- หน้าแรก
- อัจฉริยะยุคไซไฟ เกิดใหม่ไฉไลกว่าเดิม
- บทที่ 2 - ก่อนกำเนิดฟ้าดิน กายข้าดำรงอยู่ วัฏจักรเป็นตาย ดั่งมดไต่โม่หิน
บทที่ 2 - ก่อนกำเนิดฟ้าดิน กายข้าดำรงอยู่ วัฏจักรเป็นตาย ดั่งมดไต่โม่หิน
บทที่ 2 - ก่อนกำเนิดฟ้าดิน กายข้าดำรงอยู่ วัฏจักรเป็นตาย ดั่งมดไต่โม่หิน
บทที่ 2 - ก่อนกำเนิดฟ้าดิน กายข้าดำรงอยู่ วัฏจักรเป็นตาย ดั่งมดไต่โม่หิน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เซี่ยหลิงซินสะดุ้งตื่น ลืมตาโพลง
สิ่งแรกที่กระแทกตาเข้ามาคือเรียวขายาวที่ดูน่าประทับใจคู่หนึ่ง
พอมองไล่ขึ้นไป
คือเครื่องแบบสีดำขลิบที่ดูทะมัดทะแมงและเท่ระเบิด
ดูคล้ายตำรวจ แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่เหมือน
และยังมีใบหน้าหนึ่งที่เห็นแล้วยากจะลืมลง
ผมสีดำตัดสั้นเสมอไหล่ตรงเป๊ะราวกับใช้มีดฟัน ให้ความรู้สึกเฉียบขาดและดุดันอยู่ในที
"เลิกเหม่อได้แล้ว ไอ้ตัวนั้นโดนหัวหน้าจัดการไปแล้ว ไม่ต้องกลัว"
ใครคนหนึ่งประคองเขาให้ลุกขึ้น ด้านหลังยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ใส่เครื่องแบบเหมือนผู้หญิงคนนั้นเปี๊ยบ
พวกเขากำลังถืออุปกรณ์ช่วยกันแซะกองวัตถุน่าสงสัยบางอย่างที่กองอยู่บนพื้น
เลือดเนื้อเหรอ? ไม่สิ ต้องเรียกว่าเนื้อเละๆ มากกว่า
นั่นคือไอ้ผีเมื่อกี้เหรอ?
เซี่ยหลิงซินมองดูกองวัตถุสีแดงขาวดำเขียวปนเปกันพวกนั้น แล้วรู้สึกพะอืดพะอมในท้องขึ้นมาตงิดๆ
นี่มันทำอีท่าไหนเนี่ย?
ไม่มีเสียงดังเล็ดลอดออกมาสักแอะ ไอ้ตัวนั้นก็กลายเป็นสภาพนี้ไปซะแล้ว
แซะแทบไม่ขึ้นด้วยซ้ำ...
เซี่ยหลิงซินพลันสังเกตเห็นว่าที่มือขวาของผู้หญิงตรงหน้า มีของเหลวเหนียวหนืดสีดำแดงขาวเขียวหยดติ๋งๆ ลงมา ดูคล้ายกับไอ้กองที่พื้นนั่นชอบกล...
คอหอยขยับเอื๊อก อาการอยากจะขย้อนของเก่าเริ่มตีตื้น...
...
"คุณไม่ต้องกังวล พวกเราแค่ทำตามขั้นตอนปกติ พามาสอบปากคำนิดหน่อย ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เดี๋ยวก็ส่งกลับบ้าน"
เซี่ยหลิงซินถูกคนกลุ่มนี้พาตัวมายังสถานที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง
คนพวกนี้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จาก "สำนักงานสิ่งแวดล้อม" ซึ่งเขาฟังแล้วสงสัยตะหงิดๆ
ที่บอกว่าแปลก ก็เพราะที่นี่มันชัดเจนว่าเป็น "ศาลเจ้า"
ป้ายหน้าประตูยังเขียนหราว่า: ศาลเจ้าเหลยจู่ (เทพสายฟ้า)
แต่ข้างประตูซ้ายขวากลับมีป้ายแขวนไว้ว่า: สำนักงานสิ่งแวดล้อมเมืองเหลยโจว
เป็นสำนักงานสิ่งแวดล้อมจริงๆ ด้วยแฮะ...
