เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 - การมีลูกไม่ใช่แค่อยากมีแล้วจะมีได้ปุ๊บปั๊บ

บทที่ 13 - การมีลูกไม่ใช่แค่อยากมีแล้วจะมีได้ปุ๊บปั๊บ

บทที่ 13 - การมีลูกไม่ใช่แค่อยากมีแล้วจะมีได้ปุ๊บปั๊บ


บทที่ 13 - การมีลูกไม่ใช่แค่อยากมีแล้วจะมีได้ปุ๊บปั๊บ

หยางอี้ไม่ได้รับข่าวจากหลี่เมิ่งเฟยเลยตลอดทั้งวัน จนกระทั่งยามพลบค่ำ แสงอาทิตย์อัสดงย้อมขอบฟ้าเป็นสีชมพูอมม่วงสวยงาม ข้อความของหลี่เมิ่งเฟยถึงได้เด้งขึ้นมาในมือถือของเขา

"ฉันใกล้ถึงบ้านแล้ว คุณลงมารับฉันไหม?"

แม้จะเป็นประโยคคำถาม แต่หยางอี้สัมผัสได้ถึงความคาดหวังอย่างแรงกล้าของเธอ

"ไปครับ ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้!"

"ทำไมจู่ๆ ถึงบ้านแล้วล่ะ?"

"จะกลับก็ไม่บอกล่วงหน้า ผมจะได้ทำกับข้าวเพิ่มอีกสักหน่อย"

หยางอี้ทิ้งตะหลิวในมือ รีบดึงกระดาษทิชชูในครัวมาสองแผ่น เช็ดมือพลางเดินจ้ำอ้าวออกไป แต่รถของหลี่เมิ่งเฟยยังมาไม่ถึง เขายังพอมีเวลาตอบ WeChat เธอ แถมยังมีเวลาถอดผ้ากันเปื้อนฝากให้ป้าจูเอาไปเก็บในครัวให้ด้วย

สักพัก รถตู้ครอบครัวของบริษัทก็ปรากฏให้เห็นในอาณาเขตคฤหาสน์ของพวกเขา แล้วค่อยๆ แล่นมาจอดที่หน้าประตูวิลล่า

หลี่เมิ่งเฟยเปิดประตูหลังลงมาเป็นคนแรก

วันนี้เพื่อการแคสติ้ง เธอสวมชุดสูทเข้ารูปสีดำ แม้เสื้อเชิ้ตด้านในจะเป็นสีขาว แต่เมื่ออยู่บนเรือนร่างที่งดงามเย็นชา ชุดสูทตัวนี้กลับดูเหมือนชุดเกราะออกศึก แผ่รังสีความเท่และเย็นยะเยือกออกมาปะทะหน้า

แน่นอนว่า พอเห็นหยางอี้ ใบหน้าน้ำแข็งสลักนั้นก็เหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน น้ำค้างแข็งละลายหายไป รอยยิ้มสดใสราวกับดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานเข้ามาแทนที่

หยางอี้เดินเข้าไป ยื่นมือจะช่วยเธอถือกระเป๋า ใครจะรู้ว่าหลี่เมิ่งเฟยวางมือซ้ายลงบนแขนเขา แล้วโถมร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นเข้าสู่อ้อมกอดของเขาอย่างอดใจไม่ไหว

อ้าว ไหงกอดกันซะแล้ว?

แม่ยายยังจ้องตาเขม็งอยู่ข้างๆ นะครับ!

ถ้าอยู่กันสองต่อสอง หยางอี้คงกอดแน่นไม่ยอมปล่อย เผลอๆ อาจจะลามปามแต๊ะอั๋ง พูดจาหวานเลี่ยนประสาผัวเมียใส่กันไปแล้ว

แต่ตอนนี้ป้าจูอยู่ข้างหลัง แม่ยายเพิ่งลงรถ ในรถยังมีคนขับ ไม่รู้มีก้างขวางคอกี่คน สว่างจ้าเหมือนไฟหน้ารถตู้สองดวงที่สาดใส่พวกเขาอยู่นั่นแหละ

แต่ภรรยาก็ต้องห่วงใย!

