เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 300 - ละทางโลก ตัดกังวล

บทที่ 300 - ละทางโลก ตัดกังวล

บทที่ 300 - ละทางโลก ตัดกังวล


บทที่ 300 - ละทางโลก ตัดกังวล

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

เซี่ยหลิงซินมาถึงวิทยาลัยเจ็ดดารา

บ่ายวันนี้เขามีสอนวิชาคัมภีร์โบราณ แถมยังเป็นวิชาสาธารณะที่ใครก็เข้าฟังได้

เหวินอี้ฟูโทรมาบอกเขาเป็นพิเศษว่า วิชาคาบนี้ต้องเตรียมตัวให้ดี

เพราะหัวข้อวิจัยเรื่อง "แปดทิศยุคโบราณ" ที่เขาทำไว้ก่อนหน้านี้ ได้ส่งเรื่องไปยังสมาคมปรมาจารย์คัมภีร์แล้ว

ถ้าอยากจะขอรับเหรียญตราดารารุ่ง แน่นอนว่าต้องให้สมาคมปรมาจารย์คัมภีร์ช่วยดัน

แถมยังใส่ชื่อเขาเป็นชื่อแรกด้วย

เหวินอี้ฟูเป็นคนดังในวงการคัมภีร์โบราณ ผลงานกองท่วมหัว หัวข้อวิจัยของเขาย่อมไม่มีปัญหา

แต่ตัวเขาเองเป็นแค่เด็กใหม่ ต่อให้เป็นปรมาจารย์คัมภีร์จดทะเบียนแล้ว แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับเหรียญตราดารารุ่ง ก็ต้องรอบคอบ

ดังนั้นทางสมาคมจึงส่งคนลงมา เพื่อ "ตรวจสอบ" คุณสมบัติของเขา

แต่ยังไงก็เป็นคนกันเอง การเป็นปรมาจารย์คัมภีร์จดทะเบียนก็ผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมาแล้ว

ดังนั้นการตรวจสอบครั้งนี้ก็เหมือนเป็นพิธีการซะมากกว่า

ขอแค่ผลงานไม่หลุดโลกจนเกินไป พอถูไถไปได้ก็โอเค

เดินเข้าห้องเรียน กวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง

สอนมานานขนาดนี้ เขาคุ้นเคยกับนักเรียนพวกนี้หมดแล้ว พูดจาก็เป็นกันเองมากขึ้น

"มากันครบแล้วนะ? งั้นเริ่มเรียน"

"วันนี้ไม่เล่าประวัติศาสตร์แล้ว วันนี้จะมาเล่าเรื่อง 'แปดทิศ' (ปากว้า)!"

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องนินทาชาวบ้าน ในเมื่อมาเพราะหัวข้อวิจัย เขาก็สอนเรื่องที่เกี่ยวกับหัวข้อวิจัยไปเลย

พูดไปได้สองประโยค ก็เห็นกลุ่มคนเดินเรียงแถวเข้ามาจากประตูหลัง

คนไม่น้อยเลย

นอกจากเหวินอี้ฟู ยังมีชุยผู ปู่ของชุยหงด้วย

คนอื่นๆ เขาไม่รู้จัก

เซี่ยหลิงซินไม่ได้ใส่ใจ มองแวบหนึ่งแล้วก็พูดต่อ

"แปดทิศคืออะไร?"

"ยุคโบราณกาลอันไกลโพ้น มีท่านเปาซีซื่อ หรือก็คือหนึ่งในสามราชาที่ผมเคยเล่าไป ฝูซี"

"สังเกตท้องฟ้าขุนเขาแม่น้ำ สังเกตนกสัตว์ต้นไม้ใบหญ้า สร้างยันต์แปดทิศ สื่อสารเทพเจ้า แยกแยะสรรพสิ่ง"

"แปดทิศมีแบ่งเป็น ก่อนกำเนิด หลังกำเนิด..."

