- หน้าแรก
- หลังหย่า ฉันจะกลายเป็นเศรษฐี
- บทที่ 23 เส้นศีลธรรม
บทที่ 23 เส้นศีลธรรม
บทที่ 23 เส้นศีลธรรม
บทที่ 23
ฮันอี้หลานสวมเดรสสั้นสีดำเข้ารูป ข้างล่างคือถุงน่องดำรัดเรียวยาว
ส่วนสูงจริงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามเซนติเมตร ขาเรียวอยู่แล้ว
พอใส่ส้นสูงปลายแหลมแปดเซนติเมตรเข้าไป ความสูงพุ่งเป็นหนึ่งร้อยแปดสิบเอ็ด
ขาทั้งสองยิ่งดูยาวจนสะดุดตา
สมกับเป็นระดับนางฟ้าที่ “ดูได้ แต่ห้ามแตะต้อง”
สายลมต้นฤดูร้อนพัดมาเบา ๆ
ผมยาวตรงสีดำปลิวไปด้านขวา ชายกระโปรงก็ไหวตาม
เธอยกมือหนึ่งกดชายกระโปรงไว้ อีกมือเสยผมทัดหูเบา ๆ
น่องขาขวารู้สึกคันเล็กน้อย จึงยกส้นสูงที่ใส่ถุงน่องจากเท้าซ้ายไปเกาทีนั้นอย่างแผ่วเบา
ท่วงท่าธรรมดาแบบนี้
แต่ดันทำเอาหนุ่มออฟฟิศที่ยืนรอรถเมล์ข้าง ๆ เคลิ้มจนลืมขึ้นรถ
ฮันอี้หลานกำลังแชตกับพ่อแม่เป็นภาษาเกาหลี
แอป วีแชท คือสิ่งที่เธอดาวน์โหลดไว้ใช้ตอนมาเรียนที่โมตู
ทันใดนั้น เบนท์ลีย์ เบนเทย์ก้าคันหนึ่งก็ขับมาจอดตรงหน้า
เหลียงซ่านเหวินลดกระจกลง
ทันทีที่เขามองออกไป ก็เห็นขาคู่ยาวในถุงน่องสีดำเด่นสะดุดตา
“อี้หลาน”
ฮันอี้หลานก้มลงเข้าไปในรถ มือหนึ่งกดคอเสื้อไว้
พอเห็นว่าเป็นเหลียงซ่านเหวินก็ยิ้มออกมา
“พี่ซ่านเหวิน มาทำอะไรแถวนี้คะ?”
“ผมฟังวิทยุ เขาบอกว่าหน้าสถานทูตเกาหลีมีสาวสวยยืนรอรถ ผมเลยอ้อมทางมาดูหน่อย …แล้วก็เจอจริง ๆ”
ฮันอี้หลานหัวเราะคิกหนึ่ง
จากนั้นก็เปิดประตูขึ้นมานั่งที่เบาะข้างคนขับ ขาทั้งสองชิดแนบ ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
“เธอมาทำธุรเหรอ?”
“ฉันมาขอต่อวีซ่า เรียนจบแล้ว ก็อยากลองหางานที่เมืองโมตูสักหน่อย”
เหลียงซ่านเหวินได้ยินแล้วก็พอใจมาก
ถ้าเธออยู่ต่อ ก็ช่วยเลี้ยงลูกได้สิ
ผู้ช่วยเลี้ยงลูกเกรดพรีเมียมสี่คนจากสี่ประเทศ
คิดดูสิ ลูกสาวเขาจะมีบุคลิกดีแค่ไหน
หลีเวินหนิง มีความเป็นกันเอง และเป็นน้องเมีย มีสายสัมพันธ์พิเศษ
กู่ลี่เจ๋อหนา เป็นสาวชาวซินเจียง สอนเต้นพื้นเมืองได้
ฮาเนะ มายิ สาวญี่ปุ่น สอนภาษาญี่ปุ่นได้
ฮันอี้หลาน สาวเกาหลี สอนภาษาเกาหลีได้
ถ้าจ้างครูทั้งหมดนี้ ต้องเสียเงินเท่าไหร่?
แต่ถ้าทุกคนอยู่ต่อก็เท่ากับได้ฟรีหมด!
ฮันอี้หลานถอนหายใจ
“แต่ถ้าหางานไม่ได้ ฉันต้องกลับเกาหลี …เจ๋อหนาก็เหมือนกัน ถ้าหางานที่นี่ไม่ได้ เธอกลับซินเจียงไปพักเฉย ๆ
ส่วนมายิ เธอบอกว่าถ้ามีแฟนก็อยู่ต่อ ถ้าไม่มี ก็กลับญี่ปุ่น”
“……!”