"เป็นไงบ้าง? วันนี้แคสติ้งเป็นยังไง?"

หยางอี้ฝ่าสายตาอันร้อนแรงของแม่ยาย ลูบหลังภรรยาเบาๆ แล้วถามเสียงนุ่ม

หลี่เมิ่งเฟยถึงได้เงยหน้าขึ้น ดวงตาหงส์คู่สวยกระพริบปริบๆ อย่างขี้เล่นใส่เขา

"สำเร็จเหรอ?"

หยางอี้เข้าใจทันที ถามด้วยความประหลาดใจ

"อื้อ!"

หลี่เมิ่งเฟยมองเขาแล้วหัวเราะออกมา

หัวเราะอย่างสดใส จนเห็นเหงือกเยอะพอสมควร ทำลายภาพลักษณ์พี่สาวนางฟ้าผู้สูงส่งไปนิดหน่อย

นี่คือสาเหตุที่ปกติเธอไม่ค่อยหัวเราะเสียงดัง!

นอกจากเรื่องนิสัยแล้ว การรักษาภาพลักษณ์ดาราก็ทำให้เธอต้องคอยรักษาหน้านิ่งหรือยิ้มแค่มุมปาก เพราะการหัวเราะกว้างๆ ส่งผลต่อความสวย ถ้าใช้คำพูดของสื่อบันเทิงก็คือ "พี่สาวนางฟ้าผู้หลุดลอย ร่วงหล่นสู่โลกมนุษย์ทันที"

แน่นอน สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดกับเธอคนเดียว ดาราหญิงคนอื่นก็กังวลเหมือนกัน!

ต่อให้ไม่เห็นเหงือก ถ้าหัวเราะเวอร์เกินไป ตีนกาก็จะโผล่ ถ้าแฟนคลับเห็นเข้า คงเรียกว่า "ภาพอุบัติเหตุ" ระดับวินาศสันตะโร!

แต่ต่อหน้าหยางอี้ เธอสามารถหัวเราะได้อย่างอิสระ ไม่ต้องแบกภาระไอดอลอะไรทั้งนั้น

"จริงเหรอเนี่ย? คุณก็ไม่บอกล่วงหน้า กลับมาถึงก็กอดเลย ผมนึกว่าไม่ได้งานแล้วกำลังน้อยใจซะอีก"

หยางอี้เองก็ยิ้มกว้างออกมา

"ไม่บอกล่วงหน้า ก็เพราะจะเซอร์ไพรส์คุณไง? วันนี้แคสติ้งเหนื่อยจะแย่ ให้พักที่โรงแรมสักคืนค่อยกลับก็ไม่เอา! พอเซ็นสัญญาปุ๊บ ก็รีบบึ่งกลับมา บอกว่าจะต้องมาบอกข่าวดีนี้กับเธอด้วยตัวเอง!"

หลี่อ้ายอี้ส่งเสียงฮึดฮัดอยู่ข้างๆ

วันนี้คำพูดเธอไม่ค่อยเหน็บแนมเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะหลี่เมิ่งเฟยได้บทที่ยากมากๆ มาครอง แถมระหว่างทางกลับ หลี่เมิ่งเฟยยังพูดชมหยางอี้ให้แม่ฟังไม่หยุด ยกความดีความชอบในการแคสติ้งครั้งนี้ส่วนใหญ่ให้หยางอี้

หลี่อ้ายอี้มองหยางอี้ดีขึ้นหน่อย แต่อคติลึกๆ ก็ยังไม่หายไป

หยางอี้ก็ยังเป็นไอ้หนุ่มจนตรอกที่เงินก็ไม่มี ความสามารถก็ไม่มี อนาคตก็มองไม่เห็น หลี่อ้ายอี้ยั่งเชื่อว่าเขาไม่คู่ควรกับลูกสาวเธออยู่ดี

"ยัยบ๊อง บอกต่อหน้ากับบอกทาง WeChat มันต่างกันตรงไหน?"