"แปดทิศก่อนกำเนิด ฟ้าดินกำหนดตำแหน่ง ภูเขาบึงเชื่อมต่อลมปราณ สายฟ้าสายลมปะทะกัน น้ำไฟไม่ทำลายกัน แปดทิศสลับสับเปลี่ยน รู้อดีตคือตาม รู้อนาคตคือย้อน"

"ฟ้าดินกำหนดบนล่าง ลมปราณภูเขาและบึงเชื่อมโยง สายฟ้าสายลมสัมผัส น้ำไฟหลอมรวม แก่นแท้แปดประการของฟ้าดิน รวมเป็นแปดทิศ รู้แจ้งแปดทิศก่อนกำเนิด ก็สามารถรู้คล้อยตามอดีต รู้ย้อนทวนอนาคต"

"แปดทิศหลังกำเนิด ว่าด้วยเรื่องราวหลังกำเนิด ให้เฉียนเป็นพ่อ คุนเป็นแม่ เจิ้นเป็นลูกชายคนโต ซุนเป็นลูกสาวคนโต ขั่นเป็นลูกชายคนกลาง หลีเป็นลูกสาวคนกลาง เกิ้นเป็นลูกชายคนเล็ก ต้วยเป็นลูกสาวคนเล็ก..."

เซี่ยหลิงซินกวาดตามองนักเรียนในห้อง เห็นแต่ละคนตามีวงวนหมุนติ้ว เห็นได้ชัดว่าฟังไม่รู้เรื่อง

"พูดง่ายๆ แปดทิศก็คือสิ่งที่อริยบุคคลยุคโบราณ ได้จากการดูดาว สังเกตภูมิประเทศ สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน"

"ที่เรียกว่า: คนยึดถือดิน ดินยึดถือฟ้า ฟ้ายึดถือเต๋า เต๋ายึดถือธรรมชาติ"

"แปดทิศก่อนกำเนิดคล้อยตามลิขิตฟ้า แปดทิศหลังกำเนิดคล้อยตามชัยภูมิดิน ความปรองดองคน"

"หากเข้าใจความลึกล้ำในแปดทิศ โลกนี้อาจจะไม่มีความลับอะไรสำหรับพวกคุณอีกแล้ว"

ความรู้เรื่องแปดทิศของเขา เดิมทีก็รู้แค่ตัวอักษรไม่กี่ตัว

แต่หลังจากหลอมเตาหลอมแปดทิศกำเนิดฟ้าออกมา เขาก็เข้าใจความลึกล้ำของแปดทิศก่อนกำเนิดมากมาย

แต่ก็จำกัดอยู่แค่ความมหัศจรรย์ของการเปลี่ยนแปลงระหว่างแปดลักษณ์ฟ้าดินกับห้าธาตุในยันต์แปดทิศเท่านั้น

เรื่องรู้อดีต หยั่งรู้อนาคต มันลึกล้ำเกินไป อย่าเพิ่งไปหวัง

"อาจารย์ครับ!"

มีคนยกมือตะโกน "อาจารย์พูดซะเวอร์ขนาดนี้ งั้นอาจารย์ก็รู้ทุกเรื่องเลยสิครับ?"

ไอ้เด็กเปรต

เจ้าเย่เมิ่งสยงนั่นเอง

เซี่ยหลิงซินยิ้ม "เรื่องอื่นอาจจะไม่รู้ แต่ฉันรู้ว่าวิชาคัมภีร์โบราณของเธอสอบตกแน่นอน"

เย่เมิ่งสยงร้องโหยหวนทันที "อ๊าก~ อย่าสิครับอาจารย์!"

เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่

หลังห้อง

คนที่เหวินอี้ฟูและชุยผูพามาด้วย ขมวดคิ้ว "แปดทิศยังมีแบ่งก่อนกำเนิด หลังกำเนิดด้วยเหรอ? ในหัวข้อวิจัยที่คุณส่งมาไม่ได้ระบุไว้นี่?"

