เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1041 วิกฤต ลอบโจมตี

ตอนที่ 1041 วิกฤต ลอบโจมตี

ตอนที่ 1041 วิกฤต ลอบโจมตี


ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันหัวหน้าใหญ่ทั้งห้าก็พบเจอประตูลับเทเลพอร์ตเข้าวิหารปีศาจฟ้า

ประตูลับถูกฝังอยู่ใต้กองเศษอิฐปูน

ถ้าไม่ใช่เพราะบัณฑิตตาเงินแนะนำ  ต่อให้ผู้ท้าทายผ่านด่านใช้เวลาเพิ่มอีกสิบเท่า  พวกเขาคงจะขุดไม่พบแม้แต่คนเดียว

“หลังจากเข้าไปในประตูลับอาจจะมีอันตรายบางอย่าง  อาจมีอสูรปีศาจโบราณนับไม่ถ้วนลอบโจมตีอยู่ภายใน ข้าขอแนะนำให้ส่งกลุ่มนักสู้มือดีออกไปก่อนเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ” มือกระบี่รูปงามให้คำแนะนำหัวหน้าใหญ่เริ่นเทียนเกอ

“ข้าเห็นด้วย” ฮ็อกบุรุษผมแดงเห็นด้วย

“......” ชิงหมอไม่พูดอะไรสักคำ  แม้ว่าเขาไม่เห็นด้วย  แต่เขาก็ไม่คัดค้าน

“แล้วท่านคิดว่ายังไง?” เริ่นเทียนเกอให้ความสำคัญความคิดเห็นของบัณฑิตตาเงินมากที่สุด

บัณฑิตตาเงินไม่ได้เอ่ยปากพูด  เขาเพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อย เริ่นเทียนเกอดีใจโบกมือสั่งนักสู้ฝีมือดีที่สุดเข้าไปในประตูลับโบราณก่อน

ครึ่งชั่วโมงต่อมาหน่วยนักสู้ฝีมือดีของเริ่นเทียนเกอกลับมา

เขารายงานหัวหน้าใหญ่ว่ามีประตูลับสองชั้น

ข้างในมีพื้นที่มิติมากขึ้นเรื่อยๆ มีเขาวงกตที่แปลกประหลาดและประตูลับสำหรับเทเลพอร์ตแห่งที่สอง โชคดีที่บางคนในกลุ่มเก่งมากในการสำรวจทางแกะรอยมิฉะนั้นคงทำภารกิจนี้ได้ไม่สำเร็จ  ตอนนี้ทุกคนกำลังเจอกับปัญหาอย่างเห็นได้ชัดถ้าเข้าไปในพื้นที่นอกจากเขาวงกต มีแต่ทำให้ปวดหัว  ยังมีประตูลับที่สอง และอาจมีประตูลับที่สามถ้าพวกเขาออกไปอยู่นอกซากเมืองโบราณ หลังจากผู้นำทั้งห้าออกไปแล้วพวกอสูรปีศาจโบราณคงต่อสู้ตอบโต้กลับ และจะไม่มีใครรับมือได้  แล้วจะให้พวกเขาทำอย่างไร?

ในเรื่องนี้ห้าผู้นำใหญ่เรียกประชุมหัวหน้าค่ายน้อยใหญ่ที่เป็นหลักของกลุ่มมาพูดคุยปรึกษาจะคงกองทัพไว้ข้างนอกหรือว่าจะเข้าไป

พวกที่ระมัดระวังตัวเต็มใจจะอยู่ แต่พวกที่มีแรงบันดาลใจกระตือรือร้นยินดีที่จะเข้าไป

ความเห็นถูกแบ่งออกเป็นสองฝักฝ่าย

พวกหัวเก่าสนับสนุนให้อยู่ ส่วนพวกมองโลกในแง่ดีสนับสนุนให้เข้าไปล่าสมบัติ

การประชุมดังกล่าวเด็กใหม่อย่างเย่ว์หยางไม่มีสิทธิ์ร่วมด้วยเป็นธรรมดามีแต่บุรุษตาเดียวที่ได้เข้าร่วมประชุม

