- หน้าแรก
- จอมยุทธ์ท่านนี้ช่างมีมารยาทเหลือเกิน
- บทที่ 700 - ศักดิ์ศรี
บทที่ 700 - ศักดิ์ศรี
บทที่ 700 - ศักดิ์ศรี
บทที่ 700 - ศักดิ์ศรี
หม่ากังจวินพูดจาเรียบง่าย แต่แววตากลับเต็มไปด้วยจิตสังหาร
เถียนิว ยังคงนิ่งเฉย ไร้ซึ่งสีหน้าและการเคลื่อนไหว
แต่ใบหน้าของหงหู กลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเป็นสาวน้อยแรกรุ่น เดี๋ยวเป็นสาวงามสะพรั่ง เดี๋ยวเป็นสตรีสูงศักดิ์ เดี๋ยวเป็นสาวใหญ่ยั่วยวน...
ทั้งแววตา สีหน้า รวมถึงรูปร่างของนาง ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นภาพลักษณ์ต่างๆ ตลอดเวลา
ที่ก้นของนาง บางครั้งยังมีหางสีแดงฟูฟ่องโผล่ออกมาให้เห็น
ส่วนจื่อเหริน ก็ยังคงรอยยิ้มลึกลับเอาไว้ จ้องมองเกาเชียนเขม็ง
ดวงตาของเขาเหมือนวาดเอา จะเรียกว่าจ้องก็ไม่ถูก เรียกว่าหันหน้าไปทางเกาเชียนจะแม่นยำกว่า
เมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มคนประหลาดเหล่านี้ เกาเชียนยังคงรอยยิ้มสุภาพเอาไว้
พูดตามตรง เขาค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อย
จื่อเหริน เถียนิว หงหู ล้วนเป็นวิญญาณร้ายที่มีเอกลักษณ์ แต่เทียบกับหม่ากังจวินแล้ว ยังห่างชั้นกันอยู่ขั้นหนึ่ง
ขั้นหนึ่งที่ว่านี้คือความแตกต่างราวฟ้ากับเหว ซึ่งเป็นตัวตัดสินว่าหม่ากังจวินคือยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่สะท้านปฐพี ส่วนคนพวกนี้เป็นได้แค่จอมยุทธ์มีฝีมือ
แต่ทว่า การกล้าแสดงวิญญาณร้ายกลางวันแสกๆ แบบนี้ ก็ถือว่ามีฝีมือจริง
ที่ผ่านมา วิญญาณร้ายที่เกาเชียนเจอ ล้วนออกหากินตอนกลางคืน
ไม่ว่าจะเป็นชายขาด้วน คนไร้หน้า หรือแม้แต่ผีบินและซอมบี้ พวกมันล้วนปฏิบัติการในยามวิกาล
เห็นได้ชัดว่า พวกมันไม่สามารถออกมาตอนกลางวันได้
ไม่ใช่เพราะวิญญาณร้ายเปราะบาง แต่เป็นเพราะพลังจิตของผู้ใช้วิญญาณอ่อนแอเกินไป อาจต้านทานอนุภาคบางอย่างในแสงอาทิตย์ไม่ได้
แต่เถียนิวและพรรคพวกกลับยืนตระหง่านกลางแดดเปรี้ยงได้อย่างมั่นคง พลังจิตในตัวพวกเขามั่นคงและมีระเบียบ การควบคุมวิญญาณร้ายดูคล่องแคล่วกว่ามาก
ส่วนหม่ากังจวิน รายนี้กลับไม่ใช้วิญญาณร้าย หรือจะกลัวว่ารูปลักษณ์วิญญาณร้ายของตัวเองน่ากลัวเกินไปจนลูกน้องตกใจ?
เกาเชียนไม่รู้ว่าหม่ากังจวินคิดอะไรอยู่ แต่เห็นท่าทีมั่นใจว่าจะชนะแน่ของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกขบขัน
เขาถามหม่ากังจวิน "คุณหม่าอยากจะคิดบัญชียังไง?"
หม่ากังจวินรู้สึกรังเกียจท่าทีสบายๆ ของเกาเชียน เผชิญหน้ากับยอดฝีมือกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ ยังทำท่าทางแบบนี้อีก นึกว่าตัวเองไร้เทียมทานหรือไง!