ศาลเจ้า กับ สำนักงานสิ่งแวดล้อม...
เซี่ยหลิงซินคิดหัวแทบแตกก็ยังมองไม่ออกว่าไอ้สองคำนี้มันเกี่ยวข้องกันตรงไหน แล้วมันมาอยู่ด้วยกันได้ยังไง?
ผู้หญิงกระโปรงทรงสอบคนนั้นหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง พูดทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียว แล้วก็เดินลิ่วเข้าไปในศาลเจ้า
เห็นลุคดูเย็นชา แต่จริงๆ ก็เป็นคนใจดีเหมือนกันนะเนี่ย
"ไปกันเถอะ"
...
"ชื่อ?"
"เซี่ยหลิงซิน"
"เพศ?"
"ชาย..."
"อายุ?"
"20"
"เอาความจริง!"
"...17 ย่าง 20"
"ย่างไปไกลจังนะพ่อคุณ! ที่อยู่!"
"อ่าวถงกู่ หมู่บ้านเหลยกง เลขที่ 86 ห้อง 1517"
"ผู้ปกครอง..."
"พ่อผมชื่อเซี่ยตงซาน เป็นครูสอนภาษาจีนที่โรงเรียนประถมถงกู่"
"หมดแล้ว?"
"หมดแล้ว"
"..."
หลังจากถามข้อมูลสัพเพเหระไปกองโต เซี่ยหลิงซินถึงสบโอกาสถามแทรกขึ้นมาว่า "เอ่อ คือพ่อผม..."
อีกฝ่ายตอบกลับมาว่า "วางใจได้ เราตรวจสอบแล้ว พ่อคุณอยู่ที่โรงเรียน เพื่อความไม่ประมาท เราส่งคนไปเฝ้าดูแล้ว ปลอดภัยหายห่วง"
เซี่ยหลิงซินถอนหายใจโล่งอก แม้จะรู้อยู่แล้วว่าตาแก่เซี่ยต้องอยู่ที่โรงเรียน นานทีปีหนถึงจะกลับบ้าน ไม่งั้นตอนเจอผีเมื่อกี้เขาคงไม่วิ่งหนีออกมาได้แบบไม่ลังเลขนาดนั้น
แต่ถ้ายังไม่ได้ยินคำยืนยัน ก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี
"เอ่อ ผมขอใช้โทรศัพท์หน่อยได้ไหมครับ?"
ซูหลีรู้ว่าเขาอยากโทรหาพ่อ เลยลากโทรศัพท์สำนักงานมาให้ "ใช้เครื่องนี้เลย"
เซี่ยหลิงซินโทรหาตาแก่เซี่ยต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าพ่อปลอดภัยดี ถึงได้วางใจจริงๆ
พอเขาวางสาย ซูหลีก็เข้าเรื่องทันที "คุณหนีออกมาจาก 'แดนผี' ของ 'ผีร้อยหน้า' ได้ยังไง?"
คนที่สอบปากคำเซี่ยหลิงซินเป็นเจ้าหน้าที่หนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ ขอเรียกว่าตำรวจไปก่อนแล้วกัน เซี่ยหลิงซินก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกนี้เป็นใครกันแน่
คงไม่ใช่พนักงานเก็บขยะจริงๆ หรอกมั้ง?
ไอ้หนุ่มนี่ไม่ได้ให้ความรู้สึกใจดีเหมือนพี่สาวขายาวคนเมื่อกี้
แต่ก็ไม่ได้ทำตัวกร่างใส่ แค่ทำหน้าตาเบื่อโลกเหมือนทำไปตามหน้าที่
"ผีร้อยหน้า? แดนผี?"