เหวินอี้ฟูก็ส่ายหน้าอย่างงุนงง "หัวข้อวิจัยนั้น ล้วนอ้างอิงจากความรู้ที่เสี่ยวเซี่ยเปิดเผยออกมา ความเข้าใจเรื่องแปดทิศโบราณของเสี่ยวเซี่ย ลึกซึ้งเกินกว่าที่ผมจินตนาการไว้มาก"

คนคนนั้นพยักหน้า "อืม ดูท่า การตรวจสอบนี้คงไม่ต้องทำต่อแล้ว"

เนื้อหาที่เซี่ยหลิงซินพูด แม้เขาจะไม่เคยได้ยิน แต่ในฐานะปรมาจารย์คัมภีร์ระดับสูง ย่อมแยกแยะความจริงเท็จของเนื้อหาได้

พูดง่ายๆ ก็คือ รู้ว่าเป็นแบบนั้น แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

เขาเองก็เข้าใจความลึกล้ำทำนองนี้ เพียงแต่ความลึกล้ำเหล่านี้ ล้วนเป็นความเข้าใจส่วนตัวของเขา ไม่มีระบบระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนขนาดนี้

ลำพังแค่สิ่งที่เซี่ยหลิงซินพูดมา เหรียญตราดารารุ่งสักเหรียญ ก็น่าจะนอนมาแล้วเก้าส่วน

"ผมจะรีบผ่านวาระนี้ในสมาคมให้เร็วที่สุด การคัดเลือกเหรียญตราดารารุ่งรอบนี้ กรรมการหลายคนก็เป็นคนของสมาคม น่าจะไม่มีปัญหา"

เหวินอี้ฟูดีใจมาก "เยี่ยมไปเลยครับ!"

คนคนนั้นพยักหน้า ลุกเดินออกจากห้องเรียน คนอื่นก็รีบตามออกไป

"เสี่ยวเซี่ยเป็นต้นกล้าที่ดี คุณต้องชี้แนะให้ดี ให้เขาสร้างผลงานด้านคัมภีร์ให้ยิ่งใหญ่กว่านี้ อย่าให้ไปเสียเวลากับการบำเพ็ญเพียรหาความเป็นเซียนอะไรนั่น"

"พรสวรรค์ดีขนาดนี้ ทำไมถึงมุ่งแต่จะไขว่คว้าสิ่งที่จับต้องไม่ได้พรรค์นั้น? ช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ!"

ออกจากห้องเรียน คนคนนั้นก็อดบ่นกำชับไม่ได้

เหวินอี้ฟูได้แต่ยิ้มขื่น

ในพันธรัฐ แม้การบำเพ็ญเพียรจะเป็นกระแสหลัก แต่พอมาถึงพวกปรมาจารย์คัมภีร์ที่หลงใหลในตำราโบราณ กลับมองว่าเป็นวิชานอกรีต

การเป็นเซียนมันเพ้อฝันเกินไป ตั้งแต่โบราณมา ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครทำสำเร็จสักกี่คน

อย่าว่าแต่เป็นเซียนเลย แค่ทะลวงผ่านสิบสองด่านสวรรค์ อายุยืนเกินสามร้อยปี ก็หาได้ยากยิ่ง เป็นสิ่งที่คนจำนวนมากปรารถนาแต่ไม่ได้มา

แต่เซี่ยหลิงซินไม่ใช่แค่พรสวรรค์ด้านคัมภีร์น่าตกใจ พรสวรรค์ด้านการฝึกตนของเขายิ่งน่าตกใจกว่าอีก

คำพูดนี้เหวินอี้ฟูไม่กล้าพูดต่อหน้าปรมาจารย์คัมภีร์อาวุโสท่านนี้ ไม่งั้นคงโดนด่ายับ

เซี่ยหลิงซินไม่ได้สนใจว่าพวกเหวินอี้ฟูคุยอะไรกัน

เหรียญตราดารารุ่งสำหรับเขา ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ช่าง

เขาตั้งใจจะรีบกลับ ไปเข้าเขาเหลาซานตัดฟืนต่อ ทันใดนั้นหลิวซานเซียนก็วิ่งไล่ตามมา

สีหน้าดูไม่ค่อยพอใจ

"เซี่ยหลิงซิน จิ่นซินไปแล้วนายรู้ไหม!"

เซี่ยหลิงซินชะงัก "อะไรนะ?"

"เธอไปแล้ว!"

"ไปไหน?"

หลิวซานเซียนเห็นเขาไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็กระทืบเท้าด้วยความโมโห "นายนี่มันน่าโมโหจริงๆ! เธอออกจากดาวแดนบูรพาไปแล้ว!"