หยางอี้มองหลี่เมิ่งเฟยด้วยความซาบซึ้งใจ

เธอยังคงมองเขาด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย เหมือนกับว่าความสุขจากความสำเร็จนี้ ต้องได้แบ่งปันกับคนรักก่อน ถึงจะได้รับการปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์

"ฉันหิวแล้ว อาหารบนเครื่องบินไม่อร่อยเลย"

หลี่เมิ่งเฟยกอดแขนหยางอี้ ทั้งสองเดินอิงแอบกันเข้าไปข้างใน เธอถึงกระซิบข้างหูหยางอี้ด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

"ได้เลย วางของลงก่อน เดี๋ยวผมผัดกับข้าวเพิ่มอีก 2 อย่าง แป๊บเดียวก็ได้กินแล้ว!"

หยางอี้กระตือรือร้นขึ้นมาทันที การทำกับข้าวให้เมียกินคืองานที่เขาชอบที่สุด

"ฉันอยากกินไข่ระเบิดซอสมะเขือเทศ"

หลี่เมิ่งเฟยสั่งเมนู

เมนูนี้ไม่ยาก แถมไข่ไก่กับมะเขือเทศในตู้เย็นก็มีพร้อม

"ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมไปทำให้เดี๋ยวนี้แหละ"

หยางอี้รีบหันหลังเข้าครัว

หลี่เมิ่งเฟยส่งกระเป๋าเดินทางให้ป้าจู ให้ป้าจูช่วยเอาขึ้นไปเก็บ เธอไปล้างไม้ล้างมือ แล้วมานั่งรอที่โต๊ะกินข้าวแต่เนิ่นๆ เหมือนเด็กอนุบาลรอข้าวมาเสิร์ฟ

แม้จะใช้วัตถุดิบเป็นมะเขือเทศกับไข่ไก่เหมือนกัน แต่ "ไข่ระเบิดซอสมะเขือเทศ" กับ "ผัดเปรี้ยวหวานหมู (มะเขือเทศผัดไข่)" นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว!

หยางอี้เริ่มจากหั่นมะเขือเทศเป็นชิ้น และตีไข่ไก่ให้แตกเหมือนจะทำผัดเปรี้ยวหวาน

จากนั้นเขาเทน้ำมันลงกระทะค่อนข้างเยอะ รอจนน้ำมันร้อนได้ที่จนไข่หยดลงไปแล้วฟูทันที

จังหวะนี้แหละ เทไข่ที่ตีไว้ลงไปในน้ำมัน ให้มันระเบิดฟูเป็นฟองอากาศอย่างรวดเร็ว รอจนด้านหนึ่งเหลืองทองแล้วค่อยพลิกกลับ

วิธีทำไข่เจียวฟูแบบนี้เรียนมาจากเครื่องเคียงของ "หลัวซือเฝิ่น" (ก๋วยเตี๋ยวหอยขมกวางซี) ไข่ไก่ที่ผ่านการทอดในน้ำมันร้อนจัด ตรงกลางจะฟูฟ่องเป็นรูพรุน ไม่เพียงแต่กรอบนอกนุ่มใน แต่ยังดูดซับซอสมะเขือเทศได้ดีเยี่ยม ได้รสเปรี้ยวหวานเข้มข้นถึงใจ!

หยางอี้เคยคิดค้นเมนูใหม่ ทำให้หลี่เมิ่งเฟยทานครั้งหนึ่ง แล้วเธอก็ชอบเมนูไข่ระเบิดซอสมะเขือเทศนี้เป็นพิเศษ

ไข่ระเบิดทอดรวมกันไม่ได้ หยางอี้ทอดเสร็จแผ่นหนึ่ง คีบออกมาสะเด็ดน้ำมัน แล้วค่อยทอดแผ่นต่อไป

ทอดไข่เสร็จก็มาทำซอส มะเขือเทศลูกใหญ่เนื้อแน่นผัดจนเละเป็นซอส เติมน้ำตาล เกลือ ซอสหอยนางรม ซีอิ๊ว เคี่ยวต่อ สุดท้ายใส่ไข่ระเบิดลงไปตุ๋นสักพัก ให้ดูดซึมน้ำซอสจนชุ่มฉ่ำ ตอนตักใส่จานก็โรยต้นหอมซอย

"หอมจัง!"

