เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 - ซื้อรถสปอร์ตสักคันก็เรื่องจิ๊บจ๊อย

บทที่ 140 - ซื้อรถสปอร์ตสักคันก็เรื่องจิ๊บจ๊อย

บทที่ 140 - ซื้อรถสปอร์ตสักคันก็เรื่องจิ๊บจ๊อย


บทที่ 140 - ซื้อรถสปอร์ตสักคันก็เรื่องจิ๊บจ๊อย

วันไหว้พระจันทร์ปีนี้อากาศดี ท้องฟ้าโปร่งไร้เมฆ ยามค่ำคืนพระจันทร์สว่างไสวลอยเด่นกลางฟ้า ราวกับจานเงินแขวนอยู่บนนภา สภาพแวดล้อมในคฤหาสน์เงียบสงบ ไร้ซึ่งความวุ่นวายของเมืองใหญ่ มีเพียงสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดผ่านพุ่มไม้และยอดไม้ เย็นสบายและนำพาความสงบสุขทางใจมาให้

หยางจื้ออวิ๋นนั่งอยู่คนเดียวบนดาดฟ้าชั้นบนที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์ เหม่อมองท้องฟ้า ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

จนกระทั่งเสียงฝีเท้าดังกรอบแกรบด้านหลังเรียกสติเขาคืนมา

"แกขึ้นมาทำไมอีก? ไม่ใช่บอกให้ไปดูแลเมียแกเหรอ?"

หยางจื้ออวิ๋นหันไปมองลูกชาย

"เธอให้ผมมาอยู่เป็นเพื่อนพ่อ"

หยางอี้ถือเบียร์สองขวดที่เพิ่งเอาออกมาจากตู้เย็น น้ำเสียงที่คุยกับพ่อยังคงแข็งกระด้าง

ใช้ที่เปิดขวดบนโต๊ะงัดฝาออก หยางอี้ยื่นให้พ่อขวดหนึ่ง ตัวเองถือขวดหนึ่ง

ตอนแรก ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไร เหมือนกำลังดื่มเหล้าย้อมใจ

เบียร์ลงท้องไปครึ่งขวด หยางอี้ถึงเอ่ยปาก

"พ่ออยู่อี้อู ขายข้าวกล่องมาตลอดเลยเหรอ?"

หยางอี้มองพ่อด้วยสายตาซับซ้อน

เรื่องนี้ หลี่เมิ่งเฟยเพิ่งบอกเขาเมื่อกี้ เธอเล่าเรื่องที่เธอหลอกถามมาจากหยางจื้ออวิ๋นให้หยางอี้ฟังมากมาย

"ใช่ ขายข้าวกล่อง แกทำกับข้าวเป็นนี่ก็ได้ฉันไป หึหึ"

หยางจื้ออวิ๋นพูดอย่างไม่ยี่หระ แต่ในใจก็ไม่อยากเอ่ยถึงหัวข้อนี้ รู้สึกว่าตัวเองขายข้าวกล่อง ทำให้เงยหน้าต่อหน้าลูกชายไม่ขึ้น

"ทำธุรกิจอย่างอื่นไม่ได้เหรอ? ที่มันสบายกว่านี้หน่อย? ถ้าไม่มีเงิน ผมให้พ่อได้"

หยางอี้พูดกับพ่อเสียงแข็งๆ ไม่เหมือนคนแสดงความห่วงใยเลย

"ยุคนี้ ทำธุรกิจอะไรสบาย? อย่างตลาดการค้าที่อาไปขายข้าวกล่อง เมื่อก่อนรุ่งเรืองขนาดไหน? เถ้าแก่แผงลอยพวกนั้นขับรถหรูอยู่บ้านหรูกันทั้งนั้น หลายปีมานี้โดนอินเทอร์เน็ต โดนไลฟ์สดตีตลาด ปิดกิจการไปก็มี เซ้งร้านไปก็มี ที่ยังกัดฟันสู้ก็เยอะ แต่มีสักกี่คนที่ยังนอนกินได้เหมือนเมื่อก่อน?"