แผนหวานชื่นที่เขาเพิ่งคิดเสร็จ
กำลังจะพังยับ?
เหลียงซ่านเหวินรีบพูด
“เรื่องงาน ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวค่อย ๆ หาไปนะ”
ผู้หญิงพวกนี้…เขาไม่อยากเสียสักคน
ทั้งสวย ทั้งนิสัยดี และช่วยเลี้ยงลูกได้
เขาเสียภรรยาไปแล้ว จะให้เสียกลุ่มนางฟ้าสี่คนนี้ไปอีกได้ไง
งานสำหรับอี้หลานกับเจ๋อหนา เขาช่วยได้
แต่เรื่องที่ฮาเนะ มายิกลับยากสุดเพราะเธอบอกว่าต้องมีแฟนก่อนถึงจะอยู่ต่อได้
ไม่ไหว ๆ
ถ้ามีแฟนแล้ว ใครจะช่วยเลี้ยงลูกเขา?
ถ้าเธอจะมีแฟน ก็ต้องเป็น “คนในครอบครัว” เท่านั้น
ถึงจะช่วยเลี้ยงลูกได้อย่างตั้งใจ
ทั้งคู่ขับมาถึงหน้าโรงแรมมาแยวท์เดอะบันด์ แล้วลงจากรถ
พอยืนคู่กัน เหลียงซ่านเหวินถึงกับชะงัก
“ดีนะว่าฉันสูงกว่าเธอนิดหนึ่ง ไม่งั้นถ้าเธอใส่ส้นสูงแบบนี้ ฉันนี่ไม่กล้ายืนข้างเลยนะ”
ฮันอี้หลานยิ้ม
“พี่ซ่านเหวินพูดเกินไปค่ะ ถึงฉันจะใส่ส้นสูง แต่ยังไงก็ไม่สูงกว่าพี่หรอกค่ะ”
เหลียงซ่านเหวินยิ้มตอบผู้หญิงคนนี้พูดเป็นเหมือนกัน
ทั้งคู่ขึ้นลิฟต์ไปยังห้องสวีท
ฮันอี้หลานเปิดประตูด้วยบัตร
ทันทีที่เปิดเข้าไป
ภาพแรกที่เห็นคือวิวตึกโอเรียนทัลเพิร์ลผ่านกระจกใส
และริมหน้าต่างฮาเนะ มายิ, กู่ลี่เจ๋อหนา, และหลีเวินหนิง
ทั้งสามใส่กางเกงโยคะ อยู่ในท่าโยคะแบบก้มสี่ขา
ยกสะโพกโด่งขึ้นเหมือนลูกพีชสุก
สะโพกทั้งสามชี้มาทางประตูเหมือนนัดกันไว้
เหยียนเหยียนก็วิ่งเล่น
กอดสะโพกเวินหนิงที
ไปกอดสะโพกอี้หลานที
แล้วก็กอดของมายิอีกที
เล่นสนุกแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย
พอเหลียงซ่านเหวินเห็นภาพนี้
เขายิ่งมั่นใจ สาว ๆ พวกนี้ต้องอยู่ช่วยเลี้ยงลูกเขาให้ได้ทุกคน!
เสียงเปิดประตูทำให้สาวทั้งสามหันมามอง
หลีเวินหนิงหันมาเห็นพี่เขย
“พี่…”
ยังไม่ทันพูดคำว่า “เขย”
ฮาเนะ มายิที่เป็นสาวญี่ปุ่นกลับพุ่งตัวเร็วกว่า
เลิกเล่นโยคะทันที
วิ่งเท้าเปล่ามารับรอง
แย่งรองเท้าแตะจากมือฮันอี้หลาน
นั่งคุกเข่าแบบญี่ปุ่นตรงหน้าเหลียงซ่านเหวิน
วางรองเท้าแตะไว้ตรงหน้าเขา
แล้วโน้มกายลง
“คนนิฉิวะ… ซ่านเหวินคุง~”
ภาพแบบนี้
เขาเคยเห็นแต่ในร้านอาบอบนวดที่โตเกียว
แต่ในชีวิตจริงครั้งแรก!
ฮันอี้หลาน, กู่ลี่เจ๋อหนา, หลีเวินหนิง : “!!!”
ฮันอี้หลานหน้าตึง “มายิ! อยู่มหาลัยสี่ปี แกไม่เคยคุกเข่าต้อนรับฉันเลยนะ!”
“ก็เธอเป็นคนเกาหลีไง จะให้ฉันคุกเข่าให้เธอทำไม?”
ในญี่ปุ่น การคุกเข่าเป็นสัญลักษณ์ของ “การยอมรับ-การรับใช้”
“แก…!”