เขาทำหน้าขรึมกล่าว "ผมให้คุณสองทางเลือก หนึ่ง ชดใช้ด้วยชีวิตให้น้องชายผม"
"สอง ผมจะรับคุณเป็นลูกบุญธรรม เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร ต่อไปเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องที่ผ่านมาให้แล้วกันไป"
เกาเชียนอดหัวเราะไม่ได้ ตาแก่นี่ตลกดีแท้ จะมาเป็นพ่อบุญธรรมเขาซะงั้น
มีที่ไหน จะรับผู้ชายโตๆ เป็นลูกบุญธรรม!
หม่ากังจวินเลิกคิ้วเข้ม "คุณขำอะไร ดูถูกผมเหรอ?"
"เปล่าครับเปล่า คุณหม่าอย่าเข้าใจผิด ผมขอโทษที่เมื่อกี้เสียมารยาท"
เกาเชียนอธิบายเพิ่ม "พอพูดถึงพ่อบุญธรรมลูกบุญธรรม ผมก็นึกถึงตั๋งโต๊ะกับลิโป้ เลยเผลอตัวไปหน่อย"
หม่ากังจวินหน้าเขียว เกาเชียนไม่เอาก็ช่างเถอะ ยังมาเปรียบเปรยเป็นตั๋งโต๊ะกับลิโป้เพื่อล้อเลียนเขาอีก น่าโมโหนัก
หงหูหัวเราะลั่น "ถ้าพวกนายเป็นตั๋งโต๊ะกับลิโป้ งั้นฉันก็เป็นเตียวเสี้ยน น่ะสิ!"
มุกนี้ไม่ขำเลย ไม่มีใครในที่นั้นขำออก
หงหูรู้สึกหน้าแตก นางเบะปากแล้วเงียบไป
เกาเชียนหุบยิ้ม กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ความหวังดีของคุณหม่าผมรับไว้ แต่สองทางเลือกนี้ ผมไม่ขอเลือกสักทาง"
"เรื่องนั้นคงแล้วแต่คุณไม่ได้"
หม่ากังจวินสีหน้าบิดเบี้ยว เขาหันไปบอกเถียนิวและจื่อเหริน "รบกวนพวกคุณลงมือด้วย"
เถียนิวที่เงียบมาตลอดพยักหน้าเล็กน้อย ไม่พูดอะไร
แต่จื่อเหรินกลับฉีกยิ้มกว้างหัวเราะก๊าก หัวเราะจนหม่ากังจวินงง ไม่เข้าใจว่าจื่อเหรินขำอะไร
หงหูก็งง "ขำอะไรของนาย?"
จื่อเหรินพูด "ตั๋งโต๊ะ ลิโป้ ฮ่าๆๆ ลิโป้ไอ้ลูกสามพ่อคนนี้ ฆ่าตั๋งโต๊ะไม่ใช่เหรอ!"
หม่ากังจวินและหงหูทำหน้าเอือมระอา ไอ้หมอนี่สมองมีปัญหา เพิ่งจะเก็ตมุกตอนนี้เนี่ยนะ
หม่ากังจวินกล่าว "อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ เชิญพวกคุณลงมือจัดการคนคนนี้ก่อน"
จื่อเหรินทำหน้างง "ลูกพี่ไม่ได้บอกให้จับเป็นเหรอ!"
"ไอ้โง่ หุบปากไปเลย"
หงหูโกรธจัด พญามังกรเฒ่าสั่งมาว่าให้พยายามจับเป็น แต่เรื่องแบบนี้พูดต่อหน้าเกาเชียนได้ที่ไหน
เกาเชียนรู้ว่าพวกเขามีข้อจำกัด ย่อมต้องเหิมเกริมกว่าเดิม ประโยคเดียวนี้ ไม่รู้จะสร้างปัญหาให้พวกเขาอีกเท่าไหร่
จื่อเหรินไม่เข้าใจว่าหงหูโกรธเรื่องอะไร "ทำไมไม่ให้พูดล่ะ?"