ไม่รู้หลี่เมิ่งเฟยมายืนหน้าประตูครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอมองแผ่นหลังที่ง่วนอยู่กับการทำอาหารของหยางอี้ แล้วสูดหายใจเข้าอย่างพึงพอใจ

"กินข้าว กินข้าว!"

หยางอี้ยกจานไข่ระเบิดซอสมะเขือเทศเดินออกมาอย่างร่าเริง

หลี่เมิ่งเฟยเดินตามหลังต้อยๆ

ป้าจูยกกับข้าวอย่างอื่นออกไปวางเรียงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

"คุณทำของทอดให้เธอกินทุกวัน! เฟยเฟย ลูกลืมที่ผู้กำกับสือบอกตอนเซ็นสัญญาแล้วเหรอ? เรื่อง 《มุ่งสู่ตะวัน》 ลูกต้องคุมรูปร่างหน่อยนะ ตอนนี้น้ำหนักลูกยังเกินมาตรฐานอยู่นิดหน่อย!"

หลี่อ้ายอี้เปลี่ยนชุดลำลองลงมา พอเห็นจานไข่ระเบิดในมือหยางอี้ และหลี่เมิ่งเฟยที่เดินตามหลังมารอของกิน หน้าก็งอลงทันที

ภาระความเป็นไอดอลของหลี่เมิ่งเฟยนี่แปลกมาก จะบอกว่าเธอแคร์ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว

ปกติเธอแค่ถ่ายหนัง ไม่ค่อยเล่นโซเชียล ถ่ายรูปแมวหมาบ้าง หรือเวลาไปมีตติ้งกับเพื่อนสาวก็ถ่ายรูปสองสามรูปอัปลง Weibo

เธอไม่ค่อยสนว่าใครจะว่ายังไง เรื่องคุมน้ำหนักนี่แล้วแต่บุญแต่กรรม บางทีคุมปากไม่อยู่ก็อ้วนขึ้นมาหน่อย แต่พอจะถ่ายหนัง เธอออกกำลังกายแป๊บเดียวก็ลดลงมาได้

ยังไงซะความงามระดับ "ล่มเมือง" ของเธอ ก็แตกต่างจากความงามแบบผอมแห้งติดกระดูกที่ชาวเน็ตนิยมกันในตอนนี้ แก้มของเธอมีเนื้อหน่อยๆ หมอดูเรียกว่า "โหงวเฮ้งอิ่มเอิบ" หุ่นก็เหมือนกัน แม้แต่ตอนผอม ขาก็ไม่ได้เล็กเป็นตะเกียบ

แต่ใครจะกล้าบอกว่าเธอไม่สวยล่ะ?

จริงๆ หลี่อ้ายอี้ก็ไม่ได้บังคับลูกเรื่องคุมน้ำหนัก สมัยหลี่เมิ่งเฟยเข้าวงการใหม่ๆ เธออาจจะแคร์ภาพลักษณ์ลูกสาวต่อหน้าสื่อบ้าง แต่ตอนนี้ถ่ายหนังมา 20 ปีแล้ว แถมหลี่เมิ่งเฟยยังมีปัญหากระดูกคอและกระเพาะอาหาร เทียบกับการห่วงภาพลักษณ์ หลี่อ้ายอี้ห่วงสุขภาพลูกมากกว่า

แต่ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งผู้กำกับ หรือการกินของทอดเยอะเกินไปจะไม่ดีต่อสุขภาพ หลี่อ้ายอี้ก็ไม่อยากให้ลูกสาวปล่อยตัวแบบนี้!

โทษไอ้หยางอี้คนเดียว วันๆ สรรหาแต่ของอร่อยมาทำ หลี่เมิ่งเฟยอยู่ต่อหน้าเขากลายเป็นแมวตะกละไปแล้ว!

