- หน้าแรก
- จากโลกปัจจุบันสู่การเป็นเจ้าอาณานิคมในต่างมิติ
- บทที่ 30 ลุยเลย!
บทที่ 30 ลุยเลย!
บทที่ 30 ลุยเลย!
บทที่ 30 ลุยเลย!
"ขืนนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปคงไม่ได้การ ตามข้าขึ้นไปดูลาดเลาข้างบนเถอะ" ปีศาจเงา 'คาร์เตอร์' ทนไม่ไหวอีกต่อไปเมื่อได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากด้านบน
เขากลัวว่าหากยังนั่งเฉยอยู่ ลูกน้องข้างนอกจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น
คาร์เตอร์พาสมุนปีศาจรูปร่างหน้าตาประหลาดหลายสิบตนออกจากห้อง จากนั้นรวบรวมกอบลินนับร้อยที่อยู่ด้านนอก และเดินดาหน้าออกมาจากส่วนลึกของซากโบราณสถานอย่างน่าเกรงขาม
"ย้ากกก! ย้ากกก!"
"ว้ากกก! ว้ากกก!"
กอบลินหลายร้อยตัวที่ติดอาวุธครบมือห้อมล้อมปีศาจเงาคาร์เตอร์และสมุนปีศาจ เดินมุ่งหน้าออกจากซากปรักหักพัง
เมื่อมองดูกองทัพกอบลินอาวุธครบมือรอบกาย ไม่รู้ทำไม ปีศาจเงาคาร์เตอร์และเหล่าสมุนถึงรู้สึกฮึกเหิมและดูมีบารมีมากขึ้นในยามที่เดิน
"ความรู้สึกนี้มันช่างดีจริงๆ มิน่าล่ะทำไมพวกนั้นถึงชอบเอากอบลินกระจอกๆ พวกนี้มาเป็นลูกน้องนัก"
ปีศาจเงาคาร์เตอร์ตัดสินใจว่าหลังจากกลับไปคราวนี้ เขาจะเกณฑ์กอบลินสักพันตัวมาไว้ประดับบารมีบ้าง ในฐานะปีศาจชั้นสูง จะไม่มีลูกน้องเยอะๆ ได้ยังไง?
ไม่กี่นาทีต่อมา คาร์เตอร์และพวกก็มาถึงโถงกว้าง และพบซากศพกอบลินเกลื่อนกลาด โดยมีทหารเกราะดำกำลังเดินตรวจสอบผู้รอดชีวิต
ปีศาจเงาคาร์เตอร์ (ปีศาจระดับสูง 1 ตน, ปีศาจระดับกลาง 34 ตน, กอบลิน 321 ตัว) ปะทะ กองทัพตงเซี่ย (ไพโอเนียร์ 100 นาย, ทหารราบ 500 นาย)
ทั้งสองฝ่ายต่างพบการมีอยู่ของกันและกันพร้อมๆ กัน บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันตา มหาสงครามกำลังจะปะทุ
"เด็กๆ ของข้า!" ปีศาจเงาคาร์เตอร์โบกมืออย่างห้าวหาญ "บุกเข้าไป! ฆ่ามนุษย์พวกนี้ให้หมด!"
"ย้ากกกกกกก!"
"ว้ากกกกกก!"
กอบลินนับร้อยกวัดแกว่งอาวุธและคำรามกึกก้อง เสียงโห่ร้องดังสะท้อนไปทั่วโถงกว้าง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ทหารตงเซี่ยอย่างไม่กลัวตาย
แม้แต่ปีศาจเงาคาร์เตอร์และสมุนปีศาจหลายสิบตนก็พลอยเลือดลมสูบฉีด วิ่งตามไปพร้อมเสียงคำราม!
ตอนนี้คาร์เตอร์เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งวีรบุรุษ จนลืมไปว่าตัวเองเป็นสายลอบสังหาร วิ่งนำหน้าไปพร้อมกับลูกน้อง
ขวัญกำลังใจของทีมปีศาจเงาพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
ด้วยแรงฮึดขนาดนี้ ศึกนี้! ต้องชนะแน่!