หงหูโมโหสุดขีด นางคว้าตัวจื่อเหรินโยนใส่เกาเชียนเต็มแรง
เกาเชียนยังไม่ลงมือ เขาแค่อยากรู้ว่าเจ้าคนกระดาษนี่มีดีอะไร?
จื่อเหรินที่ลอยอยู่กลางอากาศ จู่ๆ ก็ยื่นมือจะควักลูกตาเกาเชียน ท่านี้รวดเร็วมาก เร็วกว่าผีบินนั่นเสียอีก
เกาเชียนถอยหลังไปหนึ่งก้าว แขนของจื่อเหรินยืดออกทันทีอีกหลายนิ้ว นิ้วมือพุ่งตรงเข้าตาเกาเชียน
เกาเชียนดีดนิ้วเบาๆ แขนของจื่อเหรินก็แตกกระจายเป็นเศษกระดาษสีขาว เผยให้เห็นโครงลวดด้านใน
คนกระดาษแบบนี้ ด้านในต้องมีโครงลวดค้ำจุนถึงจะคงรูปอยู่ได้
ดูจากสภาพที่แตกกระจาย นี่มันคนกระดาษจริงๆ ด้วย
ไม่รอให้จื่อเหรินตั้งตัว เกาเชียนฟาดฝ่ามือลงบนหัวจื่อเหริน โครงลวดภายในถูกตบจนแบนแต๊ดแต๋ กระดาษที่แปะอยู่ก็แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับหิมะโปรยปราย
แค่ทีเดียว จื่อเหรินก็จบเห่
เกาเชียนสังเกตเห็นว่าพลังจิตภายในตัวจื่อเหรินไม่ได้สลายไป แต่ย้ายที่ไปแล้ว
จากนั้น เกาเชียนก็เห็นคนกระดาษฝูงใหญ่พุ่งออกมาจากห้อง คนกระดาษพวกนี้มีหลายสิบตัว ลอยล่องไปมาในอากาศเหมือนลูกโป่งอัดแก๊ส
แต่รูปร่างของคนกระดาษมันสยองเกินไป ใครที่มีความรู้ทั่วไปเห็นคนกระดาษก็จะนึกถึงความตาย นึกถึงพิธีกงเต็ก
ฝูงคนกระดาษลอยว่อนไปมาแบบนี้ ฉากนี้ไม่ใช่แค่สยอง แต่มันน่ากลัวสุดขีด
แม้แดดจะเปรี้ยง แต่ในลานบ้านกลับรู้สึกถึงลมหนาวเย็นยะเยือกพัดผ่าน
เกาเชียนถึงเข้าใจ ที่แท้คนกระดาษที่ว่า สามารถควบคุมคนกระดาษได้หลายตัว
สำหรับคนธรรมดา คนกระดาษพวกนี้น่ากลัวอยู่แล้ว ไม่ใช่แครูปลักษณ์ แต่ความเร็วของพวกมันเกินขีดจำกัดการตอบสนองของคนปกติไปไกล
คนปกติโดนคนกระดาษควักลูกตา ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตาหายไปได้ยังไง เร็วขนาดนั้นเลย
สำหรับวิญญาณร้าย จำนวนคนกระดาษอาจจะเยอะ แต่พลังต่อสู้พูดยาก
เพราะวิญญาณร้ายไม่มีจุดอ่อนแบบมนุษย์ โดนคนกระดาษข่วนเบาๆ ขนยังไม่ร่วงสักเส้น
ดังนั้น ความร้ายกาจที่แท้จริงของฝูงคนกระดาษคือพวกมันพกอาวุธได้
เกาเชียนเห็นดาบยาวในมือคนกระดาษ และยังเห็นปืนพกด้วย นี่มันชักจะไปกันใหญ่
เพราะคนกระดาษไม่กลัวตาย แถมยังเร็ว ยังแบกอาวุธที่มีน้ำหนักได้ระดับหนึ่งอีกต่างหาก
ความเร็วของคนกระดาษสูงมาก พริบตาเดียวคนกระดาษหลายสิบตัวก็ล้อมเกาเชียนไว้
อาวุธในมือส่วนใหญ่เป็นมีดดาบ ยังมีมีดทำครัว ท่อนเหล็ก และที่ซ่อนอยู่ข้างหลังสองตัวถือปืนพก
