- หน้าแรก
- อัจฉริยะยุคไซไฟ เกิดใหม่ไฉไลกว่าเดิม
- บทที่ 10 - นักพรตหาใช่เทพไท้ สั่งสมปราณกายใจจนเป็นจริง
บทที่ 10 - นักพรตหาใช่เทพไท้ สั่งสมปราณกายใจจนเป็นจริง
บทที่ 10 - นักพรตหาใช่เทพไท้ สั่งสมปราณกายใจจนเป็นจริง
บทที่ 10 - นักพรตหาใช่เทพไท้ สั่งสมปราณกายใจจนเป็นจริง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"พวกคุณจำสิบหกคำนี้ไว้ให้ดี ยุทธ์ฝึกกาย ธรรมฝึกจิต อาคมคุ้มครองมรรคา มรรคาบริบูรณ์คือเซียน"
"สรุปง่ายๆ คือวิชาการฝึกตนในโลกนี้ แบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ หนึ่งคือฝึกกาย สองคือฝึกจิต"
"ฝึกกายเรียกว่าวิชาชีวี ฝึกจิตเรียกว่าวิชาจิตเดิมแท้ และยังมีผู้ที่ฝึกทั้งกายและจิตควบคู่กัน ซึ่งวิชาประเภทนี้หาได้ยากยิ่ง"
"แดนตำนานแบ่งออกเป็นห้าระดับ ได้แก่ ระดับชีวีล่องลอย ระดับละอองธุลีแดง ระดับสิบทิศ ระดับบรรพกาล และระดับเทวตำนาน เคล็ดวิชาก็แบ่งระดับตามนี้เช่นกัน"
"《แผนภาพแบกขุนเขา》 ที่สืบทอดในสำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอของเรา ก็คือวิชาชีวี! จัดอยู่ในระดับชีวีล่องลอย"
เปี่ยมวาสนาเปี่ยมอายุขัย สมบูรณ์พร้อมสิบประการ วิชาจิตเดิมแท้ วิชาชีวี...
เซี่ยหลิงซินตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกตนอย่างชัดเจน
แล้ววิชาเพ่งจิตพื้นฐานถือเป็นวิชาจิตเดิมแท้หรือวิชาชีวี?
แล้วภาพนิมิตมหาจักรพรรดิเทศนาธรรมล่ะ จัดว่าเป็นอะไร?
ในขณะที่ความคิดกำลังแล่นพล่าน เขาก็รีบยกมือขึ้น
ไป๋หรูฮุ่ยชะงัก "เธอมีข้อสงสัยอะไร?"
เซี่ยหลิงซินถาม "อาจารย์ครับ วิชาเพ่งจิตพื้นฐานเป็นวิชาจิตเดิมแท้หรือวิชาชีวีครับ? แล้วจัดอยู่ในระดับไหน?"
ไป๋หรูฮุ่ยยิ้มตอบ "วิชาเพ่งจิตพื้นฐานเป็นวิชาที่ช่วยให้จิตใจสงบมั่นคง ย่อมถือเป็นวิชาจิตเดิมแท้ แต่ไม่จัดอยู่ในห้าระดับนี้"
เซี่ยหลิงซินถามต่อ "อาจารย์ครับ การฝึกวิชาที่แตกต่างกัน มีข้อจำกัดไหมครับ? อย่างเช่นถ้ารากฐานไม่ถึง ก็ฝึกวิชาบางประเภทไม่ได้?"