ต่างจากผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาทอเรนเป่ยและคนสี่แขน หัวหน้าตาเดียวค่อนข้างเป็นคนหัวอนุรักษ์นิยม เขากับหัวหน้าค่ายมากกว่าสามสิบคนตัดสินใจเหมือนกันนำคนของตนเองออกไปข้างนอก  หากมีการตอบโต้จากอสูรปีศาจโบราณ  เขาจึงจะรับพิจารณาเข้าประตูลับและเข้าสู่เส้นทางวงกต ถ้าไม่มีอสูรปีศาจโบราณโจมตี อย่างนั้นกลุ่มของเขาจะอยู่ภายนอก แต่จะค้นหาประตูลับขุมทรัพย์โบราณที่ซากเมืองใต้ดินข้างนอก  ความจริงในช่วงเวลาสองวันที่ผ่านมาผู้ท้าทายผ่านด่านพบเจอแต่วัตถุโบราณที่มีค่าน้อย

ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมากเกินไป  อาจได้ผลกำไรนิดหน่อย ทำไมไม่ทำอย่างนั้น?

ถ้าทุกคนต้องเข้าไปกันหมดไม่ต้องพูดเรื่องอันตรายหรือไม่  คำถามว่าจะแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร  ไม่ว่าสมบัติโบราณจะมีกี่อย่าง เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะได้รับการแบ่งปันเท่ากันหมดผู้ท้าทายผ่านด่านที่สนับสนุนแนวคิดหัวโบราณไม่ต้องการเห็นพวกเขาฆ่ากันเอง ดังนั้นพวกเขาจึงยอมสละส่วนหนึ่งที่พวกเขาอาจได้รับมาก

“โชคร้ายจริงๆข้าจะติดตามผู้นำที่ขี้ขลาดอย่างเจ้าได้อย่างไร?” เจ้าสัวร่างอ้วนเตี้ยไม่พอใจ เพราะเขาต้องการเข้าไปล่าสมบัติ แต่เพราะห้าผู้นำใหญ่มอบหมายให้พวกเขาตกลงใจเอาเอง  พวกเขาไม่ใช่หน่วยรบที่แข็งแกร่งได้รับมอบหมายให้รั้งอยู่ ดังนั้นการบ่นจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้

“เป็นเรื่องดีที่ยังมีชีวิตรอดอยู่”  เย่ว์หยางบอกว่าไม่สำคัญความจริงเขารู้สึกว่าไม่ว่าจะเข้าไปหรือรั้งอยู่ก็อันตรายพอกัน

แน่นอนว่าลางสังหรณ์นี้เขาไม่สามารถพูดออกมาได้

ประการแรกไม่มีใครเชื่อ

ประการที่สองหลังจากพูดคำนี้ออกไปเขาเชื่อว่าคงไม่นาน บัณฑิตตาเงินคงตรวจพบพิรุธของเขา

เย่ว์หยางไม่ต้องการเปิดเผยความแข็งแกร่งของเขาชั่วคราว  เขาต้องทำความเข้าใจสถานการณ์โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นเช่นไรก่อนจะพูดถึงเรื่องนี้ เขาต้องเข้าวิหารปีศาจฟ้าแน่นอน แต่ไม่ใช่ในตอนนี้

รู้ดีว่าเป็นหลุมพรางแต่ยังดันทุรังเข้าไป นั่นไม่ใช่ความกล้า แต่เป็นความโง่!

อยู่ข้างนอกยังมีโอกาสรักษาชีวิตได้

เย่ว์หยางพักอยู่สองวันบางครั้งก็มีผู้ท้าทายผ่านด่านไปค้นหาวัตถุโบราณในซากเมือง  ของที่ได้มานั้นอาจดูไม่คุ้มค่า แต่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์นี้ทำให้ผู้ท้าทายผ่านด่านที่รั้งอยู่ยังเห็นความหวัง  จะต้องมีสมบัติฝังอยู่ใต้ซากเมืองโบราณนี้มากมาย  ขึ้นอยู่กับวิธีการค้นหาของพวกเขา คนโลภอย่างเจ้าสัวอ้วนเตี้ยรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกว่าผลกำไรในประตูลับจะต้องมากกว่านี้  การรออยู่ข้างนอกเป็นเรื่องเสียเวลา