เขาฟังแล้วงงๆ ไม่เข้าใจศัพท์พวกนี้
"ก็ไอ้ผีตัวเมื่อกี้นั่นแหละ มันสามารถแปลงร่างเป็นคนที่คุณผูกพันที่สุดในใจได้ แดนผีที่มันสร้างขึ้น โดยปกติก็จะเป็นฉากที่คุณโหยหาที่สุดในใจเหมือนกัน"
เจ้าหน้าที่หนุ่มจ้องหน้าเขาเขม็ง ปากก็อธิบายไปด้วย "คนทั่วไปไม่มีทางมองทะลุการปลอมตัวของมันได้หรอก ยิ่งเรื่องหนีออกจากแดนผีของมันยิ่งไม่ต้องพูดถึง"
"คุณรู้ตัวได้ยังไง? แล้วหนีออกมาได้ยังไง?"
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง...
นอกจากคุณนายลู่ในชาติที่แล้ว เซี่ยหลิงซินก็ไม่มีห่วงกังวลอะไรอีก
ส่วนเซี่ยตงซาน... ถือว่าเป็นกรรมสัมพันธ์ที่สืบทอดมาแล้วกัน
ในเมื่อเขากับร่างเดิมกลายเป็นคนคนเดียวกันแล้ว จะให้ตัดขาดอดีตฉับเดียวก็คงไม่ได้
เซี่ยตงซานเป็นคนแปลกๆ แต่ก็ถือว่าเป็นคนดี
บุญคุณที่เลี้ยงดูร่างนี้มาเขาก็ต้องทดแทน อยู่ด้วยกันมาหลายปี ความผูกพันมันก็พอมีอยู่บ้าง
แต่คนที่เขาคิดถึงจริงๆ ลึกๆ ในใจ ก็ยังเป็นคุณนายลู่จากชาติที่แล้ว
สิ่งที่เขาโหยหาที่สุด คือการได้กลับบ้าน ได้ยินเสียงบ่นของคุณนายลู่อีกครั้ง ได้กินกับข้าวฝีมือแม่ที่รสชาติงั้นๆ อีกสักมื้อ
ไม่นึกเลยว่าความปรารถนาลึกสุดใจนี้ กลับมีผีตัวหนึ่งมาช่วยทำให้เป็นจริง
คิดถึงตรงนี้ เซี่ยหลิงซินก็อดเสียดายไม่ได้
ถ้าได้เจอหน้าบ่อยๆ ก็คงดี...
ต่อให้เป็นของปลอมก็เถอะ...
"ผมไม่รู้"
เซี่ยหลิงซินส่ายหน้า "ตอนแรกก็ดูไม่ออกหรอก แต่พอลองฝึกเคล็ดวิชาเพ่งจิตดู ก็มองเห็น แล้วผมก็ไม่ได้คิดอะไร แค่วิ่งออกมาเฉยๆ"
เขาไม่ได้คิดจะปิดบัง แล้วก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังด้วย
ขนาดอาจารย์ไป๋ยังเอามาสอนในคลิปได้ แสดงว่าไอ้วิชาเพ่งจิตพื้นฐานนี่ ถึงจะแพงหูฉี่สำหรับคนจน แต่ในสายตาคนพวกนี้คงไม่ใช่ความลับสุดยอดอะไร
แล้วก็จริงตามคาด เจ้าหน้าที่หนุ่มแค่เลิกคิ้วมองเขาด้วยความแปลกใจนิดหน่อย แต่ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากมาย
เขาคงนึกว่าเซี่ยหลิงซินฝึกเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว
ถ้ารู้ว่านี่คือผลลัพธ์จากการฝึกครั้งแรกของเซี่ยหลิงซิน ปฏิกิริยาคงไม่ใช่แค่นี้แน่