หยางจื้ออวิ๋นสัมผัสได้ว่าลูกชายไม่พอใจธุรกิจของเขา ในใจก็ไม่ยอมรับ ฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มออก พูดก็เริ่มเยอะขึ้น

"แกอย่าเห็นว่าฉันเป็นแค่คนขายข้าวกล่อง หาเงินจากน้ำพักน้ำแรงก็จริง แต่ถ้าพูดถึงความมั่นคง ไม่มีใครเทียบฉันได้หรอก คนเราทั้งชีวิต อะไรก็ขาดได้ แต่ขาดปัจจัยสี่ไม่ได้ พวกเขาค้าขายดี ก็ต้องกินข้าว ค้าขายไม่ดี ก็ต้องกินข้าว ฉันถึงขั้นเซ็นสัญญาระยะยาวกับบริษัทไลฟ์ขายของที่เป็นคู่แข่งพวกเขา ส่งข้าวกล่องให้ด้วยซ้ำ

ทำไมเขาถึงชอบกินข้าวกล่องของฉัน ไม่สั่งเดลิเวอรีพวกนั้น? ก็เพราะคนที่รู้เขารู้กัน เดลิเวอรีพวกนั้นเดี๋ยวนี้ใช้แต่อาหารสำเร็จรูป ไม่อร่อยแถมไม่ดีต่อสุขภาพ ข้าวกล่องฉันวัตถุดิบแท้ กับข้าวก็หลากหลาย ดังนั้น ต่อให้ข้างนอกจะเปลี่ยนไปไง? ฉันขายข้าวกล่องก็ยังหาเงินได้ อีกอย่าง ตอนนี้ฉันเกือบหกสิบแล้ว จะเอาเรี่ยวแรงเวลาที่ไหนไปเปลี่ยนอาชีพ? เปลี่ยนอาชีพอะไรก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมด"

ตอนหยางจื้ออวิ๋นพูด ยังแฝงความภูมิใจไว้ด้วย

"พูดก็ถูก แต่ผมยังรู้สึกว่าพ่อลำบากเกินไป เกษียณเร็วหน่อยไม่ดีเหรอ?"

หยางอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ถึงพูดต่อ

"เกษียณเร็วหน่อยให้พวกแกเลี้ยงฉันเหรอ? ฉันไม่ต้องให้แกห่วงหรอก แกห่วงตัวเองให้มากๆ เถอะ!"

หยางจื้ออวิ๋นส่ายหน้า ยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอึกหนึ่ง

"ผมต้องห่วงตัวเองทำไม?"

หยางอี้ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายของพ่อ

"แกอยู่บ้านเขา ขับรถเขา ยังคิดจะเอาเงินเขามาเลี้ยงพ่อแกตอนแก่อีกเหรอ? แกเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกไม่รังเกียจความอัปยศ ฉันยังไม่อยากจะอัปยศตัวเองนะ!"

หยางจื้ออวิ๋นยื่นหน้าเข้ามา กดเสียงต่ำ พูดสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมา

"อะไรคือเอาเงินเขามาเลี้ยงพ่อ?"

หยางอี้ถึงเพิ่งรู้ว่าพ่อเข้าใจผิด แต่ถึงจะเข้าใจผิด ได้ยินคำว่า "อัปยศ" ไฟโทสะในใจเขาก็ลุกพรึ่บขึ้นมาทันที

"ฉันพูดนี่ไม่ได้จะว่าเมียแกนะ! หนูเฟยเฟยเป็นเด็กดี รู้ความ จิตใจดีมาก"

หยางจื้ออวิ๋นไม่ได้เจาะจงหลี่เมิ่งเฟยจริงๆ เขาแค่เจาะจงหยางอี้

ลูกผู้ชายไม่มีปัญญาของตัวเอง ต้องพึ่งพาเมีย มันดูไม่ได้

อีกอย่าง หยางจื้ออวิ๋นยิ่งกลัวว่าหยางอี้จะเป็นเหมือนเขาเมื่อก่อน บูชาความรัก ยอมเมียทุกอย่าง แต่สุดท้ายกลับต้องเจ็บปวดเจียนตาย

"พ่อ มานี่ ผมจะให้ดูอะไรหน่อย"

หยางอี้เงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ลุกจากเก้าอี้ เดินไปที่มุมหนึ่งของดาดฟ้า กวักมือเรียกพ่อ

"ดูอะไร?"