ถ้าไม่ใช่เพราะพลังของเขาย่ำแย่และเส้นทางเขาวงกตมีความน่ากลัวแฝงอยู่มาก เขาคงแอบลอบเข้าไปแล้ว “เจ้าไม่ไปขุดหาอะไรบ้างหรือ?” เบนบุรุษตาเดียวประหลาดใจเมื่อเห็นเย่ว์หยางนั่งแทะน่องไก่อย่างสบายอารมณ์  เจ้าเด็กใหม่ไม่ชอบขุดหาสมบัติหรือ?   ทำไมเขาเอาแต่นั่งเฉย?  หลายวันมานี้เขาไม่เห็นว่าเจ้าเด็กนี่จะไปขุดค้นหาสมบัติ  เอาแต่กินและนอนทั้งวัน  ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นคนเกียจคร้าน  แต่เด็กใหม่ที่เกียจคร้านอย่างเจ้าตงฟงเขาไม่เคยเห็นมาก่อน

“มีแต่ขยะทั้งนั้น  ไม่เห็นจะน่าสนใจเลย”  เย่ว์หยางโยนกระดูกไก่ในมือทิ้ง

“บางทีอาจจะมีของดีก็ได้...เฮ่ย..ช่างเถอะ”  บุรุษตาเดียวยอมแพ้นั่งดื่มกินทุกวันแม้ว่าจะดูน่าเบื่อไปนิด แต่ก็ยังดีกว่าเพ่นพ่านสร้างปัญหาไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายที่นี่ยังไม่หายไปทั้งหมดถ้าขืนไปตอแยอสูรปีศาจโบราณเข้า อย่างนั้นอาจจบสิ้นกันทั้งหมด”

เด็กใหม่ประสาทจำแนกทางย่ำแย่อย่างเย่ว์หยางเขาคิดว่าอยู่นิ่งๆ ดีกว่าออกไปเพ่นพ่าน มิฉะนั้นเขาไม่รู้ว่าจะออกไปตามตัวเขาได้อย่างไร

วันรุ่งขึ้นหัวหน้าใหญ่ทั้งห้านำทหารแยกออกจากซากเมืองเก่าใต้ดินเพื่อหาอาหารค่ำ

ทันใดนั้นมีเสียงดังผิดปกติที่ปากทางเดินทางลึกเข้าไปในความืด

ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไป

อสูรปีศาจโบราณจะกลับมาโจมตีอย่างนั้นหรือ?

บุรุษตาเดียวและผู้นำค่ายที่ยังรั้งอยู่มีนักสู้ฝีมือดีอยู่เป็นจำนวนน้อยและรอคอยอยู่หน้าค่ายชั่วคราวในเวลาเดียวกันพวกเขาสั่งให้ผู้มาใหม่อย่างเจ้าสัวและเย่ว์หยางรีบไปที่ประตูเทเลพอร์ต  เมื่อสถานการณ์ไม่ดีพวกเขาจะต้องเข้าไปหากองกำลังหลักของห้าผู้นำใหญ่ให้กลับมาสมทบ  สำหรับการแยกย้ายกันหลบหนีถูกปฏิเสธตั้งแต่แรกที่ปรึกษากัน เพราะในเส้นทางใต้ดินนี้ ต่อให้คนที่ทรงพลังมากกว่าก็ไม่สามารถรับคลื่นอสูรปีศาจโบราณเพียงคนเดียวได้  ยังไม่ต้องพูดถึงอสูรปีศาจที่แข็งแกร่ง!

“ยืนหยัดให้มั่นเข้าไว้”  บุรุษตาเดียวตะโกนเสียงลั่น นักสู้ฝีมือดีที่ยังเหลืออยู่รายล้อมตัวเขาและเรียกอสูรออกมาเตรียมรับการโจมตี

“ครืนนนน ครืนนน ครืนนน...”

อย่างไรก็ตามเสียงนั้นฟังดูแปลก

อสูรแมลงและอสูรปีศาจไม่ได้ถาโถมเข้ามาอย่างดุเดือดในระดับปกติ ยกเว้นแต่แมลงตัวเล็กที่แยกออกมาจากกลุ่มมุ่งมาทางด้านบุรุษตาเดียวโดยไม่ได้มองทางด้านนี้เหมือนกับว่ามีบางอย่างที่น่ากลัวกำลังไล่ล่าพวกมัน อสูรหนอนแมลงและอสูรปีศาจที่มากมายกว่ากระแสน้ำหลากพุ่งผ่านซากเมืองใต้ดินข้ามเนินและค้นหาที่ปลอดภัย

ตอนนี้แม้แต่คนตาบอดก็มองออกว่าสถานการณ์ไม่ดี

แต่เดิมทีกองทัพอสูรแมลงและอสูรปีศาจก็น่ากลัวมากพอแล้ว แต่ปรากฏว่าพวกมันหลบหนีกองกำลังที่แข็งแกร่งมากกว่า..มีใครไล่ตามอยู่เบื้องหลังพวกมัน?  หรือว่าเป็นผู้ท้าทายผ่านด่านอื่นจากฝ่ายเทพ หรือเป็นคนอื่น?