"ดูท่าคุณจะฝึกวิชาเพ่งจิตมาดีนะเนี่ย เจ้าผีร้อยหน้านี่ถึงจะเป็นแค่ผีระดับหนึ่งชั้นต่ำสุด แต่ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนที่มีฝีมือหน่อย ก็ยังสลัดมันหลุดไม่ได้ง่ายๆ"
เขาพูดพลางกวาดตามองบันทึกปากคำ แล้ววางปากกา ลุกขึ้นยืน
"เอาล่ะ รออยู่ตรงนี้แป๊บหนึ่งนะ ไม่ต้องเกร็ง แค่ขั้นตอนตามระเบียบ เดี๋ยวก็กลับได้แล้ว"
เจ้าหน้าที่หนุ่มถือบันทึกเดินออกไป
เดินตรงเข้าไปในห้องทำงานด้านใน แล้วเคาะประตู "หัวหน้า ผมซูหลีครับ"
"เข้ามา"
เสียงไพเราะดังออกมาจากข้างใน
เป็นเสียงของผู้หญิงคนเมื่อกี้ที่สร้างความประทับใจไว้นั่นเอง
"หัวหน้า เรียบร้อยแล้วครับ ไม่มีปัญหาอะไร"
จินซู่รับบันทึกปากคำจากซูหลีมาอ่านผ่านๆ "วิชาเพ่งจิตพื้นฐาน?"
ดวงตากระจ่างใสฉายแววแปลกใจ "บ้านเขาฐานะธรรมดามากไม่ใช่เหรอ?"
เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ พวกเขาตรวจสอบประวัติเซี่ยหลิงซินมาแล้ว ใช้เวลาสั้นมากแต่ได้ข้อมูลรวดเร็ว
พวกเขารู้ลึกกว่าแค่ข้อมูลในกระดาษแผ่นนี้
ถ้าพูดถึงเรื่องการฝึกตน ฐานะทางบ้านของเซี่ยหลิงซินไม่ใช่แค่ธรรมดา แต่ต้องเรียกว่ายากจนข้นแค้น
ไม่น่าจะมีปัญญาซื้อวิชาเพ่งจิตพื้นฐานได้
ซูหลีหัวเราะ "เรื่องนี้พูดไปหัวหน้าต้องไม่เชื่อแน่ ไอ้หนูนี่มันยอดคนชัดๆ ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี พ่อเป็นแค่ครูประถมต๊อกต๋อย แม่ก็ทิ้งไปตั้งแต่เล็กๆ"
"เงินเดือนพ่อก็น้อยนิด แถมพอเมียทิ้งก็หมดอาลัยตายอยาก ไม่ค่อยได้ดูแลลูกเต้า"
"แต่เซี่ยหลิงซินเริ่มหาเงินเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่อายุสิบขวบ"
"ไม่น่าเชื่อว่าจะเก็บเงินก้อนใหญ่ขนาดไปซื้อวิชาเพ่งจิตพื้นฐานมาได้"
ซูหลีถอนหายใจด้วยความทึ่ง "สงสัยเพราะช่วงนี้วิชามันลดราคา ไอ้หนูนี่เลยซื้อไหว"
"ลองคำนวณดูแล้ว เขาเพิ่งจะได้สัมผัสวิชาเพ่งจิตมาไม่ถึงปี แต่สามารถตั้งจิตให้เที่ยงตรงจนมองทะลุภาพลวงตาของผีได้ ถึงจะมีดวงช่วยด้วย แต่พรสวรรค์นี่ของจริง"
"จะว่าไป เขาก็มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเฉินแห่งเหลยโจวอยู่นะ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสสัมผัสโลกผู้ฝึกตนซะทีเดียว"
"น่าเสียดาย ถ้าได้ฝึกตั้งแต่เด็กๆ ป่านนี้คงได้เป็นผู้ฝึกตนเต็มตัวไปแล้ว"
จินซู่แปลกใจ "ตระกูลเฉินแห่งเหลยโจว?"