ฮันอี้หลานถอดส้นสูงปาออกไปด้วยอารมณ์
เดินกระทืบถุงน่องมาอุ้มเหยียนเหยียน
ไปนั่งบนโซฟาอย่างหัวเสียเต็มที่
ห้องพักนี้…สุดยอดจริง ๆ
ใครจะคิดว่าเอาสามสาวจาก เกาหลี ญี่ปุ่น ซินเจียง มาอยู่ห้องเดียวกันได้
ฮาเนะ มายิเลื่อนรองเท้ามาใกล้
“ซ่านเหวินคุง เชิญใส่รองเท้าค่ะ”
เหลียงซ่านเหวินยกมือขึ้น
“มายิ ลุกขึ้นเถอะ พี่แค่เลี้ยงข้าวกับให้พักห้องหรู แค่นี้เอง เธอทำแบบนี้ไม่ดีหรอก”
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ซ่านเหวิน~ หนูช่วยใส่รองเท้าให้นะคะ”
ฮาเนะ มายิไม่รู้จักคำว่าอาย
โน้มตัวลงมาช่วยเขาเปลี่ยนรองเท้าอย่างตั้งใจ
ฮาเนะ มายิกลับมองว่าทุกอย่าง “ปกติ”
เพราะในประเทศของเธอผู้หญิงจะเอาใจผู้ชายเป็นเรื่องธรรมดา
หลังช่วยสวมรองเท้าแตะให้เรียบร้อย
เธอก็ลุกขึ้นยืน ยิ้มตาหยี
“ซ่านเหวินคุง จะดื่มน้ำไหมคะ?”
เหลียงซ่านเหวินพูดเสียงนุ่ม
“เรียกพี่ซ่านเหวินเถอะ แบบเดิมนั่นแหละ”
ฮาเนะ มายิ “เฮ่!” ออกมาเบา ๆ คล้ายเสียงรับคำ
จากนั้นก็วิ่งดุ๊กดิ๊กกลับไปที่เสื่อโยคะ
นอนคว่ำ ยกสะโพกขึ้นเหมือนลูกพีชอีกครั้ง
ท่านั้นช่างไม่เกรงใจสายตาผู้ชายเอาเสียเลย
หลีเวินหนิงหันไปบอกพี่เขย
“พี่เขย รอเราหน่อยนะ พวกเราขออีกยี่สิบนาที”
“ได้”
เหลียงซ่านเหวินนั่งพิงพนักโซฟา
หันมองฮันอี้หลานที่กำลังอุ้มเหยียนเหยียน
แล้วหันมองสามสาวที่กำลังยืดตัวบนเสื่อโยคะ
นี่มันดีกว่าไลฟ์สดโยคะในแอปอะไรต่อมิอะไรอีก…
ผู้ชายที่ไหนจะไม่ชอบ?
พวกเธอฉันจะไม่ยอมเสียสักคน ทุกคนต้องอยู่ช่วยเลี้ยงลูกฉันให้ได้!
จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ฉันก็ยอมทั้งนั้น
ความเป็น “พ่อ” บางทีก็เข้าใจยาก
แต่หัวใจพ่ออย่างเขาตอนนี้คิดถึงลูกก่อนเสมอ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ส่งข้อความใน วีแชท ให้ หลิวอวี่ซี ร้านแอลวี สาขาห้างกั๋วจินเซ็นเตอร์
ห้างกั๋วจินเซ็นเตอร์ ร้านแอลวี
หลิวอวี่ซี เห็นข้อความแล้วก็รีบสั่งลูกน้องทันที
“เสี่ยวจาง เสี่ยวหวัง เอานิวคอลเลกชันล่าสุดของกระเป๋า เสื้อผ้า และส้นสูงใส่กล่องไว้เลย
คุณซ่านเหวินที่ขับเบนท์ลีย์เมื่อวันก่อน เรียกบริการถึงบ้าน”
ชื่อ “เหลียงซ่านเหวิน” ทำเอาอีกคนที่กำลังยืนเลือกของอยู่สะดุดหูขึ้นมา
ลู่หยิ่งเฟยที่กำลังถือส้นสูงราคาหลายหมื่น
หยุดชะงักทันที
สองวันที่ไม่ได้เจอพี่ซ่านเหวิน
เธอคิดถึงจนแทบจะทนไม่ไหว
เธอมองเห็นพนักงานทั้งร้านกำลังช่วยกันบรรจุกล่องสินค้าใหม่เอี่ยม
เตรียมขนไปให้ “ลูกค้าคนพิเศษ”เหลียงซ่านเหวิน
หลิวอวี่ซีเห็นเธอแล้วก็นึกได้
ไม่น่าเลย…ไม่ควรพูดชื่อพคุณซ่านเหวินออกไปต่อหน้าเธอเลยจริง ๆ
เพราะลู่หยิ่งเฟยคือคนที่คุณซ่านเหวินพามาร้านเมื่อคราวก่อน
แต่ครั้งนี้…
ของที่กำลังแพ็กส่งไปให้คุณซ่านเหวินทั้งหมดแพงกว่ากระเป๋าที่เธอถืออยู่เสียอีก
ความรู้สึกเจ็บจี๊ดที่กลางอกแวบขึ้นมา
หลิวอวี่ซีเดินมาถาม
“คุณหยิ่งเฟยคะ สนใจส้นสูงคู่นี้ไหม?”
