสร้างโรงเรียนเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน

ผู้ที่ไม่มีทุนทรัพย์สามารถทำงานแลกค่าเล่าเรียนได้ ตราบใดที่มีความมุมานะ ทุกคนก็สามารถเป็นวิญญาจารย์ได้

นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้งวิทยาลัย "อุปกรณ์วิญญาณ" โดยมีลุงเถี่ยและคณะรับหน้าที่เป็นคณบดีรุ่นแรก รับผิดชอบด้านการผลิตและวิจัยอุปกรณ์วิญญาณโดยเฉพาะ

คำว่า "อุปกรณ์วิญญาณ" นี้ลุงเถี่ยเป็นผู้ตั้งชื่อ หมายถึงเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังวิญญาณ

นโยบายต่างๆ ถูกประกาศใช้และดำเนินการทีละขั้น สำนักวิญญาณยุทธ์ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "จักรวรรดิวิญญาณยุทธ์" และในฐานะที่เป็นอาณาจักรเพียงหนึ่งเดียวบนทวีป การดำเนินนโยบายจึงเป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ

หนึ่งปีผ่านไปในชั่วพริบตา

ในวันนี้เอง เฉียนซุนจีก็ได้ออกจากด่านกักตน อาการบาดเจ็บของเขาหายดีแล้ว แต่เมื่อก้าวออกมาเห็นโลกภายนอก เขากลับรู้สึกงุนงงสับสน

ทำไมสำนักวิญญาณยุทธ์ถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้?

เขาคว้าตัวคนแถวนั้นมาถาม "นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?"

คนผู้นั้นเพ่งมองเฉียนซุนจี แล้วจำได้จึงร้องอุทานด้วยความตกใจ "ท่าน... ท่านยังไม่ตายอีกหรือ?"

เฉียนซุนจี: "..."

ถ้าคำนวณไม่ผิด เขาควรจะเก็บตัวไปแค่ปีกว่าๆ ไม่ใช่ยี่สิบปีเสียหน่อย ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเขาตายไปแล้ว?

บิดาของเขาก็ยังอยู่ไม่ใช่รึ!

"ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

คนผู้นั้นมีสีหน้าลำบากใจ แต่สุดท้ายก็แข็งใจตอบ "ข้าต้องไปเรียนถามองค์จักรพรรดินีก่อน จึงจะตัดสินใจได้ว่าจะบอกท่านได้หรือไม่"

เฉียนซุนจี: "..."

เขาคำรามลั่น "ข้าคือองค์สังฆราช!"

"แต่... สำนักวิญญาณยุทธ์ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว!"

เฉียนซุนจี: "..."

เขาบุกไปหาปิปี๋ตง บัดนี้ในฐานะจักรพรรดินี นางแผ่กลิ่นอายสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าแต่ก่อน ชวนให้ผู้คนหลงใหล

สีหน้าของเฉียนซุนจีซับซ้อน "ข้าให้เจ้าเป็นสังฆราชรักษาการดูแลสำนักวิญญาณยุทธ์ชั่วคราว แล้วดูสิ่งที่เจ้าทำสิ?"

ใบหน้าของปิปี๋ตงสงบนิ่ง "ในเมื่อท่านออกจากด่านแล้ว เช่นนั้นตำแหน่งสังฆราช ข้าคืนให้ท่าน"

เฉียนซุนจีแทบคลั่ง "แต่สำนักวิญญาณยุทธ์มันสาบสูญไปแล้ว ข้าจะเป็นสังฆราชของอะไร!"

"เรื่องนั้นง่ายนิดเดียว เดี๋ยวข้าส่งคนไปช่วยท่านก่อตั้งสำนักวิญญาณยุทธ์ขึ้นมาใหม่ก็ได้"

เฉียนซุนจี: "..."

ตอนนี้จักรวรรดิวิญญาณยุทธ์ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ การไปตั้งสำนักวิญญาณยุทธ์แข่งก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ

ต่อให้ปิปี๋ตงไม่ลงมือฆ่าเขา ตำแหน่งสังฆราชแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ที่ตั้งขึ้นใหม่ก็คงไร้อำนาจวาสนาใดๆ

เขาเพิ่งจะเก็บตัวไปแค่สองปีเองนะ!