ซูหลีอธิบาย "เซี่ยหลิงซินเคยมีแม่ใช่ไหมครับ แล้วเขาก็ไม่ใช่ลูกคนเดียว ตอนเด็กๆ ยังมีพี่น้องอีกคน"
"คุณหนูของตระกูลเฉินเคยหายตัวไปช่วงหนึ่ง มีข่าวลือว่าโดนลักพาตัว แล้วบังเอิญมีเด็กคนหนึ่งไปช่วยไว้ได้ เด็กคนนั้นก็คือพี่น้องของเซี่ยหลิงซิน"
"พอตระกูลเฉินตามหาลูกสาวเจอ ด้วยความที่เด็กคนนั้นช่วยลูกสาวตัวเองไว้ แม่ของเซี่ยหลิงซินเลยยื่นเงื่อนไข ขอให้ตระกูลเฉินรับอุปการะเด็กคนนั้น แล้วปั้นให้เป็นผู้ฝึกตน"
ซูหลีเล่าต่อ "หัวหน้าเพิ่งย้ายมาเหลยโจวไม่นาน อาจจะยังไม่รู้ คุณหนูตระกูลเฉินกับเด็กที่ช่วยเธอไว้ในตอนนั้น ตอนนี้กลายเป็นยอดฝีมือรุ่นใหม่ที่หาตัวจับยากของเหลยโจว จนคนเขาเรียกขานกันว่า 'คู่แฝดสกุลเฉิน' (สองดาราแห่งตระกูลเฉิน)"
ผู้ฝึกตนมีสถานะเหนือกว่าคนทั่วไป การที่อีกฝ่ายไขว่คว้าโอกาสปีนป่ายขึ้นไป ก็พอจะเข้าใจได้
แต่พี่น้องสองคน ชะตาชีวิตต่างกันราวฟ้ากับเหว มันก็น่าสะท้อนใจจริงๆ
เขาถอนหายใจ "คนเหมือนกันแต่วาสนาต่างกันแท้ๆ พี่น้องคลานตามกันมา คนหนึ่งได้เป็นคุณชายตระกูลเฉิน เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ อนาคตไกลลิบ อีกคนกลับต้องตกระกำลำบาก ดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ"
"แต่ก็สมแล้วที่เป็นพี่น้อง ในเมื่ออีกคนทำได้ขนาดนั้น ถ้าเซี่ยหลิงซินได้ไปอยู่ตระกูลเฉินบ้าง ต่อให้เทียบคนพี่ไม่ได้ ก็ต้องมีดีกรีไม่ธรรมดาแน่"
"เด็กตัวแค่นี้ อาศัยลำแข้งตัวเองหาเงินซื้อวิชาฝึกตน งมโข่งฝึกเองจนสำเร็จวิชาเพ่งจิตได้"
"พรสวรรค์ของเขาอาจจะไม่ด้อยไปกว่าคนที่ไปอยู่ตระกูลเฉินเลยก็ได้"
จินซู่ฟังจบก็กวาดตามองบันทึกอีกรอบ "ในนี้ไม่เห็นเขียนว่าเขามีแม่กับพี่น้อง?"
"อาจจะเป็นปมในใจมั้งครับ เขาคงไม่นับญาติกับแม่คนนี้แล้ว แถมไอ้หนูนี่ขี้ระแวง กันท่าพวกเราน่าดู แต่ในทางกฎหมาย ตอนนี้เขาก็มีแค่พ่อคนเดียวจริงๆ"
"แม่เขาในตอนนั้น อ้างเหตุผลว่าลูกยังเล็ก ขอติดตามไปดูแลลูกที่บ้านตระกูลเฉินด้วย"
"แล้วหัวหน้าทายสิเกิดอะไรขึ้น? ตระกูลเฉินไม่แค่ยอมตกลง ผ่านไปไม่ถึงสองปี แม่เขาก็หย่ากับพ่อแล้วแต่งงานใหม่ แต่งกับใครรู้ไหม? แต่งกับผู้นำตระกูลเฉินคนปัจจุบันนั่นแหละครับ! สุดยอดไหมล่ะ?"