เซี่ยหลิงซินพูดว่า "อ๋อ อย่างงี้นี่เอง... เธอจะโมโหทำไม? ไม่ใช่ว่าจะไม่กลับมาซะหน่อย"

หลิวซานเซียนโกรธ "กลับมาอะไรล่ะ! เธอลาออกจากวิทยาลัยเจ็ดดาราแล้ว! เธอจะไปเข้าวิทยาลัยกลาง!"

"วิทยาลัยกลาง?"

เซี่ยหลิงซินไม่แปลกใจเรื่องนี้

คนที่มีรากฐานระดับสูงส่งเทียมฟ้า ก็ไม่ควรจะมาจมปลักอยู่ที่ดาวแดนบูรพาจริงๆ นั่นแหละ

แต่ว่า... ในใจเขาก็แอบรู้สึกไม่สบอารมณ์นิดหน่อย

ไปดื้อๆ แบบนี้เลย? ไม่บอกไม่กล่าวกันสักคำ...

แม้เขาจะถามใจตัวเองว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกับเฉินจิ่นซิน แม้แต่วาสนาตอนเด็กนั่น ก็ไม่ใช่ตัวเขา

แต่ความเคยชินที่มีเธอคอยเรียกพี่หลิงคะพี่หลิงขาอยู่ข้างๆ ทั้งสองคนก็นับได้ว่าเป็น... เพื่อนสนิทกันแล้วใช่ไหม?

จากไปเงียบๆ แบบนี้ ไม่เห็นหัวกันเลยแฮะ!

ในใจรู้สึกไม่พอใจ แต่ใบหน้ากลับพยักหน้าเรียบเฉย "ที่นั่นเป็นที่ที่เธอควรไปจริงๆ ดาวแดนบูรพารั้งเธอไว้ไม่อยู่หรอก"

"นาย...! นายจะทำให้ฉันอกแตกตายแล้วนะ!"

หลิวซานเซียนกระทืบเท้าปึงปัง เดินจากไปอย่างดุเดือด

เซี่ยหลิงซินหยิบมือถือ เปิดหาชื่อเฉินจิ่นซิน คิดดูแล้ว ก็วางลง

ติดต่อได้แล้วจะยังไง?

ไม่ว่าจะเป็นเธอ หรือตัวเขา จุดสูงสุดในใจ ย่อมเป็นการบำเพ็ญเพียร

ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงจุดนี้เพื่อใคร หรือเพื่อเรื่องอะไร

แบบนี้ก็ดี...

ความคิดหมุนวน ในห้วงสติมีเสียงสายฟ้าฟาด เกรี้ยวกราดใส่จิตใจที่ว้าวุ่นเล็กน้อย ให้กลับมาสงบนิ่ง

แต่สงบได้ไม่นาน ก็มีคนมาสะกิดเขาอีก

"ผมทนไม่ไหวแล้ว! ผมไม่ทำแล้ว!"

เซี่ยหลิงซินเพิ่งขี่บอลบินทรงตัวกลับมาถึงตึกเก่า เฉินหลิงกวนก็โทรมา

"...เป็นอะไรอีก?"

เสียงหงุดหงิดของเฉินหลิงกวนดังลอดมา "ไอ้พวกนั้นมันสมองหมู! โง่บรม! ผมไม่เคยเจอใครโง่ขนาดนี้มาก่อน! สอนยังไงก็ไม่จำ!"

"นี่ ผมจะบอกพี่นะ พี่อย่าเสียเวลาเลย พวกมันไม่มีวาสนาหรอก!"

คนของตระกูลเซี่ยพวกนั้น แม้จะคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว แต่ก็ติดที่ชาติตระกูล

เพิ่งจะเคยสัมผัสการฝึกตนครั้งแรก

แผนการปั้นตระกูลใหญ่ของเขาดูจะไม่ราบรื่นเท่าไหร่

เฉินหลิงกวนบ่นกับเขามาไม่ใช่ครั้งแรกแล้ว

เซี่ยหลิงซินก็เริ่มรู้ตัว ว่าตัวเองใจร้อนไปหน่อย

เคล็ดวิชาโลหิตร้อยสมรภูมิ ยังไงก็เป็นวิชาระดับสิบทิศ

ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย จะให้เรียนรู้เรื่อง ดูเหมือนจะฝืนไปหน่อย

"งั้นเอาแบบนี้ นายให้เซี่ยเหล่ากวาไปซื้อชุดวิชาเพ่งจิตพื้นฐานให้พวกมันคนละชุด นายรับผิดชอบสอนพวกมันให้เป็นก่อน"

"จะสอนก็มาสอนเองสิ!"

