- หน้าแรก
- ใครว่าโจรทำได้แค่สะเดาะกลอน ในเมื่อข้าช่วงชิงทักษะได้ไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 4: ตราเลื่อนระดับไร้พรมแดน — ระดับ SSS
บทที่ 4: ตราเลื่อนระดับไร้พรมแดน — ระดับ SSS
บทที่ 4: ตราเลื่อนระดับไร้พรมแดน — ระดับ SSS
บทที่ 4: ตราเลื่อนระดับไร้พรมแดน — ระดับ SSS
เวินหรูอวี้เดินออกจากโถงแลกเปลี่ยนด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง เสียงแจ้งเตือนยอดเงินเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นให้ชื่นใจ
แม้จะเป็นเงินเพียง 3,700 หยวน แต่นี่คือกำไรก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยหาได้ด้วยตัวเองในคราวเดียว
“เย็นนี้ต้องจัดมื้อใหญ่ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้ว”
เขากลับมาที่ร้านก๋วยเตี๋ยวใต้แฟลตที่พัก
“ลุงจางครับ ขอหมี่เนื้อตุ๋นชามหนึ่ง เพิ่มเนื้อพิเศษ ใส่ไข่ต้มชาด้วย แล้วก็น้ำอัดลมขวดหนึ่งครับ”
ถึงจะมีเงินแล้วเขาก็ไม่ได้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ทุกหยวนยังต้องผ่านการวางแผนมาอย่างดี
“โอ้ เวินหรูอวี้ วันนี้รวยมาจากไหนเนี่ย ปกติเห็นกินแต่บะหมี่ไก่ฉีกธรรมดาๆ” ลุงจางมองเขาด้วยความแปลกใจ
ลุงจางรู้จักเวินหรูอวี้ดี เด็กคนนี้เป็นประเภทที่ไม่ยอมแตะต้องของดีราคาแพงหากไม่จำเป็น อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด
ยอมกินน้ำแกงใสดีกว่ากินเนื้อ ยอมดื่มน้ำลวกเส้นดีกว่าซื้อน้ำเปล่า ยอม...
“ฮะๆ วันนี้โชคดีนิดหน่อยน่ะครับลุง ได้กำไรติดมือนิดๆ หน่อยๆ”
“ดีแล้วๆ รอเดี๋ยวไปทำมาให้” ลุงจางยิ้มกว้างอย่างมีความสุขพลางรีบหันไปง่วนอยู่ในครัว
หลังจากอิ่มท้อง เวินหรูอวี้ก็กลับขึ้นห้องพัก
เขาวางกระเป๋าเป้ใบใหม่ลงบนโซฟา นี่คือกระเป๋ามิติมหาเวทย์ที่เขาเพิ่งซื้อมาจากโถงแลกเปลี่ยน
มันคือกระเป๋าระดับ D ที่มีช่องเก็บของเพียงสิบช่อง แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา
เหตุผลหลักคือเขามีปัญญาซื้อได้เท่านี้
เวินหรูอวี้เดินเข้าไปในห้องนอนและเปิดไฟ บนผนังมีรูปถ่ายขาวดำแขวนอยู่ เขาหยิบธูปสามดอกออกมาจากลิ้นชัก
“พ่อครับ ผมตื่นรู้ในอาชีพเดียวกับพ่อเลยนะ เป็นนักย่องเบาเหมือนกัน เพียงแต่ผมเก่งกว่าพ่อนิดหน่อยตรงที่มีความสามารถพิเศษเพิ่มมาอีกอย่าง ไม่ต้องห่วงนะครับ ตอนนี้ลูกชายพ่อหาเลี้ยงตัวเองได้สบายมาก”
เขามองรูปถ่ายนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหลัง
ตั้งแต่จำความได้ เขาไม่เคยเห็นหน้าแม่ และไม่เคยได้ยินพ่อพูดถึงแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ส่วนพ่อของเขานั้นมักจะยุ่งอยู่กับการหาเงิน บางครั้งก็หายออกจากบ้านไปเป็นเดือนๆ
จนกระทั่งตอนเขาอายุสิบห้า พ่อทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่งพร้อมกับพัสดุกล่องใหญ่ก่อนจะรีบจากไป
เขาคิดว่านั่นก็คงเป็นแค่ภารกิจอีกครั้งเหมือนที่ผ่านมา แต่ใครจะไปคาดคิดว่านั่นจะเป็นการเดินทางที่พ่อไม่มีวันได้กลับมาอีกเลย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาจึงเปิดตู้ด้านล่างและหยิบของสองสิ่งออกมา
เขาเปิดซองจดหมาย
“เมื่อลูกเปิดจดหมายฉบับนี้ ลูกคงจะได้เปลี่ยนอาชีพสำเร็จแล้ว พ่อไม่รู้หรอกว่าลูกจะได้อาชีพอะไร ดังนั้นพ่อจะไม่พูดอะไรมาก ถ้าอาชีพของลูกทรงพลังมากพอ ลูกก็เปิดคัมภีร์และตราประทับนั่นซะ แต่ถ้ามันแย่จนเกินไป ลูกจงเอาของสองสิ่งนี้ไปขาย ให้ไปหาลุงจาง เขาจะช่วยจัดการเรื่องขายให้ได้ แต่อย่าขายต่ำกว่าสองร้อยล้านเชียวล่ะ...”