ซูหลีนึกถึงข้อมูลพวกนี้แล้วก็ได้แต่เดาะลิ้นชม ความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้
ตระกูลเฉินแห่งเหลยโจวคือใคร?
ได้รับฉายาว่าเป็นอันดับหนึ่งแห่งเหลยโจวเชียวนะ
ผู้หญิงคนนั้นมีมนตร์วิเศษอะไร ถึงทำให้ผู้นำตระกูลเฉินยอมแต่งงานกับแม่ม่ายลูกติดที่ฐานะต่างกันราวฟ้ากับดินได้?
แววตาของจินซู่ฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง แต่ก็แค่พยักหน้า ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
"ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ให้คนไปส่งเขากลับ แล้วช่วงนี้จับตาดูหน่อย"
"ระยะนี้มีคดีผีกินคนเกิดขึ้นหลายราย ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ เป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับ 'แดนตำนาน'"
"เรายังหาพิกัดที่แน่นอนของมิติไม่ได้ ห้ามประมาทเด็ดขาด"
"รับทราบครับ" ซูหลีรับคำ เดินออกจากห้องทำงานกลับไปยังที่เดิม
"หืม?"
แต่กลับพบว่าเซี่ยหลิงซินไม่ได้นั่งอยู่ที่เดิมแล้ว
"คนหายไปไหน?"
เจ้าหน้าที่ข้างๆ ตอบอย่างเคยชินว่า "เดินไปดูศาลเจ้าเหลยจู่แล้ว"
ซูหลีถอนหายใจ ไม่ได้แปลกใจอะไร
เห็นได้ชัดว่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก
จะโทษก็ต้องโทษหน่วยงานเขานี่แหละที่อินดี้จัด มาตั้งสำนักงานอยู่ในศาลเจ้า
ข้างหน้าคือวิหารเหลยจู่ เป็นโบราณสถานตั้งแต่สมัย "ดาวบรรพกาล"
คนเข้าออกที่นี่เยอะแยะ คนอยากรู้อยากเห็นก็มีไม่น้อย พวกเขาไม่ได้ห้าม ปล่อยให้คนนอกเดินชมได้
เขาเลยต้องหอบข้าวของเดินตามไปหาเซี่ยหลิงซิน
เวลานั้น เซี่ยหลิงซินกำลังยืนอยู่ในวิหารเหลยจู่ จ้องมองเทวรูปที่ประดิษฐานอยู่อย่างเหม่อลอย
วิหารเหลยจู่แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ไม่ต่างจากวัดทั่วไปที่เขาเคยเห็นในชาติที่แล้ว
ข้างในประดิษฐานเทวรูปที่เขาคุ้นตาเป็นอย่างดี
เซี่ยหลิงซินรู้อยู่แล้วว่าเขาน่าจะยังอยู่ในโลกใบเดิม
เพียงแต่โลกใบนี้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน จนสรรพสิ่งเปลี่ยนผันไปหมดสิ้น
เป็นเพียงการผลัดเปลี่ยนของยุคสมัยเท่านั้น
ทุกสิ่งที่เขาเคยคุ้นเคย อาจจะถูกฝังกลบอยู่ใต้ฝุ่นผงแห่งประวัติศาสตร์ไปหมดแล้ว
เพียงแต่ยังฝังไม่มิด
เทวรูปเหลยจู่ตรงหน้านี้คือตัวอย่าง
เทวรูปดูน่าเกรงขาม มือถือกระบองเหล็กทองคำและธงสายฟ้า เท้าเหยียบกิเลนและกลองสวรรค์
รูปลักษณ์ของเหลยจู่ (เทพสายฟ้า) มีหลายปาง ปางนี้น่าจะเป็นปางที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด
ไม่ต่างจากในความทรงจำของเซี่ยหลิงซินเท่าไหร่ แค่รายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้นที่ต่างไป
"เป็นไง? เทวรูปองค์นี้ไม่ธรรมดาใช่ไหมล่ะ?"