ผู้ท้าทายผ่านด่านที่ไม่รอมีอาการสนองตอบมองเห็นอสูรปีศาจอื่นด้านหลังได้รับบาดเจ็บและพยายามหนี

พวกมันดุร้ายแต่ไม่ได้มองคนของบุรุษตาเดียว  แต่พวกมันวิ่งหนีให้ไกลอย่างสุดฝีเท้า  อสูรปีศาจโบราณบางตัวหนีช้าไปเล็กน้อย จู่ๆมันร้องและล้มลงกับพื้นเลือดไหลท่วม

“มังกรกระดูก!”

ไม่ทราบว่าใครบางคนตะโกนร้องบอก

เย่ว์หยางปะปนอยู่ในกลุ่มคนเห็นมังกรกระดูกหลายร้อยตัวตั้งแต่พลังปราณฟ้าระดับสามจนถึงระดับห้า พวกมันกรูกันเข้ามาตามทางเดินใต้ดิน

มังกรกระดูกในฐานะหนึ่งในอสูรหลักสำหรับต่อสู้ของค่ายมาร  ผู้ท้าทายผ่านด่านในหุบเขาอสูรล้วนคุ้นเคยกันทุกคน  อย่างไรก็ตามอสูรศึกที่น่ากลัวของค่ายฝ่ายมารมาถึงซากเมืองอันมืดมิดใต้ดินได้อย่างไร? ทุกคนก็รู้ว่าซากเมืองใต้ดินนี้อยู่ใกล้กับค่ายพันธมิตรเทพ และห่างจากค่ายมารที่ใกล้ที่สุดถึงหมื่นกิโลเมตร

หากไม่ทราบสถานการณ์ศัตรูจะส่งมังกรกระดูกนับร้อยออกมาล้อมทหารที่เหลือได้อย่างไร?

ถ้าเป็นเช่นนั้นศัตรูต้องรู้ข้อมูล

แล้วศัตรูรู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน?

ผู้นำใหญ่ทั้งห้านำกลุ่มเพื่อกวาดขุมทรัพย์หรือ? ที่น่ากลัวยิ่งกว่าศัตรูรู้ได้อย่างไรว่าผู้นำทั้งห้าไม่ได้รั้งอยู่ในเวลานี้?  หากผู้นำทั้งห้ารั้งอยู่อย่าว่าแต่มังกรกระดูกสองสามร้อยตัวเลย ต่อให้มาหลายร้อยก็จะถูกฆ่าหมด...  ตอนนี้ศัตรูกล้าใช้มังกรกระดูกสองสามร้อยตัวบุกเข้ามา  แสดงว่าศัตรูรู้สถานการณ์ของพวกเขาเป็นอย่างดี

“พระยายมซิวอิ่ง จ้าวกระดูกจิงหายจอมถลกหนังเซี่ยที ผู้นำฝ่ายค่ายมารก็มาด้วย!”

ผู้ท้าทายผ่านด่านมองเห็นผู้ท้าทายผ่านด่านฝ่ายค่ายมารปรากฏตัวเกือบหมื่นใจของพวกเขารู้สึกสิ้นหวัง

แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่ามีผู้นำฝ่ายค่ายมารมีพลังพอๆกับห้าหัวหน้าใหญ่ของเริ่นเทียนเกอ พวกเขาอดกรีดร้องไม่ได้  ขวัญกำลังใจ ความคิดต่อสู้หดหายไปหมด  นี่คือการต่อสู้ที่มิอาจสู้ได้เลยแม้แต่น้อย  ถ้าไม่ต้องสู้ ก็เท่ากับถูกตัดสินชะตาว่าล้มเหลว

สำหรับหัวหน้าค่ายฝ่ายมารมีแปดคน ไม่ว่าใครก็สามารกวาดพวกฝ่ายเทพที่รั้งเหลือทั้งหมดได้