เนื้อความในจดหมายยาวกว่าพันคำ ล้วนแต่แสดงถึงความห่วงใยที่มีต่อเวินหรูอวี้ แต่กลับไม่มีคำพูดใดที่บอกว่าทำไมพ่อถึงต้องไปทำภารกิจเสี่ยงตายเพื่อหาเงินขนาดนั้น
เขาพับจดหมายเก็บเข้าซองอย่างระมัดระวังก่อนจะวางคืนลงในลิ้นชัก
จากนั้นเขาจึงเปิดพัสดุออก ภายในมีคัมภีร์ม้วนหนึ่งและตราประทับอีกหนึ่งชิ้น
【ตราเลื่อนระดับอาชีพ】
【คุณภาพ: ระดับ SSS】
【เงื่อนไขการใช้งาน: ขั้นที่ 3, เลื่อนระดับสู่อาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดในสายอาชีพปัจจุบัน】
เวินหรูอวี้เบิกตาโพลง นี่มันตราเลื่อนระดับ แถมยังเป็นระดับ SSS!!
พ่อของเขาไปเอาของแบบนี้มาจากไหนกัน?
จากนั้นเขาก็หยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมา
【แผนที่ขุมทรัพย์หีบสมบัติเร้นลับ】
【คุณภาพ: ระดับ SSS】
【หลังใช้งาน จะได้รับพิกัดของหีบสมบัติเร้นลับ】
มุมปากของเวินหรูอวี้กระตุกอย่างควบคุมไม่อยู่
พ่อครับ! ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้! ทำไมต้องรอให้ผมอายุ 18 ก่อนถึงจะให้เปิด พ่อรู้ไหมว่าสามปีที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตยังไง!
เวินหรูอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ มิน่าล่ะพ่อถึงบอกว่าห้ามขายต่ำกว่าสองร้อยล้าน แค่ตราเลื่อนระดับอาชีพใบเดียวก็มีมูลค่าเกินร้อยล้านไปไกลแล้ว
ส่วนหีบสมบัติเร้นลับนั่น เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่หายากยิ่งกว่าหีบไดมอนด์เสียอีก มิเช่นนั้นคงไม่ถูกจัดให้อยู่ในระดับ SSS
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ว่า นอกจากหีบไดมอนด์แล้ว ยังมีสิ่งที่เรียกว่าหีบสมบัติเร้นลับอยู่อีก
แต่พ่อของเขาเป็นแค่นักย่องเบาไม่ใช่หรือ? พ่อมีของล้ำค่าขนาดนี้ได้อย่างไร?
น่าเสียดายที่พ่อไม่เคยเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังเลย
เวินหรูอวี้ถอนหายใจยาวก่อนจะเก็บของทั้งสองสิ่งลงในลิ้นชัก
เขามองของล้ำค่าทั้งสองชิ้นพลางใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจหยิบพวกมันออกมาอีกครั้ง
เขาสำรวจไปรอบห้อง ในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดเตียงขึ้นแล้วนำพวกมันไปซ่อนไว้ในช่องเก็บของใต้เตียง ก่อนจะทับด้วยผ้าห่มผืนเก่าและเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วอีกชั้น
“ต้องรีบไปให้ถึงขั้นที่ 3 ให้เร็วที่สุด! อยากรู้จริงๆ ว่าอาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดของนักย่องเบาคืออะไร จะใช่ ‘เทวโจร’ หรือเปล่านะ?”
วันรุ่งขึ้น เวินหรูอวี้สะพายกระเป๋าเป้ใบใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวาน จัดเตรียมเสบียงจากด้านล่างอาคารให้พร้อม ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าเขตกักกันอีกครั้ง
คราวนี้เขามาถึงแต่เช้าตรู่ จึงได้เห็นบรรยากาศของเขตกักกันในช่วงรุ่งสาง
“ทีมสี่ขาดหนึ่ง ต้องการนักบวชด่วน!”
“จอมเวทไฟ จอมเวทไฟ ขอแบบสายโจมตีหนักๆ!”