เสียงซูหลีดังขึ้นจากข้างหลัง
เซี่ยหลิงซินหันกลับไปมอง
ซูหลียิ้ม "อย่าดูถูกเทวรูปองค์นี้เชียว นี่คือโบราณวัตถุของจริงจากยุคดาวบรรพกาลเลยนะ"
"คนใหญ่คนโตในเมืองที่ฝึกวิชาสายฟ้าหลายคน ก็เคยมาเพ่งจิตกับเทวรูปองค์นี้ จนได้รับพรจากองค์เหลยจู่ เติมเต็มแก่นแท้แห่งวิชาสายฟ้ากันไปแล้ว"
"ดูตรงนี้สิ"
เขาชี้ไปที่เสาสองต้นขนาบข้างแท่นบูชา บนนั้นมีตัวอักษรจารึกอยู่แถวหนึ่ง:
"เก้าชั้นฟ้าขุนพลสามพัน สายฟ้าฟาดทหารแปดหมื่น!"
"เพลิงกัลป์ผลาญโลกหล้า ภูตผีกลายเป็นธุลี!"
"ว่ากันว่า นี่คือคาถาอัญเชิญสายฟ้า"
"เทวรูปเหลยจู่แฝงพลังอำนาจมหาศาล และซ่อนความลับสะเทือนฟ้าดินเอาไว้ ใครที่สามารถหยั่งรู้ความลับนี้ได้ ก็จะได้รับพลังเทพเหลยจู่ในตำนาน สามารถบงการสายฟ้า ชำระล้างบาปทั้งมวลในโลกหล้า ขับไล่ภูตผีปีศาจ สำแดงเดชเหนือจักรวาล กอบกู้โลกและสรรพชีวิต..."
พูดไปพูดมาก็ชะงัก นึกขึ้นได้ว่านี่มันก็แค่เด็กสลัมปากกัดตีนถีบ พูดเรื่องโบราณวัตถุ เรื่องวิชาสายฟ้าไป มันจะไปรู้เรื่องอะไร
เลยโบกมือปัดๆ "ช่างเถอะ พูดไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก อีกอย่างจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครหยั่งรู้ความลับที่ว่านั่นได้จริงๆ สักคน"
"นายรู้แค่ว่า อย่าว่าแต่หยั่งรู้ความลับเลย แค่นายได้รับพรจากองค์เหลยจู่ ตระกูลใหญ่ๆ ในเมืองคงแย่งตัวนายกันหัวแตก"
ถึงปากซูหลีจะพูดแบบนั้น แต่ดูจากรอยยิ้มบนหน้า ก็คงแค่พูดแหย่เล่นขำๆ
อย่าเห็นว่าเทวรูปเหลยจู่ตั้งโดนโท่ให้คนดูฟรีๆ แบบนี้
นี่คือสมบัติล้ำค่าของสำนักงานสิ่งแวดล้อมเชียวนะ
โบราณวัตถุที่มีจิตวิญญาณสถิต กันภูตผีปีศาจได้ชะงัดนัก
นอกจากความลับในตำนานที่ว่าแล้ว ยังให้พร ปัดเป่าเภทภัยได้ด้วย
การให้พรเป็นเรื่องดี สำนักงานเลยไม่เคยห้ามใครเข้ามาสักการะ
โบราณวัตถุ?
คำนี้เขาเคยได้ยินในคลิปอาจารย์ไป๋อยู่สองสามครั้ง
เหมือนจะสำคัญมากสำหรับผู้ฝึกตน แต่ก็พูดถึงแบบคลุมเครือ เขาเลยไม่ได้เข้าใจอะไรมากนัก
เซี่ยหลิงซินมาดูเทวรูปเหลยจู่ เดิมทีก็แค่เพื่อรำลึกความหลังของชาติที่แล้ว
แต่คำพูดลอยๆ ของซูหลีเมื่อกี้ กลับทำให้เขาเริ่มคิดจริงจัง
น่าเสียดายที่ดูยังไง ก็ดูไม่ออกว่ามีอะไรพิเศษ
ก็แค่เทวรูปเก่าๆ องค์หนึ่ง
จิตวิญญาณ?