ไป๋หรูฮุ่ยมองเขาแวบหนึ่ง "จะพูดอย่างนั้นก็ได้ สองระดับแรกคือชีวีล่องลอยและละอองธุลีแดง ขอแค่ไม่ใช่รากฐานระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก็สามารถฝึกได้หมด"
"ระดับสิบทิศลงมา รากฐานระดับกลางฝึกได้ทั้งหมด"
"ส่วนระดับบรรพกาล ต้องเป็นรากฐานระดับสูงเท่านั้นถึงจะฝึกได้"
"สำหรับระดับเทวตำนาน... พวกเธออย่าเพิ่งไปคิดมากเลย คำว่าเทวตำนานก็เหมือนกับการเป็นเซียนนั่นแหละ มันเลื่อนลอยจับต้องยาก ต่อให้ได้พบเจอ แม้แต่คนที่มีรากฐานระดับสูงส่งเทียมฟ้า ก็ใช่ว่าจะเอื้อมถึง"
เซี่ยหลิงซินถามอีก "แล้วอภิญญาก็เป็นแบบนี้เหมือนกันเหรอครับ? รากฐานสามารถยกระดับขึ้นได้ไหมครับ?"
คนรอบข้างเริ่มขมวดคิ้ว
รู้สึกว่าเด็กใหม่คนนี้ถามมากเกินความจำเป็น มีแต่คำถามพื้นๆ ทั้งนั้น
เซี่ยหลิงซินสังเกตเห็นสีหน้าคนอื่น แต่เขาไม่สนหรอก
จ่ายไปตั้งสามล้าน ถ้ามีคำถามแล้วต้องมานั่งอมพะนำ ก็ขาดทุนย่อยยับสิ
ไป๋หรูฮุ่ยกลับตอบทุกคำถาม "อภิญญาก็เหมือนกัน ส่วนเรื่องยกระดับรากฐาน... ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่มันไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้"
เขาไม่ได้บอกว่ามีความเป็นไปได้แบบไหน คงคิดว่าไม่จำเป็นต้องพูด
เซี่ยหลิงซินรีบชิงถามต่อ "อาจารย์ครับ ไม่ใช่ว่าต้องมีพลังแห่งตำนานถึงจะฝึกตนได้เหรอครับ?"
ไป๋หรูฮุ่ยหัวเราะ "พลังแห่งตำนาน? นั่นเป็นคำเรียกของพวกเรา ในยุคโบราณสิ่งนี้เรียกว่าวาสนาเซียน"
"พวกคุณรู้จักโลกแห่งจิตวิญญาณใช่ไหม?"
ทุกคนพยักหน้า
ไป๋หรูฮุ่ยกล่าวต่อ "ยุคโบราณมีคำกล่าวถึงแดนเซียน ถ้ำสวรรค์ แดนพุทธเกษตร นครหยกขาว และอื่นๆ อีกมากมาย จริงๆ แล้วล้วนหมายถึงโลกแห่งจิตวิญญาณ"
"คนสมัยนั้นเชื่อว่าต้องมีวาสนาเซียน ถึงจะเป็นเซียนได้ ถึงจะเหาะเหินเดินอากาศไปยังแดนเซียนหรือแดนพุทธเกษตรได้"
"ความจริงแล้วก็ไม่ถือว่าผิด"
"ก่อนยุคฟื้นฟูครั้งใหญ่ ความเข้าใจนี้ไม่เคยถูกทำลายลง"
"แต่เพราะมีการทำลายกรอบความเข้าใจเดิมๆ นี้แหละ ถึงได้เกิดยุคฟื้นฟูครั้งใหญ่ที่แท้จริง ถึงได้มีวันนี้"
"สิ่งที่เรียกว่าวาสนาเซียน หรือก็คือพลังแห่งตำนาน แท้จริงแล้วคือเงื่อนไขจำเป็นในการทำลายขีดจำกัดของมนุษย์ เพื่อยกระดับชีวิตไปสู่จุดสูงสุด"
"แต่ว่า หากคุณยังไปไม่ถึงขีดจำกัด แล้วจะพูดถึงการทำลายขีดจำกัดได้อย่างไร?"
"เชื่อว่าพวกคุณคงรู้จักสิบเซียนสามอริยะ เมื่อครู่พูดถึงเซียนไปแล้ว งั้นอะไรคืออริยะ?"