เฉินหลิงกวนสวนกลับอย่างหงุดหงิด

"เฉินหลิงกวน ฉันให้หน้านายมากไปใช่ไหม?"

"ผม... ผม..."

เฉินหลิงกวนได้ยินน้ำเสียงนี้ ก็กลัวขึ้นมาทันที

เขาพบว่าตัวเองเหมือนจะลืมตัวไปหน่อย...

ฝึกเคล็ดวิชาโลหิตร้อยสมรภูมิยังพอว่า พอฝึกชิงตี้เหยียบเผิงไหล เขาถึงได้ตระหนักลางๆ ว่า เซี่ยหลิงซินน่ากลัวขนาดไหน

ถ้าฝึกชิงตี้เหยียบเผิงไหลสำเร็จ ไม่ต้องพูดถึงระดับพันธรัฐ อย่างน้อยในดาวแดนบูรพา รุ่นเดียวกันคงหาคู่ต่อสู้ยาก

แต่เซี่ยหลิงซินกลับถ่ายทอดของสิ่งนี้ออกมาง่ายๆ

พิสูจน์ได้อย่างเดียวว่า ของสิ่งนี้ในสายตาเขา ก็แค่นั้นแหละ

"สอนให้ดีๆ ถ้าทำให้ฉันพอใจได้ ฉันอาจจะพิจารณา หลอมของวิเศษให้นายสักชิ้น"

เซี่ยหลิงซินรู้ว่าถ้าจะใช้งานวัวควาย จะใช้แต่แส้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องให้หญ้าบ้าง ไม่งั้นจะดูใจร้ายเกินไป

"ของ ของ ของ... ของวิเศษ?!"

เฉินหลิงกวนลิ้นพันกันไปหมด

"จะ... จริงเหรอ?!"

"จริงหรือหลอก ก็ขึ้นอยู่กับผลงานนาย"

"พี่! พี่วางใจได้เลย! ต่อให้มันเป็นก้อนหิน ผมก็จะขัดให้เงาวับเลย! พี่คอยดูเถอะ!"

"ตู้ด!"

ฟังเสียงวางสาย เซี่ยหลิงซินส่ายหน้า

ไม่มีประโยชน์เรียกเฮ้ย มีประโยชน์เรียกพี่

ไอ้เด็กเวรเอ๊ย

"เฮ้อ..."

เซี่ยหลิงซินตอนนี้เริ่มจะเข้าใจแล้ว

ทำไมการบำเพ็ญเพียรต้องละทางโลก ตัดกังวล

ถ้าไม่ทำแบบนี้ คนรอบข้างขยับตัวนิดหน่อย ก็ทำให้เขาจิตใจว้าวุ่น ใจลิงโลดเต้น ม้าใจเตลิดเปิดเปิง

นี่ขนาดคนรอบตัวเขาน้อยนะ ถ้าเยอะกว่านี้ จะเอาเวลาไหนไปบำเพ็ญเพียร?

วันๆ วุ่นวายก็หมดเวลาแล้ว

กลับถึงห้อง ทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน จุดเทียนใจ เข้าสู่แดนตำนานเขาเหลาซานทันที

ผู้หญิงอะไร พี่น้องอะไร ตระกูลอะไร... หลบไปให้หมด!

...

"มาแล้วรึ?"

"วันนี้จะเทศนาเรื่อง สามบุปผารวมยอด หยวนเสินกลับเข้าที่"

มาถึงตำหนักไท่ชิง หลิวรั่วจัวก็เอ่ยขึ้น

นี่ดูออกว่าเขาใกล้จะบรรลุแล้วสินะ...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 300 - ละทางโลก ตัดกังวล

คัดลอกลิงก์แล้ว