ก็ดูน่าเกรงขามดี งานแกะสลักประณีต แถมมีกลิ่นอายความเก่าแก่โบราณ
นอกจากนั้น ก็ไม่เห็นมีอะไร
หรือว่าวิธีดูจะผิด?
เซี่ยหลิงซินนึกถึงวิชาเพ่งจิตพื้นฐาน
ตั้งจิตให้เที่ยงตรง จินตนาการถึงสองเท้าที่หยั่งรากลงดิน
ไม่ทันรู้ตัว เขาก็เข้าสู่สภาวะแปลกประหลาดนั้นอีกครั้ง
ก็ยังไม่เห็นต่างจากเดิม...
การเพ่งจิต...
จากหลักการของวิชาพื้นฐาน มันคือวิธียกระดับจิตวิญญาณของตัวเอง
แล้วถ้าสิ่งที่เพ่งจิต ไม่ใช่ตัวเองล่ะ?
เทวรูปเหลยจู่องค์นี้...
องค์เหลยจู่ ดูเหมือนจะมีตำนานหลายกระแส
บ้างก็ว่าเป็น 'จิ่วเทียนเหลยเซิงผู่ฮว่าเทียนจุน' (เทวะผู้สำแดงเสียงฟ้าเก้าชั้นฟ้า) ร่างอวตารของมหาเทพ 'อวี้ชิงเจินหวังฉางเซิงต้าตี้' (มหาเทพผู้เป็นอมตะแห่งหยกบริสุทธิ์)
เป็นตัวแทนสวรรค์ลิขิตความเป็นความตาย ความเจริญและความเสื่อม ให้คุณให้โทษ บันดาลลมฝน ปราบมารสยบปีศาจ บัญชาสายฟ้า
เบื้องบนส่องสว่างวิถีแห่งเต๋า เบื้องล่างโปรดสัตว์ในนรกภูมิ...
เซี่ยหลิงซินค่อยๆ ทบทวนความรู้ที่ตัวเองมี ผสมผสานกับความทรงจำและภาพเทวรูปตรงหน้า วาดภาพองค์เหลยจู่ขึ้นในใจ พร้อมสวดภาวนาพระนามด้วยใจศรัทธา
ขอองค์เหลยจู่คุ้มครอง ชี้ทางสว่าง
ภาพตรงหน้าเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงๆ
เขาเห็นความว่างเปล่าอันโกลาหล (เคออส)
ในภวังค์อันเลือนราง ท่ามกลางความโกลาหลนั้น มีแสงเซียนไหลเวียน เมฆมงคลปกคลุมทั่วฟ้า
เหล่าร่างเงาที่มีรัศมีเซียนห่อหุ้ม บ้างขี่เมฆ บ้างขี่หงส์ บ้างนั่งราชรถแก้ว
ต่างพากันก้มกราบกรานเงาร่างอันยิ่งใหญ่สุดจะพรรณนาที่นั่งตระหง่านอยู่กลางความโกลาหลนั้น
รอบกายรายล้อมด้วยดวงดาวนับล้าน ไอม่วงอบอวล ลมทิพย์กรรโชก
มีเสียงทุ้มลึกดังกึกก้องประดุจเสียงฟ้าคำราม
"ตัวกูรับบัญชาแห่งหยวนสื่อ (ปฐมกาล) มาเทศนาธรรม ณ ที่แห่งนี้..."
"ก่อนกำเนิดฟ้าดิน กายขูนั้นดำรงอยู่ ก่อนมีกายกู รากเหง้าได้ก่อเกิด"
"เกิดคือราก ตายคือเหง้า วัฏจักรเป็นตาย หมุนวนดั่งมดไต่โม่หิน..."
[จบแล้ว]