ในทางกลับกัน ฝ่ายตงเซี่ยกลับเงียบกริบ ไม่มีใครส่งเสียงโห่ร้องแม้แต่คนเดียว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เทียบกันไม่ติดเลยสักนิด
ทหารตงเซี่ยเพียงแค่หยิบอาวุธออกมาอย่างเงียบเชียบ ทันทีที่เห็นมอนสเตอร์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นไรเฟิลจู่โจมไพโอเนียร์ ปืนกลมือไพโอเนียร์ ปืนซุ่มยิงไพโอเนียร์ เครื่องยิงลูกระเบิด เครื่องยิงจรวดระเบิดแรงสูง Dragon-16 ปืนแกตลิงขนาดพกพา และปืนลูกซอง
พวกเขาปลดเซฟ โหลดกระสุนอย่างรวดเร็ว ยกปืนขึ้นเล็ง
"ยิง!" สิ้นเสียงคำสั่งของไพโอเนียร์ ทหารทุกนายก็เหนี่ยวไกเต็มแรง
ปัง ปัง ปัง ปัง!
ดาดาดาดาดาดาดา!
ตูม!
"ดูปืนแกตลิงศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพี่นี่!" ลิซาร์ดแมนกรีนยกปืนแกตลิงสองกระบอกที่ถอดมาจากเฮลิคอปเตอร์ขึ้น ลำกล้องหมุนติ้ว และในพริบตา กระสุนนับร้อยก็นัดก็พรั่งพรูออกมา!
"ยัยหูยาว! มาดูกันว่าใครจะฆ่าได้มากกว่ากัน" คนแคระไอรอนไวน์ยกเครื่องยิงลูกระเบิดทำมุม 60 องศา ลูกระเบิดถูกยิงออกไปตกกลางวงมอนสเตอร์ ระเบิดตูมตามต่อเนื่อง
ซิลเวียหมอบอยู่กับพื้น นิ้วรัวไกปืนไม่ยั้ง เก็บกวาดมอนสเตอร์ด้วยปืนซุ่มยิงไพโอเนียร์ยาวสองเมตร เมื่อได้ยินคำท้าของไอรอนไวน์ เธอก็กรอกตาแล้วตอบกลับ "ฉันใช้ปืนสไนเปอร์นะยะ ไม่ใช่ปืนกล ถ้าแน่จริงก็ทำให้พวกมันอยู่ห่างๆ สิ แล้วฉันจะแข่งด้วยว่าใครฆ่าได้เยอะกว่า"
"ให้ตายสิ เจ้าซีโร่ขี้งก ถ้าฉันมีเกราะ Exoskeleton ล่ะก็ ฉันจะรีดเร้นอานุภาพของปืนสไนเปอร์ให้ถึงขีดสุด แล้วแสดงให้พวกมันเห็นว่ากระสุนปืนใหญ่มันเป็นยังไง"
ซิลเวียที่มีเพียงปืนซุ่มยิงไพโอเนียร์แต่ไร้ชุดเกราะเสริมพลัง ไม่สามารถปลดปล่อยอานุภาพของปืนได้อย่างเต็มที่
นี่ก็เพื่อปกป้องร่างกายของเธอเอง หากไม่มีเกราะช่วยรับแรงกระแทก แรงถีบมหาศาลจากการยิงโหมดที่สามของปืนซุ่มยิงไพโอเนียร์อาจทำให้กระดูกเธอแหลกละเอียดได้ในนัดเดียว
เสียงปืน เสียงระเบิด ดังประสานกันเป็นบทเพลงแห่งสงคราม กระสุนปลิวว่อนดั่งพายุฝนเข้าใส่ฝูงมอนสเตอร์ ฉีกกระชากร่างพวกมันจนแหลกเหลว
กองทัพมอนสเตอร์ที่ดูน่าเกรงขามเมื่อครู่ บัดนี้แตกกระเจิงไม่เป็นท่า จากจำนวนหลายร้อยเหลือไม่ถึงร้อยในชั่วพริบตา
"อ๊ากกกกก!"
