- หน้าแรก
- อัจฉริยะยุคไซไฟ เกิดใหม่ไฉไลกว่าเดิม
- บทที่ 12 - กลืนกินตะวันจันทรา สยบอายตนะทั้งหก ด่านสวรรค์สิบสองชั้น
บทที่ 12 - กลืนกินตะวันจันทรา สยบอายตนะทั้งหก ด่านสวรรค์สิบสองชั้น
บทที่ 12 - กลืนกินตะวันจันทรา สยบอายตนะทั้งหก ด่านสวรรค์สิบสองชั้น
บทที่ 12 - กลืนกินตะวันจันทรา สยบอายตนะทั้งหก ด่านสวรรค์สิบสองชั้น
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
คนคนนั้นชี้มือไปที่เซี่ยหลิงซิน
ในเวลานี้เซี่ยหลิงซินยังคงหลับตาแน่น ทั่วร่างถูกห่อหุ้มด้วยแสงจางๆ ชั้นหนึ่ง ซึ่งสว่างวาบและหม่นลงสลับกันตามจังหวะการหายใจเข้าออกของเขา
แม้ทุกคนจะเป็นมือใหม่หัดขับ แต่ก็พอมองออกว่าเขายังคงจมดิ่งอยู่ในสภาวะมหัศจรรย์ที่ทุกคนเพิ่งได้สัมผัสไปเมื่อครู่
เขายังอยู่ในสภาวะลมหายใจครรภะ!
"หือ?!"
ตอนนี้เองอวิ๋นกุยถึงเพิ่งสังเกตเห็น เซี่ยหลิงซินที่นั่งอยู่ด้านหลังสุด นัยน์ตาเหม่อลอย อ้าปากค้าง
"อาจารย์! เขา... เขา... เขา!"
"เขาอะไรของแก? ฉันบอกกี่ครั้งแล้ว? เจออะไรให้ตั้งสติ อย่าตื่นตูมโวยวาย"
อาจารย์ไป๋ดุศิษย์ไปพลาง สายตาก็จับจ้องไปที่เซี่ยหลิงซิน
ระดับเขาทำไมจะดูไม่ออก เซี่ยหลิงซินน่าจะฝึก "เคล็ดวิชาจิตหนึ่งเดียว" สำเร็จแล้ว สามารถเพ่งนิมิตตะวันจันทราลอยเด่นกลางฟ้าได้สมบูรณ์
เขาพยักหน้าด้วยความชื่นชม
มิน่าล่ะ ท่านผู้นั้นถึงได้ออกหน้าค้ำประกันให้ด้วยตัวเอง พรสวรรค์ของเด็กคนนี้น่าทึ่่งจริงๆ
แม้วิชาจิตหนึ่งเดียวจะเป็นเพียงวิชาสมาธิเบื้องต้นของสำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอ แต่คนที่ฝึกครั้งแรกแล้วสำเร็จเลยแบบนี้ ตลอดชีวิตเขาก็แทบไม่เคยเห็น
ทว่าอวิ๋นกุยกลับชี้ไปที่มืออาจารย์ "ไม่ใช่ครับ อาจารย์ ดูมุกสารวิญญาณของอาจารย์สิ!"
อาจารย์ไป๋ก้มลงมอง เห็นมุกสารวิญญาณในมือ แสงที่เปล่งออกมาทำท่าจะมอดลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"!"
อาจารย์ไป๋ตาถลน
ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่า เซี่ยหลิงซินไม่ใช่แค่เพ่งนิมิตสำเร็จ แต่ถึงขั้นสามารถกลืนกินไอสุริยันจันทราได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว
นี่มันเป็นระดับสมาธิขั้นสูงมาก!
เรียนปุ๊บเป็นปั๊บ เรียนปุ๊บเก่งปั๊บ!
นี่มันตัวประหลาดมาจากไหนเนี่ย!
ฉันแค่จะให้พวกแกลองสัมผัสความยากของการฝึกตนเฉยๆ นะเว้ย!
ยังเหลือเนื้อหาอีกตั้งเยอะที่ยังไม่ได้สอน ยังมีเคล็ดลับอีกตั้งแยะที่ยังไม่ได้ถ่ายทอด!
ทำไมนายไม่เล่นตามบท?!
ต่อให้เป็นอัจฉริยะ เรียนครบสูตรแล้ว กว่าจะทำได้ระดับนี้ อย่างน้อยก็ต้องฝึกหนักเป็นเดือนๆ!
เล่นทำแบบนี้แล้วฉันจะเอาอะไรไปสอนต่อล่ะวะ!