เกาเชียนจะจัดการพวกมันนั้นง่ายมาก แต่การต้องมาตบตีกับฝูงคนกระดาษ มันดูเสียศักดิ์ศรีไปหน่อย
เขายื่นมือไปข้างหน้าแล้วกดลง "หยุด"
ฝูงคนกระดาษที่กำลังฮึกเหิม จู่ๆ ก็หยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด ราวกับถูกแช่แข็ง
หยุดไปครู่หนึ่ง คนกระดาษทั้งหมดก็ล้มฮวบลงกับพื้นพร้อมกัน
ในห้องลับแห่งหนึ่ง ผู้ใช้วิญญาณที่ควบคุมคนกระดาษ จู่ๆ ก็เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด สิ้นใจตายคาที่
เถียนิวและหงหูที่อยู่ข้างๆ สังเกตเห็นความผิดปกติ สีหน้าของผู้ใช้วิญญาณทั้งสองเปลี่ยนไปทันที
วิญญาณร้ายที่จื่อเหรินควบคุมดูตลก แต่ความจริงแล้วอานุภาพร้ายกาจมาก
เพราะคนกระดาษสามารถใช้แล้วทิ้งได้ ถ้าต้องการ สามารถพกระเบิดไปพลีชีพได้เลย
จื่อเหรินสามารถควบคุมคนกระดาษได้มากมายขนาดนี้ แสดงว่าพลังจิตของเขาแข็งแกร่งมาก จึงสามารถเปลี่ยนคนกระดาษให้เป็นวิญญาณร้ายพิเศษได้
ว่ากันแค่พลังจิต จื่อเหรินแข็งแกร่งกว่าทั้งหงหูและเถียนิว
เห็นจื่อเหรินตายกะทันหัน หงหูและเถียนิวต่างตกใจกลัว พวกเขาไม่รู้ว่าเกาเชียนฆ่าจื่อเหรินได้ยังไง
หงหูถามอย่างกังวล "ทำยังไงดี?"
เถียนิวร่างยักษ์ก็ลังเล เดิมทีคิดว่างานนี้หมูๆ นึกไม่ถึงว่าเกาเชียนจะมีความสามารถพิสดารขนาดนี้
เถียนิวถาม "ใช้วิญญาณร้ายคำสาปหรือเปล่า?"
วิญญาณร้ายแบ่งออกเป็นหลายสาย แม้การแบ่งจะไม่ชัดเจนนัก
วิญญาณร้ายคำสาปเป็นประเภทที่น่ากลัวมาก แค่สาปแช่งก็ฆ่าคนได้ ไร้เหตุผลสุดๆ
"วิญญาณร้ายคำสาปมีข้อจำกัดเยอะ ครั้งนึงฆ่าได้แค่คนเดียว"
หงหูกล่าว "ถ้าเป็นวิญญาณร้ายคำสาปก็จัดการง่ายแล้ว"
พูดน่ะพูดได้ แต่ไม่มีใครแน่ใจสถานการณ์จริง ลงมือตอนนี้ ก็เหมือนเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง
เถียนิวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าว "ฉันจะไปลองดู"
พญามังกรเฒ่าสั่งมาว่าต้องจับเกาเชียนให้ได้ จื่อเหรินตายไปคนนึงแล้ว ถ้าพวกเขาสองคนหนีไปอีก พญามังกรเฒ่าไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่
พญามังกรเฒ่าได้เป็นประธานลัทธิราชาแห่งวิญญาณ ก็เพราะฝีมือของเขา
พ่อแม่พี่น้องของเถียนิวและหงหู อยู่ในกำมือของพญามังกรเฒ่า ถ้าพวกเขาเชื่อฟังก็รอด ถ้าไม่เชื่อฟัง ตายทั้งตระกูล
หงหูถอนหายใจ "คงต้องเสี่ยงตายแล้วล่ะ"
นางกล่าว "ฉันจะใช้วิญญาณลวงตาถ่วงเวลาเขาไว้ก่อน"
วิญญาณร้ายของนางสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ตามใจชอบ สามารถล่อลวงจิตใจคน