"คือที่สุดของคน คือจุดสูงสุดของมนุษย์"
"สมบูรณ์พร้อมสิบประการคือเซียน ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดยอดคืออริยะ"
"ท่านอริยะทั้งสาม ไม่เคยพึ่งพาพลังแห่งตำนาน ไม่เคยทำลายขีดจำกัดของกายหยาบ แต่กลับอาศัยเพียงกายเนื้อและพลังจิตตานุภาพ จนมีพลังอำนาจทัดเทียมเทพเซียน จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นอริยะ"
"ไม่มีใครรู้ว่าท่านทำได้อย่างไร แต่นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กายมนุษย์แม้อ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด"
"แน่นอนว่ายุคสมัยนี้ วิชาการฝึกตนก้าวหน้ากว่ายุคโบราณมาก เหล่าบูรพาจารย์ได้บุกเบิกเส้นทางไว้อย่างยากลำบาก จนกลายเป็นถนนสายกว้างให้เราเดิน"
"พวกเราไม่จำเป็นต้องทนทรมานเคี่ยวกรำตัวเองจนถึงขีดจำกัดเพื่อไปเดิมพันกับวาสนาเซียนที่ว่านั่น"
"ขอแค่สร้างเทพวิญญาณได้ ก็สามารถเข้าสู่แดนตำนาน ดึงพลังแห่งตำนานมาใช้ได้"
"แต่ทว่า การจะนำพลังแห่งตำนานมาใช้เป็นของตน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีร่างกายและจิตใจที่พร้อมเป็นพื้นฐาน ต่อให้โชคดีได้มา ก็จะกลายเป็นภัยแฝง"
"ภายภาคหน้าอุปสรรคจะถาโถม ยากจะบรรลุวิถีแห่งเต๋า และที่ร้ายแรงกว่านั้น อาจจะตกอยู่ในวังวนมารจิต วิญญาณแตกสลายชั่วกัลปาวสาน"
เซี่ยหลิงซินฟังถึงตรงนี้ ก็รู้สึกหวาดเสียวในใจ
ก่อนหน้านี้เขาคิดแค่ว่าพอสร้างเทพวิญญาณได้ ขอแค่หาวิธีเข้าแดนตำนาน เขาก็จะฝึกตนสำเร็จ
ถ้าไม่เจอจินซู่ ไม่ได้รับโอกาสมาเรียนรู้อย่างนี้ แล้วดุ่มๆ เดินมั่วซั่วไปเอง ผลลัพธ์คงยากจะคาดเดา
ไป๋หรูฮุ่ยยังคงพูดต่อ "รากฐานที่วางไว้ยิ่งมั่นคง เส้นทางในการสัมผัสพลังแห่งตำนานในวันหน้าก็จะยิ่งมั่นคงและราบรื่น"
"ในหมู่พวกคุณมีลูกหลานตระกูลใหญ่ แม้จะไม่ใช่ ก็เป็นพวกบ้านรวยมีเงินทองเหลือเฟือ พลังแห่งตำนานแม้จะล้ำค่า แต่สำหรับพวกคุณ การจะหามาครอบครองก็ไม่ใช่เรื่องยาก"
"แต่ทำไมทางบ้านถึงไม่ปลูกฝังให้ตั้งแต่เล็ก? แต่กลับทุ่มเททรัพยากรมหาศาล เพื่อขัดเกลาจิตใจและเคี่ยวกรำร่างกายให้พวกคุณก่อน? นี่แหละคือเหตุผล"
"ดังนั้น พวกคุณอย่าได้ดูแคลนจุดนี้ อย่าคิดว่าถ้าไม่มีพลังแห่งตำนาน ก็ไม่นับเป็นการฝึกตน แล้วจะทำตัวเหลาะแหละได้"