ช่างเถอะ...

เฉียนซุนจีตระหนักว่าเด็กสาวที่เขาเคยหมายปอง บัดนี้ได้ก้าวไปสู่จุดที่เขาเอื้อมไม่ถึงเสียแล้วโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว

เขาอยากจะหนีไปให้พ้น แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะสำนักวิญญาณยุทธ์กุมความลับที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น

ณ สถานที่ตั้งเดิมของสำนักวิญญาณยุทธ์ ที่ซึ่งเฉียนเต้าหลิวผู้เป็นบิดากำลังเก็บตัวอยู่ มีมรดกตกทอดแห่งการสืบทอดตำแหน่งเทพทูตสวรรค์ซ่อนอยู่

ตอนนี้ เขาจำเป็นต้องเร่งฝึกฝนให้พลังวิญญาณถึงระดับ 99 กลายเป็นพรหมยุทธ์สุดขีดจำกัดเสียก่อน จากนั้นด้วยความช่วยเหลือจากบิดา เขาจึงจะสามารถสืบทอดตำแหน่งเทพทูตสวรรค์ได้

เบื้องล่างทวยเทพ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นมดปลวก

ตราบใดที่เขาได้เป็นเทพ ปิปี๋ตงก็จะต้องตกเป็นของเขา

เมื่อคิดได้ดังนี้ เฉียนซุนจีจึงกลับเข้าสู่การกักตนอีกครั้ง

เริ่มจากปรับพื้นฐานพลังให้เสถียร จากนั้นหาวงแหวนวิญญาณหมื่นปีมาดูดซับสักวง แล้วทุ่มเทบำเพ็ญเพียรอย่างสุดกำลัง เพื่อสืบทอดตำแหน่งเทพให้เร็วที่สุด

...

วันเวลาล่วงเลยผ่านไปดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปสี่ปี

ณ หมู่บ้านบนภูเขาอันห่างไกลและเงียบสงบ เด็กชายวัยหกขวบกำลังยืนเขย่งเท้าบนเก้าอี้ตัวเตี้ยอย่างทุลักทุเล เพื่อเคี่ยวน้ำข้าวต้มในหม้อ

เด็กชายหันไปมองบิดาที่เมามายไม่ได้สติ แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น เด็กน้อยรีบวิ่งไปเปิด ผู้ที่ยืนอยู่ด้านนอกคือหัวหน้าหมู่บ้านชราภาพ

เด็กชายทักทายอย่างนอบน้อม "คุณปู่แจ็ค"

"เด็กดี ถังซานน้อย ดูสิปู่เอาอะไรมาฝาก รีบกินเสียสิ!"

ถังซานรับซาลาเปาไส้เนื้อมา "ขอบคุณครับปู่แจ็ค"

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากไม่ได้ความเมตตาจากหัวหน้าหมู่บ้านคอยจุนเจือ เขาคงอดตายไปนานแล้ว ลำพังแรงเด็กตัวเล็กๆ จะทำอะไรได้มากนัก

"ถังซานน้อย วันนี้เป็นวันปลุกวิญญาณยุทธ์ของเจ้า ตามปู่ไปที่กลางหมู่บ้านเถอะ ที่นั่นมีคนจากจักรวรรดิวิญญาณยุทธ์ส่งมาเพื่อช่วยทำพิธีปลุกวิญญาณโดยเฉพาะ"

"ครับ"

ถังซานพยักหน้า เขาบิซาลาเปาออกเป็นสองส่วน กลืนครึ่งหนึ่งลงท้องอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกครึ่งวางไว้บนโต๊ะ รอให้บิดาตื่นมากิน

หัวหน้าหมู่บ้านแจ็คมองภาพนั้นแล้วถอนหายใจ ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ได้แต่นำทางถังซานมุ่งหน้าสู่ใจกลางหมู่บ้าน...

จบบทที่ บทที่ 18: องค์สังฆราชออกจากด่านกักตน

คัดลอกลิงก์แล้ว