หยางจื้ออวิ๋นเดินไป เห็นหยางอี้หยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า ไม่รู้ใช้แอปอะไรกดสั่งการ ไฟและประตูโรงรถข้างล่างก็เปิดออก

สายตาของหยางจื้ออวิ๋นดีมาก เขาเห็นรถสปอร์ตสองคันในโรงรถที่หยางอี้เปิด คันหนึ่งคือรถสปอร์ตสีแดงที่หยางอี้ขับไปรับเขาตอนเย็น อีกคันเป็นสีเหลือง ดูใหม่กว่า สีสันสดใสกว่า

"คันสีแดงนั่น เฟยเฟยซื้อ เธอขับมาสิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้ผมขับ"

หยางอี้ชี้คันที่หยางจื้ออวิ๋นเคยนั่งก่อน

หยางจื้ออวิ๋นมองหน้าเขา เหมือนจะบอกว่า "เห็นไหม ฉันเดาไม่ผิด"

"คันสีเหลืองนั่น ผมซื้อให้เธอ รถใหม่"

หยางอี้พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่เอ่ยถึงราคาแม้แต่คำเดียว

"แกซื้อ?"

หยางจื้ออวิ๋นถึงแสดงสีหน้าตกใจ เขาเบิกตามองลูกชาย ดูเหมือนไม่เชื่อว่าลูกชายจะมีปัญญาซื้อรถสปอร์ตแพงระยับขนาดนี้

"เฟยเฟยก็บอกพ่อแล้ว อย่าดูถูกผม เมื่อก่อนผมอาจจะไม่มีชื่อเสียงเท่าเฟยเฟย หาเงินได้ไม่เยอะเท่าเธอ แต่ตอนนี้อย่างน้อยก็เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการภาพยนตร์ ซื้อรถสปอร์ตสักคันก็เรื่องจิ๊บจ๊อย"

หยางอี้เป็นคนถ่อมตัว ไม่ชอบคุยโว แต่วันนี้ต่อหน้าพ่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโดนดูถูกจนของขึ้นหรือเปล่า เขาเลยอดไม่ได้ที่จะขิงใส่สักหน่อย

กลับมานั่งดื่มเหล้าที่โต๊ะ หยางจื้ออวิ๋นกับหยางอี้เงียบกันไปอีกนาน จนกระทั่งหยางอี้เอ่ยปากอีกครั้ง

"พ่อ..."

หยางอี้พูดขึ้น แต่ก็อึกอัก

"หือ?"

หยางจื้ออวิ๋นเหมือนจะเมานิดหน่อย มึนๆ หันหน้ามา

จริงๆ ก็ไม่ได้ดื่มเยอะ เมื่อกี้ดื่มไปสองขวด ตอนนี้อีกไม่ถึงขวด ปริมาณแค่นี้ไม่ทำให้คนตงเป่ยเมาหรอก

"ทำไมพ่อถึงขายข้าวกล่องที่อี้อูมาตลอด ไม่ยอมกลับบ้าน?"

หยางอี้อาศัยฤทธิ์เหล้า ถามคำถามที่ค้างคาใจมาหลายปีออกมา

เมียบอกให้คุยกับพ่อดีๆ งั้นก็คุยกันให้รู้เรื่องไปเลย...

"ไม่ขายข้าวกล่องที่อี้อู จะให้ไปขายที่ไหน? กลับไปขายที่บ้านเกิด? ที่บ้านเกิดแกขายข้าวกล่องใครจะกิน? โรงงานเจ๊งหมดแล้ว"

หยางจื้ออวิ๋นหัวเราะกลบเกลื่อน

"พูดความจริง"

หยางอี้ไม่เชื่อ

เมื่อก่อนพ่อก็ไม่ได้เป็นพ่อครัว ย่าเคยบอกเขา พ่อกับแม่เมื่อก่อนเป็นคนงานที่เก่งมาก

แถมต่อให้โรงงานปิด ก็ยังกลับไปทำนาที่บ้านได้นี่? ที่บ้านมีที่นาตั้งกี่ไร่ไม่มีคนทำ ได้แต่ให้คนอื่นเช่าถูกๆ

หยางจื้ออวิ๋นนั่งดื่มเหล้าเงียบๆ จนกระทั่งดื่มเหล้าที่เหลืออีกค่อนขวดหมด ถึงเหมือนจะเปลี่ยนเรื่อง ย้อนถามลูกชายกลับมาคำหนึ่ง:

"แกรู้ไหมว่าแม่แกไปไหน?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 140 - ซื้อรถสปอร์ตสักคันก็เรื่องจิ๊บจ๊อย

คัดลอกลิงก์แล้ว