พูดจบ เขาก็ดูเหมือนจะกลัวเซี่ยหลิงซินถามแทรกอีก
ไม่ใช่ว่าไม่อยากตอบคำถามพื้นฐาน แต่ถ้าปล่อยให้ถามไม่จบไม่สิ้น วันนี้คงไม่ได้เริ่มสอนกันพอดี
ไป๋หรูฮุ่ยไม่เว้นจังหวะ เปลี่ยนเรื่องทันที "เอาล่ะ ที่พูดมาทั้งหมด ก็เพื่อให้พวกคุณเตรียมใจไว้ การฝึกตนไม่ง่าย ห้ามเกียจคร้าน"
"ต่อไป ฉันจะให้พวกคุณดู 《แผนภาพแบกขุนเขา》 ไม่ต้องรีบร้อนฝึก พวกคุณไม่มีทางดูปุ๊บแล้วทำเป็นปั๊บหรอก แต่อย่าเพิ่งท้อใจ"
"ดูให้ละเอียด ซึมซับความหมายที่แท้จริง วันแล้ววันเล่า อาศัยความเพียรพยายาม จนกว่าจะสำเร็จผล"
พูดพลางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อกว้างๆ แล้วหยิบ... โทรศัพท์มือถือออกมา
"ฮัลโหล? อวิ๋นกุย ขนของเข้ามาหน่อย"
"..."
กำลังฟังเพลินๆ รู้สึกเหมือนกำลังจะได้สัมผัสวิถีแห่งเต๋า
พอเห็นฉากนี้เข้า ความรู้สึกขลังๆ เมื่อกี้แตกกระเจิง รู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรง
คุณเป็นนักพรตฝึกเซียนไม่ใช่เหรอ? ไม่ใช่ว่าควรจะใช้นิ้วจิ้มที่หน้าผากแล้วถ่ายทอดวิชาเหรอ?
อย่างน้อยๆ ก็ควรจะมีแผ่นหยกบันทึกวิชาอะไรแบบนั้นสิ...
เซี่ยหลิงซินรู้สึกค้างคาใจ อาจารย์ไป๋นี่เจ้าเล่ห์ชะมัด ตัดบทไม่ให้เขาถามต่อเลย
คอยดูเถอะ เงินสามล้านนี่เขาต้องถามให้คุ้มทุนให้ได้
คนที่ชื่ออวิ๋นกุยที่ไป๋หรูฮุ่ยเรียกน่าจะรออยู่ข้างนอก โทรแป๊บเดียว ชายร่างยักษ์คนหนึ่งก็อุ้มกล่องใบใหญ่เดินดุ่มๆ เข้ามา
"อาจารย์ ผมมาแล้ว!"
พออ้าปากพูด เสียงก็ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าร้อง ทำเอาคนในห้องเงียบหูอื้อไปตามๆ กัน
ไป๋หรูฮุ่ยพยักหน้า "แขวนขึ้นไป"
ชายร่างยักษ์อวิ๋นกุยเปิดกล่องใบใหญ่ ข้างในมีม้วนภาพวาด พิณโบราณ และกระถางธูป
เขาหยิบม้วนภาพออกมา คลี่ออกแล้วแขวนไว้บนผนังที่มีตัวอักษร "เต๋า"
ในภาพ เป็นรูป... ลิงตัวหนึ่ง?!
ลิงในภาพดูแก่หง่อม ขนหรอมแหรม หลังค่อมจนหัวแทบจะจรดเข่า
บนตัวยังมีโซ่ตรวนพันธนาการไว้
ลิงตัวนี้แม้จะแก่ชรา แต่กลับแยกเขี้ยวยิงฟัน เต็มไปด้วยความดุร้ายพยศและดื้อรั้น
ทุกคนต่างพากันตะลึงงัน
ไหนบอกว่าเป็น 《แผนภาพแบกขุนเขา》 ไง? แล้วภูเขาอยู่ไหน?
นี่มันเกี่ยวอะไรกับการแบกภูเขาตรงไหนเนี่ย?
[จบแล้ว]