วิญญาณลวงตาถึงขั้นแทรกซึมเข้าสู่โลกแห่งจิตวิญญาณของอีกฝ่าย แล้วทำลายจิตวิญญาณได้โดยตรง
แน่นอน การแทรกซึมแบบนี้มีข้อจำกัดมาก ต้องครบเงื่อนไขหลายอย่าง ไม่ใช่นึกจะเข้าก็เข้าได้
หงหูและเถียนิวปรึกษากันสั้นๆ จิตสำนึกของทั้งสองก็กลับเข้าสู่วิญญาณร้ายอีกครั้ง
ดูภายนอก วิญญาณร้ายที่ทั้งสองควบคุมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และไม่แสดงอารมณ์ที่แท้จริงของทั้งคู่
แต่หม่ากังจวินในฐานะผู้ใช้วิญญาณที่แข็งแกร่ง สัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนเล็กน้อยของหงหูและเถียนิว
เขาไม่รู้สถานการณ์ของจื่อเหริน แต่เห็นความตื่นตระหนกของหงหูและเถียนิว เขาก็พอเดาจุดจบของจื่อเหรินได้
หม่ากังจวินตกตะลึง ร่างกายของเกาเชียนแข็งแกร่งเกินมนุษย์ แต่เมื่อกี้แค่ยื่นมือทำท่าหยุด ก็ฆ่าจื่อเหรินได้แล้ว!
นี่ไม่เกี่ยวกับร่างกายแข็งแรงเลย
ร่างกายแข็งแรงแค่ไหน ก็ไม่มีทางฆ่าจื่อเหรินที่ซ่อนตัวอยู่ไกลออกไปสิบกว่ากิโลเมตรได้อย่างไร้ร่องรอย
หม่ากังจวินเริ่มเสียใจ ครั้งนี้ประมาทเกินไป ที่เอาตัวจริงออกมาเจอเกาเชียน
หงหูบอกหม่ากังจวิน "อีกฝ่ายรับมือยาก ผู้เฒ่าหม่ายังไม่ลงมืออีก!"
หม่ากังจวินพยักหน้าแล้วรีบถอยหลัง จะสู้กันก็คงไม่เอาเนื้อหนังมังสาวิรัติไปแลกหมัดหรอก
เกาเชียนไม่สนใจหม่ากังจวิน ลานบ้านแค่นี้ อีกฝ่ายจะหนีไปไหนได้
เขาบอกหงหูและเถียนิว "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกคุณสองคน ถอนตัวตอนนี้ยังทัน"
"อย่ามาอวดดี"
หงหูสะบัดหัว ร่างของนางขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็กลายเป็นจิ้งจอกแดงสูงกว่าสิบเมตร
ที่ก้นมีหางเก้าหางยาวหลายสิบเมตรแกว่งไปมา
หงหูหน้าตาสวยงาม แต่พอแปลงเป็นจิ้งจอกยักษ์กลับดูดุร้ายน่ากลัว
โดยเฉพาะร่างกายมหึมา แผ่กลิ่นอายความน่าสะพรึงกลัวออกมาโดยธรรมชาติ
เกาเชียนที่ยืนอยู่หน้าจิ้งจอกยักษ์ สูงแค่เท่ากรงเล็บนางเท่านั้น
จิ้งจอกแดงอ้าปากกว้างใส่เกาเชียน กรงเล็บที่มีเล็บโค้งงอตะปบใส่เกาเชียนเต็มแรง
กรงเล็บจิ้งจอกในสภาพนี้ ครอบคลุมร่างเกาเชียนได้ทั้งตัวสบายๆ
"พี่สาวดุจังนะ"
เกาเชียนทำมือซ้ายเป็นรูปปืน พึมพำกับตัวเอง "ไม่รู้พี่สาวเคยได้ยินประโยคนี้ไหม จิ้งจอกที่ว่าเจ้าเล่ห์ ยังไงก็สู้พรานป่าที่เก่งกาจไม่ได้"
เขาชี้ไปที่ปากจิ้งจอกยักษ์แล้วทำเสียงปืน "ปัง!"