ไม่ได้การ!
หัวใจเหมือนโดนกรีดเลือด อาจารย์ไป๋รีบใช้พลังจิตอำพรางมุกสารวิญญาณ ตัดขาดแสงแห่งจิต แล้วยัดเก็บเข้าแขนเสื้อทันที
พร้อมกับเปล่งเสียงกึกก้องดั่งฟ้าผ่า "ตื่น!"
เซี่ยหลิงซินที่กำลังดำดิ่งอยู่ในสภาวะลึกล้ำสุดหยั่งคาด จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องสะเทือนเลื่อนลั่น จนหลุดออกจากภวังค์นั้นทันที
เขาลืมตาขึ้น พบว่าทุกคนกำลังจ้องมองเขาเป็นตาเดียว
เขากระพริบตาปริบๆ "มีอะไรเหรอครับ?"
"......" x ทุกคน
อาจารย์ไป๋ถอนหายใจยาว "เธอฝึกวิชาจิตหนึ่งเดียวสำเร็จแล้ว นับเป็นเรื่องดี แต่การรีบร้อนกลืนกินไอสุริยันจันทราเร็วเกินไป กลับจะให้ผลเสียมากกว่าผลดี"
ไม่ใช่ว่าเขาขี้งกมุกสารวิญญาณหรอกนะ ถึงได้ใช้วิชาเสียงคำรามเรียกสติเพื่อขัดจังหวะการเข้าฌานของเซี่ยหลิงซิน
"ไอสุริยันจันทรา เป็นคำเรียกของผู้ฝึกตนยุคโบราณ ความจริงแล้วมันคือสารเอสเซนส์ที่ซ่อนอยู่ในร่างกายมนุษย์"
"อย่างเช่นคำว่า ปรอทมังกรพยัคฆ์ หรือ น้ำทิพย์ทองคำหยก อะไรพวกนั้น ล้วนมีความหมายทำนองเดียวกัน"
"การเพ่งตะวันจันทรา แท้จริงแล้วคือการใช้พลังแห่งจิตใจ ไปกระตุ้น 'สาร' ชนิดนี้ออกมา"
"การกลืนกินไอสุริยันจันทรา ก็คือกระบวนการเปลี่ยนสารนั้นให้กลายเป็นพลังที่เราควบคุมได้โดยสมบูรณ์ เรียกว่า 'การแปรโลหิตเป็นปราณ'"
"อะไรคือ 'สาร'? ผิวหนัง ขน กระดูก เลือด เนื้อ อวัยวะภายใน เส้นขนทุกเส้นบนตัวเธอ เลือดเนื้อทุกหยด ล้วนกำเนิดมาจาก 'สาร' ของกายเนื้อ"
"'สารและปราณ' กำเนิดจากความว่างเปล่า ปรากฏในความมีตัวตน เป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง รากฐานของสรรพวิญญาณ จุดเริ่มต้นของชีวิต"
"แผนภาพแบกขุนเขา หรือแม้แต่วิชาฝึกตนส่วนใหญ่ แก่นแท้ของมันก็คือ 'การแปรโลหิตเป็นปราณ' นี่แหละ เพียงแต่มีวิธีการและประสิทธิภาพที่ต่างกันไป"
"วิชาจิตหนึ่งเดียวเพ่งตะวันจันทรา แม้ในทางทฤษฎีจะสามารถแปรโลหิตเป็นปราณได้ แต่ประสิทธิภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ถ้าเธอสามารถเข้าถึงแก่นของ 'ท่าแบกขุนเขา' ในแผนภาพได้ ประสิทธิภาพจะสูงกว่าเป็นสิบเป็นร้อยเท่า"
"แต่ว่า เธอเพิ่งเริ่มฝึก จะไปเข้าใจความลึกล้ำในภาพได้ง่ายๆ ได้ยังไง? ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน อีกอย่างร่างกายเธอยังอ่อนแอ จะมีสารวิเศษอะไรให้หลอมนักหนา? ขืนฝืนทำแบบนี้ร่างกายจะรับไหวเหรอ?"
"ตอนนี้รู้สึกร่างกายอ่อนเพลียไหม?"