อย่าว่าแต่แปดผู้นำฝ่ายมารเลย แค่ยอดฝีมือภายใต้บังคับบัญชาของพวกเขาที่ส่งออกมาหลายร้อยคนเพียงแค่นี้ก็สามารถบดขยี้ผู้ท้าทายผ่านด่านฝ่ายเทพที่เหลืออยู่ได้  ยอดฝีมือดีของหัวหน้าทั้งห้าถูกพาตัวไปหมด  คนที่รั้งอยู่ไม่ถึงร้อยคนจะต่อสู้กับค่ายฝ่ายมารได้อย่างไร?  เทียบกับศัตรูเกือบหมื่นเทียบกับนักสู้ฝีมือสูงของฝ่ายศัตรูนับพันคน เทียบกับแปดหัวหน้าฝ่ายมารแล้ว  ผู้ท้าทายผ่านด่านฝ่ายพันธมิตรเทพที่สมัครใจรั้งอยู่ในตอนนี้อ่อนแอเหมือนตั๊กแตนที่อยู่หน้าล้อรถ  วินาทีต่อมาอาจถูกศัตรูบดขยี้เป็นจุลอย่างง่ายดาย...“เดินไปทีละคน ทุกคนจำไว้ว่าจะต้องไม่เรียกอสูรที่แข็งแกร่งออกมา   อย่ายอมให้ศัตรูได้คะแนนสะสม  ถ้าพวกเจ้าถูกศัตรูจับ  ก็จงสละชีวิตพวกเขาให้มากที่สุด  จำเอาไว้!  อย่ายอมให้ศัตรูประสบความสำเร็จ  ต่อให้เจ้าตายก็ตาม!”  บุรุษตาเดียวส่งเสียงคำรามน่ากลัว  เขาเป็นคนแรกที่ปลุกขวัญกำลังใจให้ต่อต้านศัตรู

“แมลงน้อยที่น่าสมเพช  เจ้าคิดว่าพูดเสียงดังได้จะทำให้คนอื่นกลัวอย่างนั้นหรือ? บอกกับเจ้าก็ได้ เริ่นเทียนเกอยังไม่กล้าอาละวาดต่อหน้าข้าผู้เป็นราชาเลย!”

มีเงาดำขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นทั้งหมดขวางอยู่ด้านหน้าศัตรู

เงาดำนี้มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ

เย่ว์หยางประเมินว่าพลังของคนผู้นี้ไม่ด้อยไปกว่าเริ่นเทียนเกอ  ถ้าไม่ได้มีคุณสมบัติทางธาตุจะเอาชนะคนผู้นี้ให้ได้นั้นไม่ง่ายเลย... จากข้อมูลที่ได้ในวันนี้เย่ว์หยางสามารถตัดสินได้ว่าเงาที่ทรงพลังนั้นก็หัวหน้าจากค่ายมารพระยายมซิวอิ่ง  ถ้าไม่ใช่เพราะจีอู๋ลี่ข่มเขาได้คนผู้นี้จะเป็นนักรบผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหุบเขาปีศาจช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา

ที่ยืนอยู่รอบพระยายมซิวอิ่งมีจ้าวกระดูกจินหาย  และจอมถลกหนังเซี่ยที

ทั้งสองคนนี้เป็นสุดยอดนักสู้ปราณราชันย์ระดับแปด

พลังความแข็งแกร่งด้อยกว่าพระยายมเล็กน้อยและแม้แต่เริ่นเทียนเกอ แต่ในหุบเขาปีศาจเย่ว์หยางประเมินว่าพวกเขาอย่างน้อยก็ต้องเป็นสุดยอดฝีมือห้าอันดับแรกจึงไม่ควรประมาท

จากนั้นยังมีระดับผู้นำอีกห้าคนมีพลังปราณราชันย์ตั้งแต่ระดับห้าถึงระดับหก

เนื่องจากเย่ว์หยางยังขาดข้อมูลและไม่รู้จักชื่อของคนเหล่านี้ เขาสังเกตทักษะพลังของฝ่ายตรงข้ามด้วยจักษุญาณทิพย์