จิ้งจอกแดงเหมือนโดนยิงจริงๆ หัวยักษ์ระเบิดตูม ตามด้วยร่างมหึมาก็ระเบิดเป็นแสงสีแดงพันชิ้น
หงหูตัวจริงที่ควบคุมวิญญาณร้าย สลบเหมือดไปทันที
เกาเชียนไม่ได้ฆ่านาง แค่ใช้พลังจิตกระแทกจนสลบ
ตอนฆ่าจื่อเหรินก็เหมือนกัน ใช้พลังจิตบดขยี้จิตวิญญาณอีกฝ่ายโดยตรง
ในโลกที่ปราณวิญญาณสกปรกหยาบช้านี้ คนธรรมดาสามารถใช้พลังจิตผ่านวิธีการของวิญญาณร้าย
เกาเชียนเคยจัดการกับวิญญาณร้ายมาหลายครั้ง เข้าใจวิธีการใช้พลังของพวกมันอย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาไม่จำเป็นต้องยืมมือวิญญาณร้าย ก็สามารถปลดปล่อยพลังจิตได้โดยตรง แน่นอนว่าการปล่อยพลังจิตต้องอยู่ภายใต้กฎของโลกนี้
ถึงอย่างนั้น พลังจิตที่เท่ากัน เกาเชียนใช้วิธีของเขาปล่อยออกมา ก็เพียงพอจะบดขยี้ผู้ใช้วิญญาณทุกคน
ระดับชั้นมันต่างกันเกินไป
ที่เขาไว้ชีวิตหงหู ไม่ใช่แค่เพราะนางสวย แต่เพราะนางมีประโยชน์
ในขณะที่เกาเชียนจัดการหงหู เถียนิวก็เข้ามาถึงตัว
เขาเคลื่อนไหวแข็งทื่อแต่รวดเร็ว เพราะวิญญาณร้ายตัวนี้มีพละกำลังมหาศาล ร่างกายดุจทองคำ
โดยธรรมชาติของวิญญาณร้าย เถียนิวคล้ายกับซอมบี้ แต่ความแข็งแกร่งคนละระดับ
เกาเชียนปัดหมัดเถียนิวออกเบาๆ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนหัวเถียนิว
ร่างกายเถียนิวต่อให้แข็งแค่ไหน ก็รับฝ่ามือนี้ไม่ไหว
เกาเชียนรู้ว่าพื้นปูนมันนิ่มเกินไป แรงส่งจะช่วยสลายพลังให้เถียนิวไปกว่าครึ่ง
เขาฟาดฝ่ามือเบาๆ ดูเหมือนช้าแต่พลังส่งออกไปเร็ว เร็วเสียจนร่างกายเถียนิวถ่ายเทพลังออกไปไม่ทัน ทั้งร่างถูกพลังฝ่ามือบดขยี้แตกกระจายเป็นพันชิ้น
เศษซากร่างกายของเถียนิว เปล่งประกายโลหะสีเขียวคล้ำ เหมือนหล่อจากเหล็กจริงๆ
ตัวจริงของเถียนิวที่ควบคุมวิญญาณร้าย ได้รับผลกระทบทางจิตอย่างรุนแรง ตายคาที่
มาถึงตรงนี้ เกาเชียนจัดการยอดฝีมือผู้ใช้วิญญาณไปแล้วสามคนอย่างง่ายดาย
ในกระบวนการนี้ เขาไม่ขยับจากจุดเดิมเลยแม้แต่ก้าวเดียว
หม่ากังจวินที่ถอยเข้าบ้าน สังเกตเห็นรายละเอียดนี้ชัดเจน เขาปอดแหกยิ่งกว่าเดิม
คราวนี้ซวยแล้ว เตะเจอแผ่นเหล็กเข้าให้!