อาจารย์ไป๋อธิบายยืดยาว แล้วหันมาถามเซี่ยหลิงซิน
เซี่ยหลิงซินฟังจบก็ถึงบางอ้อ
มิน่าล่ะ เมื่อกี้พอลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกเพลียร่างแทบทรุด
รวมถึงตอนฝึกวิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐานก่อนหน้านี้ ก็มักจะรู้สึกเพลียๆ แบบนี้เหมือนกัน
ที่แท้มันคือการเผาผลาญร่างกายเพื่อไปหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณนี่เอง
เห็นสีหน้าของเขา อาจารย์ไป๋ก็ไม่แปลกใจเลย พูดเตือนด้วยความหวังดี
"เพิ่งเริ่มฝึกวิชาจิตหนึ่งเดียว ก็สามารถกลืนกินไอสุริยันจันทราได้แล้ว ดูท่าความเชี่ยวชาญในวิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐานของเธอจะไม่ธรรมดา การฝึกวิชาจิตเดิมแท้ หรือที่เรียกว่าการฝึกทางใจ คงจะเข้าใกล้ 'ด่านสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง' แล้วล่ะสิ"
"ยิ่งเป็นแบบนี้ เธอยิ่งต้องระวัง ก่อนจะฝึก 'ท่าแบกขุนเขา' สำเร็จ ห้ามฝึกวิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐานพวกนั้นอีกเด็ดขาด"
ภายนอกเขาดูสงบนิ่ง แต่ในใจกลับปั่นป่วนดุจคลื่นยักษ์
อย่างที่เขาบอก วิชาจิตหนึ่งเดียวแค่ 'ทางทฤษฎี' เท่านั้นที่จะแปรโลหิตเป็นปราณได้ การจะทำให้ได้จริงด้วยวิธีนี้ มันเพ้อฝันชัดๆ
เว้นแต่ว่า... พลังจิตของหมอนี่จะลึกล้ำสุดขีด
ข้อมูลของเซี่ยหลิงซินเขารู้ทะลุปรุโปร่ง ฐานะทางบ้านธรรมดา เคยสัมผัสแค่วิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐาน
หมายความว่า หมอนี่อาศัยแค่วิชาพื้นฐานง่อยๆ นั่น ฝึกจนมีพลังจิตลึกล้ำขนาดนี้เชียวหรือ?
เผลอๆ อาจจะแตะขอบประตูของด่านสวรรค์ชั้นที่หนึ่งแล้วด้วยซ้ำ?
นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
"ด่านสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง?"
เซี่ยหลิงซินเพิ่งเคยได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรก
"ถูกต้อง"
อาจารย์ไป๋รู้ว่าเขาไม่เคยสัมผัสโลกแห่งการฝึกตนจริงๆ จึงไม่ค่อยรู้ข้อมูลพื้นฐานพวกนี้ เลยจงใจอธิบายให้ละเอียด
"หนทางแห่งการฝึกตน เต็มไปด้วยขวากหนามและอันตราย บรรพชนและอริยะรุ่นก่อนได้บุกเบิกเส้นทางทอดยาวสู่สวรรค์ไว้ให้พวกเรา"
"แต่บนเส้นทางสู่สวรรค์นี้ ยังมีหุบเหวและด่านอันตรายขวางกั้น แก่นแท้ของมันคือการฝึกฝนกายเนื้อและจิตวิญญาณ"
"ทลายด่านสวรรค์ ทำลายขีดจำกัดอายุขัย ก็จะได้กายเซียนใจอริยะ หากทำไม่ได้ ก็เป็นได้แค่ปุถุชนคนธรรมดา"
"นี่คือด่านสวรรค์สิบสองชั้นของวิชาจิตและวิชาชีวี แบ่งกันอย่างละครึ่ง"
"ด่านชีวีหกชั้น ได้แก่ ตรึงสาร ทะลวงชีพจร สร้างทะเลไขกระดูก เสริมแกร่งห้าอวัยวะ หล่อเตาหลอม และทลายด่านเร้นลับ"
"ด่านจิตหกชั้น ได้แก่ สงบจิต สยบตัณหา ตัดกิเลสสามศพ ถอดจิตหยาง ฟูมฟักครรภ์อริยะ และคืนสู่จิตเดิมแท้"
"ดั่งคำว่า ด่านสิบสองชั้นแห่งกายและจิต หนึ่งด่านคือหนึ่งชั้นฟ้า หอคอยสิบสองชั้นสร้างบันไดเมฆ วิถีเซียนเริ่ม ณ ที่แห่งนี้"
"เมื่อทลายด่านสวรรค์ครบสิบสองชั้น สร้างรากฐานแห่งเซียน จึงจะมีคุณสมบัติหลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์ ก้าวสู่เส้นทางแห่งการเป็นเซียนอย่างแท้จริง..."