“จะให้ฆ่าพวกนี้ทั้งหมดหรือไม่?”  อัศวินดำผู้ขับขี่มังกรกระดูกถามพระยายม

“ไม่จำเป็น, ไล่พวกมันออกไป ทันทีที่พวกเจ้าไล่ล่าฆ่าเจ้าพวกขี้เกียจไม่หยุดหย่อน ข้าอยากจะดูว่าพวกมันจะรู้สึกทรมานอย่างไรบ้าง  เริ่นเทียนเกอช่างโง่เขลาคิดว่าปลีกตัวหนีไปหลายวันจะสามารถครองหุบเขาอสูรได้ น่าขันเป็นบ้า!  ข้าราชาจะบอกความจริงกับมันหุบเขาปีศาจแม้ว่าจีอู๋ลี่จะจากไปแล้ว แต่มันยังไม่มีสิทธิ์พูดได้!  ขุมทรัพย์โบราณอะไรนั่น  เจ้าเริ่นเทียนเกอเป็นคนโง่งมที่ขายคนไปช่วยคนจำนวนมากที่ไม่มีทางเยียวยา...”  พระยายมซิวอิ่งไม่พูดทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าการกระทำนี้เป็นการสมรู้ร่วมคิดรังมารก็คือปากพยัคฆ์ที่เคี้ยวกินศัตรู ที่นั่นได้มีการติดตั้งกับดักรอให้เริ่นเทียนเกอกระโดดลงไป

ตอนนี้พอได้ยินเขาพูดเช่นนั้นหลายคนสูดหายใจหนาวเหน็บ

แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นกับดักจัดเตรียมของฝ่ายค่ายมารดูเหมือนว่าจะมีคนทรยศที่ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่ม

ลองคิดดูถ้าไม่มีคนทรยศภายใน พระยายมจะมาได้อย่างประจวบเหมาะได้อย่างไร?

อย่างไรก็ตามแนวคิดปัจจุบันของเย่ว์หยางคือยืนยันว่ามีผู้ทรยศภายในสิ่งเดียวที่เขาไม่สามารถคิดได้ก็คือ จอมปีศาจไคเทียนจะเล่นบทบาทอะไรในศึกนี้?

ถ้าจอมปีศาจไคเทียนยังคงถูกผนึกอยู่ในวิหารปีศาจฟ้า  และเขาไม่ทราบทุกอย่างภายนอกเย่ว์หยางรู้สึกว่าเขาคงโง่และไม่คิดเช่นนั้น หากไม่มีข้อมูลลับของจอมปีศาจไคเทียน ไม่มีการชี้นำของเขา เริ่นเทียนเกอคงไม่สามารถพากลุ่มทหารเข้าไปในรังมารได้ ในทำนองเดียวกันพระยายมซิวอิ่งที่อยู่ฝ่ายมารก็เหมือนกันบางคนต้องมีการให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้นำฝ่ายมารที่ไร้ยางอายเดินทางมาหลายพันไมล์การต่อสู้ดังกล่าวมีไคเทียนอยู่เบื้องหลังหรือไม่?

ความจริงก็คือร่างของจอมปีศาจไคเทียนยังไม่ถูกปล่อยออกมาจากผนึก  หรือว่าเขาสามารถแยกร่างออกมาลงมือได้?

หรือว่าเขาต้องการใช้เลือดเนื้อวิญญาณของผู้ท้าทายผ่านด่านบูชายัญเพื่อให้ตนหลุดออกมาจากผนึก?

แน่นอนว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จอมปีศาจไคเทียนจะเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์แต่เนื่องจากความเบื่อหน่ายและความคิดผิดเพี้ยนก่อนจะออกจากหุบเขาปีศาจเขาจะบูชายัญด้วยเลือดและเนื้อตามความพอใจเป็นงานอดิเรกฆ่าเวลา

หากเป็นสันนิษฐานข้อแรกเย่ว์หยางไม่กังวลเท่าใดนัก

หากเป็นข้อสันนิษฐานต่อมาเย่ว์หยางรู้สึกว่าเขาต้องระวังอย่าให้จอมปีศาจไคเทียนเล่นงานเขา

วิกฤตเกิดขึ้นมาเงียบๆ

เป็นครั้งแรกในชีวิตของเย่ว์หยางที่เขารู้สึกว่าเขาขาดความมั่นใจในตนเอง  จอมปีศาจไคเทียนถูกผนึกมานานถึงหมื่นปี  ปีศาจเฒ่านั่นจะแข็งแกร่งมากมายเพียงไหน?

จบบทที่ ตอนที่ 1041 วิกฤต ลอบโจมตี

คัดลอกลิงก์แล้ว