หม่ากังจวินเคยเห็นพญามังกรเฒ่าลงมือ เขาคิดว่าเกาเชียนดูจะเก่งกว่าพญามังกรเฒ่าเสียอีก
ประเด็นคือความแข็งแกร่งของเกาเชียนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด นี่แหละที่ทำให้เขาสิ้นหวัง
เขารู้ดี แม้เกาเชียนจะพูดจาอ่อนโยนสุภาพ แต่เนื้อแท้แล้วเป็นคนเลือดเย็นสุดขีด
ก่อนฆ่าน้องชายเขายังยิ้มอยู่เลย พอยิงทิ้งก็หัวระเบิดตูม
คราวนี้ผิดใจกันแล้ว ลงไม้ลงมือกันแล้ว เกาเชียนไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่
หม่ากังจวินหนีไปไหนไกลไม่ทัน ถอยเข้าไปในห้องนิรภัยพิเศษ แล้วควบคุมวิญญาณร้ายหม่าหวางเย่ออกไปรับมือเกาเชียน
ตอนนี้หนีก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่ต้องทุ่มสุดตัวฆ่าเกาเชียนให้ได้
หม่าหวางเย่ร่างนี้เขาเคี่ยวกรำมาสามสิบปี ทุ่มเทแรงใจไปมหาศาล ต่างจากร่างจำแลงที่ให้น้องชายไปลิบลับ
หม่าหวางเย่ร่างยักษ์เดินออกจากบ้าน แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมให้เกาเชียน
จากนั้น หม่าหวางเย่ก็ยกปืนกลหกลำกล้อง ในมือขึ้น บนหลังสะพายกล่องกระสุนขนาดยักษ์บรรจุสองพันนัด
ก็เพราะหม่าหวางเย่ตัวใหญ่ มีพละกำลังมหาศาล ถึงสามารถถือปืนกลหนักแบบนี้ได้สบายๆ
ของใหญ่นี้ หม่ากังจวินต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลกว่าจะได้มา
มีปืนกลแกตลิงอยู่ในมือ ต่อให้เป็นวิญญาณร้ายหน้าไหนก็ยิงให้พรุนได้หมด
นี่คือไม้ตายก้นหีบของหม่ากังจวิน ในอาณาเขตบ้านเขา ต่อให้เอาปืนใหญ่มาตั้งสักสองกระบอก ก็ไม่มีใครกล้าหือ
สิ่งที่ทำให้หม่ากังจวินโกรธคือ เกาเชียนเห็นปืนกลแกตลิงกลับยิ้ม ยิ้มอย่างมีความสุขเสียด้วย
"หม่าหวางเย่แกตลิงโปรดสัตว์ ไม่เลว มีความคิดสร้างสรรค์" เกาเชียนชมเชย
พิจารณาจากยุคสมัยที่หม่ากังจวินอยู่ ยังไม่มีใครเล่นมุก "พระโพธิสัตว์แกตลิง" ในเน็ต ต้องยอมรับว่าหม่ากังจวินมีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการลงมือทำสูงมาก
หม่ากังจวินถูกท่าทีดูถูกของเกาเชียนยั่วโมโห เขาปลดเซฟ กระชากลูกเลื่อน เปิดฉากยิงทันที
ลำกล้องหมุนติ้วพ่นไฟสีฟ้า กระสุนขนาดใหญ่รัวออกด้วยความเร็วหกร้อยนัดต่อนาที ก่อตัวเป็นพายุโลหะอันน่าสะพรึงกลัวในพริบตา
เกาเชียนยื่นมือทำท่า "หยุด"
แต่ท่าทางของเกาเชียนหยุดกระสุนไม่ได้ พายุโลหะที่ถาโถม ส่วนใหญ่ถล่มใส่ร่างเขา
เสื้อผ้าอันเปราะบางถูกแรงปะทะของกระสุนเผาไหม้และฉีกขาดเป็นชิ้นๆ พริบตาเดียวเสื้อผ้าบนตัวเกาเชียนก็หายไปกว่าครึ่ง
หม่ากังจวินยิงจนหมดสองพันนัด ลำกล้องหมุนที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์แดงจัด
เกาเชียนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม นอกจากเสื้อผ้าเสียหายไปเกือบหมด ผิวพรรณที่โผล่ออกมากลับขาวผ่องดุจหยก ไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว แม้แต่จุดแดงก็ไม่มี
เกาเชียนพูดกับหม่ากังจวินด้วยความขัดเขินเล็กน้อย "น่าอายจริง เสื้อผ้าขาดหมดเลย เสียกิริยาแล้ว ให้คุณต้องขบขันแล้ว..."
หม่ากังจวินจ้องเกาเชียนตาค้าง พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
[จบตอน]