ลู่หยิ่งเฟยวางลง
“…ขอดูก่อนค่ะ”
แต่ความจริงคือเธอซื้อไม่ไหว
หลิวอวี่ซีเห็นก็ยิ้มสุภาพ
หันไปสั่งลูกน้องเสียงเรียบ
“เสี่ยวจาง เอาคู่นี้ใส่กล่องด้วย คุณลูกค้าคนสำคัญเขาระบุว่าต้องการคู่นี้”
พูดจบก็กลับไปทำงาน ไม่สนใจลู่หยิ่งเฟยอีก
ครั้งก่อนที่ลู่หยิ่งเฟยมากับเหลียงซ่านเหวิน
หลิวอวี่ซีบริการเธอเหมือนเจ้าหญิง
แต่ตอนนี้…
ไม่มีเหลียงซ่านเหวินเธอก็ไม่ใช่ใครที่ร้านจะใส่ใจอีกต่อไป
ความจริงของวงการห้างหรูมันก็แบบนี้
“ไม่เสียเวลากับคนธรรมดาเพราะเวลาเหล่านั้นเก็บไว้ให้ลูกค้าเงินถึง”
ลู่หยิ่งเฟยรู้สึกทั้งโดนทิ้ง ทั้งเศร้าขึ้นมาในอก
เธอกัดริมฝีปาก สูดลมหายใจ
แล้วตัดสินใจกดโทรศัพท์ส่งข้อความไปหาเหลียงซ่านเหวิน
【พี่ซ่านเหวิน เที่ยงนี้ว่างไหมคะ? ฉันอยากเลี้ยงข้าวพี่】
เพราะเธอไม่อยาก “เสีย” ผู้ชายคนนี้ไป
เหลียงซ่านเหวินตอบกลับมาเร็วมาก
【เที่ยงติดธุระครับ ไม่ว่าง】
หัวใจเธอหล่นวูบ
รีบพิมพ์อีกครั้ง
【ถ้าอย่างนั้น…บ่ายได้ไหมคะ?】
เวลาผ่านไปทีละวินาที
แต่ละวินาทีเหมือนคมมีดกรีดลงหัวใจ
ถ้าเขาบอกว่า “ไม่ว่าง” อีกครั้งก็หมายถึงว่า
เขาไม่ต้องการเธออีกแล้ว
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น
ติ๊ง
【เมื่อวานเห็นสตอรี่ที่เธอโพสต์
พุดดิ้งมะม่วง ที่เธอทำ น่ากินดีนะ
บ่ายนี้ว่าง เดี๋ยวไปลองชิมที่บ้านเธอ】
ลู่หยิ่งเฟยยืนค้าง หัวใจเต้นแรง
พี่ซ่านเหวิน…ยังไม่ทิ้งฉัน
【ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันทำเตรียมไว้ให้】
เขาตอบทันที
【ไม่ต้องส่งมา เดี๋ยวไปกินที่บ้านดีกว่า】
ที่ บ้าน ?
ลู่หยิ่งเฟยชะงักทันที
เธออยู่บ้านเดียวกับ หลีซิงหร่าน
และเธอรู้ว่าเหลียงซ่านเหวินไม่อยากเจอหลีซิงหร่านอีกแล้ว
นั่นหมายความว่า…
บ่ายนี้หลีซิงหร่านต้องไม่อยู่บ้าน
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ
ขีดเส้นแบ่งระหว่าง “เพื่อน” กับ “ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง”
กำลังรอให้เธอก้าวข้าม
ถ้าเธอปฏิเสธเธอจะ “เสียเขาไปตลอดกาล”
ถ้าเธอยอมรับเธออาจได้ “ทุกอย่าง”
ภาพของหลีซิงหร่านเพื่อนสนิท
ที่เพิ่งหย่าร้างลอยขึ้นมาในหัว…
การพาผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น “สามีเพื่อน” เข้าบ้านตัวเอง
คือบททดสอบศีลธรรมครั้งใหญ่ในชีวิตเธอ
นิ้วโป้งเธอสั่นเล็กน้อยลังเลอยู่ไม่กี่วินาที และกดส่ง
【พี่ซ่านเหวิน…ฉันจะรออยู่ที่บ้านค่ะ】