"หนีเร็ว!"
"ช่วยด้วย!"
"โอ๊ยๆๆ ช่วยพาข้าไปที ขาข้าหัก ขาข้าหัก! ข้ายังไม่อยากตาย!" ครึ่งออร์คตนหนึ่งนอนครวญครางบนพื้น แต่ขาของมันไม่ได้หัก ท่อนล่างของมันหายไปทั้งแถบต่างหาก หากไม่ใช่เพราะพลังฟื้นตัวของเผ่าพันธุ์ มันคงตายคาที่ไปแล้ว
แน่นอนว่าพลังฟื้นตัวแค่ช่วยยื้อชีวิตให้มันได้สัมผัสความสิ้นหวังนานขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น อีกไม่นานมันก็จะตายเพราะเสียเลือดมาก
"อ๊ากกกกก!"
เสียงกรีดร้องของมอนสเตอร์ดังก้องไปทั่วซากโบราณสถานอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงร้องดังกว่าเดิมมาก
เพียงแต่เสียงก่อนหน้านี้คือเสียงคำรามปลุกใจ ส่วนเสียงนี้คือเสียงโหยหวน
ทหารตงเซี่ยไม่มีเจตนาจะปรานี พวกเขาบรรจุกระสุนชุดใหม่
แกร๊ก!
ทหารเปลี่ยนแม็กกาซีน ยกปืนขึ้นเล็ง และเหนี่ยวไกอีกครั้ง ปลดปล่อยห่ากระสุนชุดใหม่ออกไปอย่างดุดัน
ปัง ปัง ปัง ปัง!
ดาดาดาดาดาดาดา!
ตูม!
ฝูงมอนสเตอร์ที่บุกมาอย่างน่ากลัว กลายเป็นเถ้าธุลีภายใต้การ 'ดูแล' อย่างอ่อนโยนของปืนผาหน้าไม้จากอารยธรรมวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสามนาที
พวกมันวิ่งได้ไม่ถึงสิบเมตรด้วยซ้ำ ในศึกนี้ มอนสเตอร์ทำได้แค่สามอย่าง: แกว่งอาวุธ คำราม แล้วก็ตายคาที่
ตรงมุมทางเข้าด้านขวาของโถงกว้าง ปีศาจเงาคาร์เตอร์ทรุดลงกับพื้น พิงผนังหอบหายใจแฮ่กๆ "แฮ่ก~ โชคดีที่ข้าวิ่งเร็ว อาวุธของตงเซี่ยน่ากลัวเกินไปแล้ว ช่างหัวภารกิจมันสิ! จบงานนี้ข้าจะหนีไปให้ไกลที่สุด เจอประเทศนี้เมื่อไหร่ข้าจะเดินอ้อม! ไม่สิ ต้องบอกว่าชาตินี้ไม่อยากเจอคนจากประเทศนี้อีกเลยต่างหาก"
หากไม่ใช่เพราะสัญชาตญาณอันตรายที่เตือนสติคาร์เตอร์เมื่อครู่ เขาคงกลายเป็นเศษเนื้อปีศาจเงาไปแล้วเหมือนลูกน้องและพวกกอบลิน
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
จังหวะที่คาร์เตอร์กำลังผ่อนคลายลงเล็กน้อย กระสุนสามนัดก็พุ่งเข้ามาเจาะที่ไหล่ แขน และต้นขาของเขาตามลำดับ
"ไม่นึกเลยว่าข้าจะต้องมาตาย..." คาร์เตอร์สลบเหมือดไปก่อนจะพูดจบประโยค
"จับกุมปีศาจเงาสำเร็จ"
สิ่งที่ยิงโดนเขาไม่ใช่กระสุนสังหาร แต่เป็นกระสุนยาสลบชนิดพิเศษ แต่ละนัดบรรจุยาสลบปริมาณมากพอที่จะล้มช้างตัวโตเต็มวัยได้ในทันที