"เมื่อกลางวันให้กินไข่ต้มไม่กิน ทีตอนนี้จะมากินอาหารขยะพวกนี้!"

หลี่อ้ายอี้ยิ่งคิดยิ่งไม่สบอารมณ์ ลูกสาวเมินความหวังดีของเธอ แต่ดันไปอวยไอ้ลูกเขยตัวเหม็น!

"แม่คะ หนูรู้น่า วันนี้กินให้หมดก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มออกกำลังกายลดน้ำหนักนะ!"

หลี่เมิ่งเฟยทำตาละห้อยอ้อนแม่

"กินไปเลย กินเข้าไป! เฮ้อ เห็นพวกเธอแล้วฉันหงุดหงิด!"

หลี่อ้ายอี้โบกมือไล่

"วันนี้กินก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มแผนลดน้ำหนัก ผมจะไปออกกำลังกายเป็นเพื่อน แล้วเดี๋ยวทำอาหารคลีนให้กิน!"

หยางอี้ยิ้ม พลางคีบไข่ระเบิดที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยซอสมะเขือเทศรสเปรี้ยวหวาน ใส่ลงในชามภรรยา โปะลงบนข้าวสวยร้อนๆ สีขาวนวล

"คุณคงลดน้ำหนักเป็นเพื่อนฉันไม่ได้หรอก"

หลี่เมิ่งเฟยใช้ตะเกียบแงะมุมไข่ระเบิดอย่างมีความสุข อ้าปากสีแดงสด กัดคำโตอย่างเอร็ดอร่อย

"ต้องไปทำงานอีกแล้วเหรอ?"

หยางอี้รู้สึกอาลัยอาวรณ์

"ไม่ใช่ไปทำงาน อาจารย์สือบอกว่าบทนี้ฉันต้องเข้าใจความรู้สึกของการเป็นแม่ แล้วก็ต้องคุ้นเคยกับงานของเหลียงเสี่ยวเป้ยด้วย ดังนั้นฉันอาจจะอยู่บ้านได้แค่อีกไม่กี่วัน อย่างมากก็อาทิตย์หน้า พออาจารย์สือจัดการเรียบร้อย ฉันต้องไป 'สัมผัสชีวิตจริง' กลางวันไปทำงานออฟฟิศ กลางคืนต้องช่วยเลี้ยงเด็ก เล่นกับเด็กๆ"

หลี่เมิ่งเฟยไม่รู้ว่าการไปสัมผัสชีวิตจริงจะเป็นยังไง แต่ถ้าเป็นเรื่องงานแสดง เธอค่อนข้างจริงจัง

"เป็นแม่คนยังต้องไปทดลองอีกเหรอ พวกเธอรีบมีลูกกันสักคน ไม่ใช่ว่าจะได้ประสบการณ์ครบทุกอย่างเลยหรือไง?"

หลี่อ้ายอี้อดไม่ได้ที่จะพูดแทรก

ประโยคนี้เธออยากพูดมานานแล้ว!

"แม่ มันไม่เหมือนกัน หนูแค่ต้องการประสบการณ์ตรงเพื่องาน"

หลี่เมิ่งเฟยทั้งขำทั้งอยากร้องไห้

"ใช่ครับแม่ อีกอย่างเรื่องมีลูกไม่ใช่แค่อยากมีก็มีได้ปุ๊บปั๊บ ต่อให้ท้องได้ทันที ก็ต้องตั้งท้องอีก 10 เดือน ถึงตอนนั้นเฟยเฟยถ่ายหนังจบไปแล้ว ลูกยังไม่คลอดออกมาเลยมั้งครับ!"

หยางอี้รีบแก้ต่างให้ภรรยา

"แกรู้ดี เรื่องมีลูกแกนี่รู้ดีกว่าฉันอีกนะ!"

หลี่อ้ายอี้โกรธจนจมูกเบี้ยว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 13 - การมีลูกไม่ใช่แค่อยากมีแล้วจะมีได้ปุ๊บปั๊บ

คัดลอกลิงก์แล้ว