“นักรบ นักบวช จอมเวท ครบแล้ว ขาดแค่อัศวินโล่!”
“...”
เวินหรูอวี้มองดูภาพตรงหน้าแล้วอดจะทอดถอนใจไม่ได้ “คึกคักกันดีจริงๆ”
แต่น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย ไม่มีใครเต็มใจจะรับนักย่องเบาขั้นที่ 1 เข้าทีม
นอกจากจะต้องการคนไปเปิดหีบ แต่ทักษะสะเดาะกุญแจเลเวล 1 ของเขามันก็แทบจะไร้ประโยชน์
เขากำลังจะเดินผ่านประตูเข้าไปเงียบๆ ทันใดนั้นก็มีเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มสไตล์โลลิเดินตรงเข้ามาหา
“นี่พี่ชาย อาชีพอะไรเหรอ?”
แต่เสียงของเธอนั้นกลับห้าวและทุ้มลึกเกินตัวไปมาก!
มันช่างขัดกับใบหน้าโลลิของเธออย่างสิ้นเชิง
“ผมเหรอ?” เวินหรูอวี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย มองดูสาวน้อยร่างเล็กตรงหน้า
“ใช่”
“ผมเป็นนักย่องเบา ขั้นที่ 1 ครับ”
พูดจบเขาก็เตรียมจะเดินเข้าประตูไป
“เดี๋ยวก่อน” เมื่อได้ยินว่าเขาเป็นนักย่องเบา ดวงตาของเด็กสาวก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
เวินหรูอวี้มองเธอด้วยความฉงน “ไม่ได้หรอกครับ ผมเป็นแค่นักย่องเบา ขั้นที่ 1 เพิ่งจะตื่นรู้เอง”
“หนึ่งหมื่นหยวน สนใจเข้าทีมไปแดนลับระดับต้นกับพวกเราไหม?” เด็กสาวโลลิรีบโพล่งออกมา
“...ไปครับ!” ไม่ไปก็โง่แล้ว!
นั่นมันแดนลับระดับต้นเชียวนะ ถ้าเขาเข้าไปได้เขาคงดีใจจนเนื้อเต้น
นึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมจ่ายเงินหนึ่งหมื่นเพื่อชวนนักย่องเบาอย่างเขาเข้าทีม ช่างเป็นพวกคนรวยใจป้ำเสียจริง
แต่อย่างว่าแหละ เขาชอบพวกคนรวยใจป้ำแบบนี้ที่สุด
หลังจากกดนาฬิกาข้อมืออยู่สองสามครั้ง เด็กสาวก็เงยหน้าขึ้น “ฉันขอแนะนำตัวก่อนนะ ฉันชื่อหวังเมิ่งซิง”
“ผมเวินหรูอวี้ครับ”
ไม่นานนัก ชายหนึ่งคนและหญิงสองคนก็เดินตามมาสมทบ ชายคนนั้นสวมชุดนักบวช หญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดเกราะเต็มยศ และอีกคนสวมชุดคลุมจอมเวท
ทั้งสามคนนี้ดูเหมือนมืออาชีพมากกว่าหวังเมิ่งซิงเสียอีก แน่นอนว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้สวมชุดอุปกรณ์ต่อสู้อะไรเลย ก็นะ คนจนมันลำบากแบบนี้แหละ
“เสี่ยวซิง เธออธิบายเงื่อนไขให้เขาฟังชัดเจนหรือยัง?”
“อ๊ะ ลืมไปเลย”
เวินหรูอวี้เบิกตาค้าง เมื่อครู่นี้ยังเป็นเสียงห้าวๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นเสียงเล็กๆ แบบโลลิไปเสียแล้ว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?
“ขอโทษทีนะ ขอฉันอธิบายให้เคลียร์ก่อน นายก็รูใช่ไหมว่าแดนลับระดับต้นต้องใช้ทีมอย่างน้อยห้าคน? พวกเรามีกันแค่สี่คน ก็เลยกะจะจ้างใครสักคนไปให้ครบจำนวน หนึ่งหมื่นหยวนคือน่าเหนื่อยของนาย แต่นายห้ามเก็บของข้างในนั้นเด็ดขาด แม้แต่พวกวัตถุดิบก็ไม่ได้...”
ที่จริงเขาไม่รู้เรื่องเงื่อนไขห้าคนของแดนลับระดับต้นหรอก
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมแค่จะไปช่วยนับจำนวนให้ครบเฉยๆ ผมไม่เอาอะไรทั้งนั้นแหละ”
สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงแค่ ‘หัตถ์ว่างเปล่าหมื่นลักษณ์’ เท่านั้น!
เมื่อเทียบกับทักษะของเขาแล้ว ของพวกนั้นมันก็แค่เรื่องขี้ผง