"เพียงแต่... แม้แต่จุดเริ่มต้นนี้ ผู้คนมากมายทุ่มเททั้งชีวิต ก็ยังเดินไปไม่ถึง"
อาจารย์ไป๋ส่ายหน้าถอนหายใจ
"ด่านจิตชั้นที่หนึ่ง 'สงบจิต' ความจริงแล้วก็คือการทำลาย 'ม่านหมอกแห่งจิต' ความคิดความอ่านของคนเรา มักถูกตัณหาและเรื่องราววุ่นวายทางโลกครอบงำ กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ยากจะสงบนิ่ง"
"การทำลายม่านหมอกแห่งจิต ทำจิตให้สงบมั่นคง ควบคุมความคิดได้ดั่งใจนึก คือด่านแรกของการฝึกตน เรียกว่าด่านสวรรค์ชั้นที่หนึ่งของวิชาจิตเดิมแท้ หากผ่านไปได้ ก็จะสามารถ 'สร้างเทพวิญญาณ' และเข้าออกแดนตำนานได้"
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!
ตรงกับคอร์สออนไลน์ที่ซื้อมาเป๊ะ... เดี๋ยวนะ ก็อาจารย์ไป๋กับเจ้าของคอร์สมันคนเดียวกันนี่หว่า
ฝึกจิตให้สงบ สยบอายตนะทั้งหก
เซี่ยหลิงซินเข้าใจกระจ่างแจ้งทันที
[เคล็ดวิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐาน: 1/1]
[เคล็ดวิชาจิตหนึ่งเดียว: 1/1]
[จิต : 2.11/10]
[กาย : 0.02/1]
ไอ้สกิล 'สรรพวิชาไร้อุปสรรค' นี่มันดีจริงจริ๊ง
พอในใจเข้าใจคอนเซปต์ ค่าสถานะก็แสดงผลตามความคิดทันที
พิสูจน์ว่าทฤษฎีเรื่องจิตและกายนี้ ตรงกับแก่นแท้แห่งเต๋าแล้ว
อาจารย์ไป๋พูดถูก บรรพชนรุ่นก่อนได้บุกเบิกทางสวรรค์ไว้ให้ลูกหลานแล้วจริงๆ
ดูจากคำพูดของเขา จิตของฉันตอนนี้ น่าจะทะลวงผ่านด่านสวรรค์ชั้นที่หนึ่งไปแล้ว
เพียงแต่ขีดจำกัดความคืบหน้า จู่ๆ ก็กระโดดจาก 1 เป็น 10 เลยแฮะ
การทะลวงด่านครั้งต่อไป ความยากคงเพิ่มขึ้น 10 เท่า หรืออาจจะมากกว่านั้นเยอะ
เขาอดถามไม่ได้ "อาจารย์ครับ ถ้าอยากจะทำลายด่านสวรรค์สักชั้น คนทั่วไปต้องใช้เวลานานแค่ไหน?"
อาจารย์ไป๋กำลังใช้ความคิด แต่อวิ๋นกุยที่อยู่ข้างๆ หัวเราะร่า "อาจารย์ท่านบอกว่านายอยู่ไม่ไกลจากด่านชั้นที่หนึ่ง มันก็แค่ 'เปรียบเทียบ' เฉยๆ ไม่ได้แปลว่านายจะแตะต้องมันได้จริงๆ ซะหน่อย"
"แค่ด่านสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง พวกที่มีพรสวรรค์ดีๆ หน่อย จะผ่านก็ไม่ยากหรอก แป๊บเดียวก็ได้แล้ว"
"ในวงการฝึกตน มีคำกล่าวว่า 'รู้แจ้งในพริบตา' กับ 'ร้อยวันสร้างรากฐาน' อย่างแรกหมายถึงการทลายด่านจิตชั้นแรก เกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา ส่วนอย่างหลังหมายถึงด่านกายชั้นแรก เอาไว้ค่อยพูดถึงทีหลัง"
"ส่วนนาย ที่ฝึกวิชาจิตหนึ่งเดียวได้เร็วขนาดนี้ จิตใจถือว่าใช้ได้ แต่เรื่องทลายด่าน... เหอะๆ นายทำใจให้สบาย ตั้งใจเรียนกับอาจารย์ไปก่อนเถอะ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามนะน้อง"
ความหมายแฝงก็คือ สำหรับเซี่ยหลิงซินตอนนี้ จะคิดเรื่องทลายด่านน่ะ เร็วไปร้อยปีเว้ย
[จบแล้ว]