ทันทีที่คาร์เตอร์คลายร่างเงา ความร้อนในร่างกายก็ถูกตรวจจับโดยกล้องจับความร้อน ซึ่งส่งตำแหน่งของเขาไปยังหมวกยุทธวิธีของทหารทุกนายทันที
การต่อสู้จบลง เหลือเพียงการเก็บกวาดศัตรูที่หลงเหลือ
ตั้งแต่ต้นจนจบ ฝูงมอนสเตอร์ทำอะไรทหารตงเซี่ยไม่ได้เลย สาเหตุไม่ใช่เพราะพวกมันอ่อนแอ แต่เพราะพวกมันไม่เข้าใจอาวุธสมัยใหม่ การวิ่งดาหน้าเข้าหาปากกระบอกปืนแบบตรงๆ จึงนำมาซึ่งจุดจบเช่นนี้
หากมอนสเตอร์พวกนี้ใช้ซากปรักหักพังเป็นที่กำบังและต่อสู้แบบกองโจร คงสร้างความปวดหัวให้ตงเซี่ยไม่น้อย โดยเฉพาะความสามารถแปลงเป็นเงาของคาร์เตอร์ ในพื้นที่มืดและเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวางแบบนี้ เขาคงเหมือนปลาได้น้ำ แต่น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มีคำว่า 'ถ้า'
ในเวลาเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของซากโบราณสถาน
ทีมไพโอเนียร์ค้นพบระเบียงทางเดินแปลกประหลาด ผนังทั้งสี่ด้านแกะสลักภาพจิตรกรรมทางศาสนา แต่มันไม่ใช่รูปทวยเทพแห่งระเบียบ กลับเต็มไปด้วยภาพเทพเจ้าชั่วร้ายและปีศาจแห่งความโกลาหล
ไพโอเนียร์สิบนายย่างเท้าเบาๆ อย่างระมัดระวัง เดินลัดเลาะไปตามระเบียงยาวเหยียด กว่าสิบนาทีผ่านไป พวกเขาก็มาถึงสุดทางและพบห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง
ทีมไพโอเนียร์แยกตัวออกเดินเลาะผนังโดยสัญชาตญาณ หลบเลี่ยงไม่ให้เข้าไปอยู่ในระยะสายตาของห้องนั้น เมื่อถึงปากประตู พวกเขาแนบตัวกับผนังทั้งสองฝั่ง
ไพโอเนียร์นายหนึ่งถอดกล้องจิ๋วจากหมวกยุทธวิธี ยื่นออกไปเล็กน้อย และภาพที่ปรากฏผ่านกล้องก็ทำให้เขาตื่นตะลึง
ห้องนั้นไม่ใหญ่มาก ราวๆ 50 ตารางเมตร กลางห้องมีลูกตายักษ์ขนาดหนึ่งเมตรลอยอยู่ ด้านหลังและด้านข้างของลูกตามีหนวดยาวครึ่งเมตรยั้วเยี้ย ด้านหลังลูกตานั้นมีกระจกบานหนึ่งตั้งอยู่
เมื่อเห็นลูกตานี้ ไพโอเนียร์ตื่นเต้นขึ้นมาทันที สำหรับนักผจญภัยทั่วไป เจ้านี่อาจเป็นแค่มอนสเตอร์ตัวหนึ่ง แต่สำหรับประเทศตงเซี่ย ลูกตาที่ลอยได้นี้คือสมบัติล้ำค่าระดับตำนาน!
หากจับมันไปวิจัยหาสาเหตุที่มันลอยตัวได้ และนำมาพัฒนาเป็นเทคโนโลยี การสร้างยานบรรทุกเครื่องบินลอยฟ้าของจริงก็จะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป