- หน้าแรก
- จอมยุทธ์ท่านนี้ช่างมีมารยาทเหลือเกิน
- บทที่ 420 - มังกรยมโลกเก้าอเวจี
บทที่ 420 - มังกรยมโลกเก้าอเวจี
บทที่ 420 - มังกรยมโลกเก้าอเวจี
บทที่ 420 - มังกรยมโลกเก้าอเวจี
หลี่เสวียนหยางพูดเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ซูหมิงกลับหน้าเปลี่ยนสี
เขาฟังปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าหลี่เสวียนหยางหมายถึงฟงจื่อจวิน
ฟงจื่อจวินรูปโฉมงดงาม ติดอันดับหนึ่งในสามของสำนักเทียนหลิง กระบี่ไหมพันสายพลังหยางบริสุทธิ์ในมือ ก็เป็นอาวุธกระบี่ที่ร้ายกาจมาก
ถ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิงระดับสร้างรากฐาน ซูหมิงยังพอมีวิธีจัดการบีบบังคับได้
แต่ฟงจื่อจวินเป็นศิษย์สืบทอดแท้จริง ศักดิ์ศรีไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา แถมไม่ได้อยู่ยอดเขาจินกวง เขาจะไปสั่งอะไรนางได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงให้ฟงจื่อจวินไปปรนนิบัติหลี่เสวียนหยาง
หลี่เสวียนหยางยิ้มกริ่มมองซูหมิงที่ทำหน้าลำบากใจ "ทำไม ข้าทำให้เจ้าลำบากใจรึ?"
พูดจบเขาก็แค่นเสียงอย่างดูแคลน "พวกเราผู้บำเพ็ญเพียร ฝืนลิขิตสวรรค์ นอกจากเรื่องบำเพ็ญเพียร เรื่องอื่นล้วนเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว
"ในเมื่อข้าอยู่สูงกว่า ข้าย่อมเรียกร้องได้ตามใจชอบ แค่นักพรตหญิงคนเดียว เจ้ายังจะหวงรึ?"
หลี่เสวียนหยางกล่าวเรียบๆ "อย่าว่าแต่ข้าแค่เล่นๆ ต่อให้ข้าเอามาต้มยำทำแกง เจ้าก็ต้องส่งมาให้ข้าดีๆ"
แม้ซูหมิงจะเป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง แต่ตอนนี้หน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
หลี่เสวียนหยางคนนี้ มันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว!
"เจ้าโกรธไปจะมีประโยชน์อะไร แค่ข้า แค่สำนักเทียนหลิงเล็กๆ ข้าพูดคำเดียว ก็สั่งให้สำนักต่างๆ รุมถล่มสำนักเทียนหลิงได้แล้ว ให้พวกเจ้ากลายเป็นผุยผง"
หลี่เสวียนหยางถามอย่างขบขัน "เจ้าเอาอะไรมาปฏิเสธข้า เจ้ามีความกล้าพอรึ? มีความสามารถพอรึ?"
ซูหมิงถูกตอกหน้าจนเหงื่อตก จริงอย่างเขาว่า หลี่เสวียนหยางไม่จำเป็นต้องใช้กำลังของสำนักเทียนกังด้วยซ้ำ
แค่เขาตะโกนคำเดียว ก็ระดมกำลังจากหลายสำนักมาปราบสำนักเทียนกังได้
เรื่องนี้ไม่ได้มีกลยุทธ์ซับซ้อนอะไร ก็แค่สำนักเทียนกังมีอิทธิพลมาก ใครจะกล้าขัด
อีกด้านหนึ่ง หากมีโอกาสทำลายสำนักเทียนหลิง สำนักรอบๆ ต่างก็ยินดี
สำนักเทียนหลิงสั่งสมบารมีมานับแสนปี สืบทอดมายาวนาน นี่คือชิ้นปลามัน
ไม่ใช่แค่สำนักเทียนหลิง ทุกสำนักก็เหมือนกันหมด
หลี่เสวียนหยางที่มีสำนักเทียนกังหนุนหลัง มีบารมีในการระดมพลเช่นนี้จริงๆ
แน่นอน หลี่เสวียนหยางอาจไม่ได้มีตำแหน่งสูงส่งนักในสำนักเทียนกัง
บางทีถ้าฆ่าหลี่เสวียนหยางทิ้ง สำนักเทียนกังอาจจะไม่ใส่ใจก็ได้
แต่ใครจะกล้าเดิมพัน?
พวกผู้บำเพ็ญเพียรไร้สังกัดไม่มีอะไรจะเสีย ชีวิตราคาถูกกล้าเสี่ยงตาย
แต่ผู้บำเพ็ญเพียรมีสำนัก ญาติมิตรเพื่อนฝูงล้วนอยู่ในสำนัก ความเป็นความตายเกียรติยศศักดิ์ศรีล้วนผูกติดกับสำนัก
ใครจะจู่ๆ ก็บ้าคลั่ง เอาทุกอย่างไปเดิมพัน?
คนบ้าแบบนั้น ไม่มีทางได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของสำนักหรอก
ในใจซูหมิงขมขื่นเหลือเกิน เขาทำได้เพียงกล้ำกลืนความอัปยศ พยักหน้ากล่าวว่า "เป็นความผิดของข้าเอง ขอคุณชายหลี่โปรดรอสักครู่"
ซูหมิงกำลังจะหันไปหาฟงจื่อจวิน ทันใดนั้นเกิดสัมผัสพิเศษ เงยหน้ามองไปทางทิศตะวันตก
เห็นแสงสีเขียวกลุ่มหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้า ราวกับร่มแสงขนาดยักษ์กางออก
แสงสีเขียวที่บดบังท้องฟ้า ถึงขั้นบดบังแสงอาทิตย์อัสดงทางทิศตะวันตกจนมิด
อานุภาพอันยิ่งใหญ่นั้น ส่องสะท้อนจนตัวหลี่เสวียนหยางกลายเป็นสีเขียวมรกต
ซูหมิงตกตะลึง แสงสีเขียวนี้บริสุทธิ์ใสกระจ่าง กลิ่นอายคุ้นเคยยิ่งนัก ชัดเจนว่าเป็นแสงวิญญาณที่กระจัดกระจายออกมาจากค่ายกลชิงอวิ๋นเต้าจุน
ที่ต่างกันคือ แสงสีเขียวที่มีอานุภาพมหาศาลขนาดนี้ เหนือกว่าแสงวิญญาณค่ายกลเป็นร้อยเท่า
อีกอย่าง ตอนนี้คือเวลาพลบค่ำ
ตามปกติ แสงวิญญาณค่ายกลชิงอวิ๋นเต้าจุนจะกระจายออกมาเฉพาะตอนจันทร์เพ็ญ ทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มาตอนนี้?
ซูหมิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ด้วยสัญชาตญาณของจินตานเจินเหริน เขารู้ว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สะเทือนฟ้าดิน!
เป็นไปได้มาก เป็นไปได้มากว่าถ้ำบำเพ็ญเพียรของชิงอวิ๋นเต้าจุนปรากฏแล้ว!
ซูหมิงหันไปมองหลี่เสวียนหยาง ก็เห็นว่าหลี่เสวียนหยางกำลังจ้องมองแสงสีเขียวที่บดบังท้องฟ้านั้นอย่างจดจ่อเช่นกัน
หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง จู่ๆ หลี่เสวียนหยางก็สะบัดแขนเสื้อกลับไปที่รถลาก
พริบตาเดียว หลี่เสวียนหยางสวมมงกุฎ คาดกระบี่ เขาดีดนิ้ว ดอกบัวทองคำดอกหนึ่งก็บานสะพรั่งกลางอากาศ
หลี่เสวียนหยางก้าวเข้าไปในดอกบัวทอง ดอกบัวทองหุบกลีบกลายเป็นแสงทองพุ่งหนีไปในพริบตา
ซูหมิงเบิกตากว้างมองการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ แต่ก็ทำได้แค่มองตาปริบๆ
สมบัติวิเศษของหลี่เสวียนหยางทรงพลัง สามารถหนีไปได้ในพริบตา ความเร็วนั้นเหลือเชื่อเกินไป
ต่อให้เขาอยากตามไป ก็ไม่มีปัญญา
ซูหมิงลังเลครู่หนึ่งก่อนรีบสั่งการ "ออกเรือ ออกเรือเดี๋ยวนี้ มุ่งหน้าไปทางตะวันตก..."
ไม่ว่าที่นั่นจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องไปดูให้เห็นกับตา
เผื่อโชคดี อย่างน้อยอาจจะได้กินน้ำแกงตามหลังหลี่เสวียนหยางบ้าง
ฟงจื่อจวินที่อยู่ในห้องพัก กลับไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อครู่จู่ๆ เกาเชียนก็บอกว่าสัมผัสถึงพลังปราณได้ รีบร้อนไปปิดด่านฝึกตน
ผลคือ เรือจื่อเฟิงกลับเร่งเครื่องกะทันหัน
ฟงจื่อจวินออกมาที่ดาดฟ้าเรือ ก็เห็นซูหมิงกำลังสั่งการ
เหล่าจินตานรอบๆ ต่างชะเง้อมองไปทางทิศตะวันตก
ความจริงไม่ต้องทำขนาดนั้น แสงสีเขียวที่บดบังท้องฟ้านั้น แค่ยืนอยู่ข้างนอกก็เห็นแล้ว
ส่วนรายละเอียดเจาะลึก กลับมองไม่เห็นอะไรเลย
แม้แต่กระจกเทียนตุ้นที่ติดตั้งบนดาดฟ้า ที่คุยโวว่าส่องได้ถึงนรก ก็ยังมองไม่เห็นอะไร
ระยะทางไกลเกินไป ไกลจนยากจะคาดคะเนระยะทางที่แน่นอน
ฟงจื่อจวินมองด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นเพียงแสงวิญญาณที่พุ่งเสียดฟ้านั้นกำลังจางลงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนั้น ก็ไม่เห็นอะไรอีก
ฟงจื่อจวินหมดความสนใจอย่างรวดเร็ว ระยะทางไกลขนาดนี้ เบิ่งตามองไปก็ไร้ประโยชน์
นางกวาดตามองรอบๆ แต่ไม่พบร่องรอยของเกาเชียน นางแปลกใจเล็กน้อย
ฟงจื่อจวินกลับเข้าห้องพัก ผ่านห้องเกาเชียน นางคิดจะเคาะประตู แต่ก็ยั้งมือไว้
ในเมื่อเกาเชียนจะปิดด่าน ก็ไม่ควรรบกวน
นางแค่แปลกใจนิดหน่อย ทำไมเกาเชียนถึงปิดด่านเวลานี้พอดี
บางที อาจเป็นเพราะพลังฟ้าดินระเบิดออก เกาเชียนเกิดสัมผัสรับรู้ในญาณวิถี จึงเกิดความเข้าใจบางอย่าง
คิดแบบนี้ ก็ดูสมเหตุสมผล
ฟงจื่อจวินไม่ได้คิดมาก สัมผัสของเกาเชียนเฉียบคมเป็นพิเศษอยู่แล้ว การเกิดสัมผัสรับรู้ก็เป็นเรื่องปกติ
ส่วนเกาเชียนจะไปทำอย่างอื่น ย่อมเป็นไปไม่ได้
เกาเชียนเป็นแค่จินตาน ต่อให้มีหุ่นเชิดระดับจินตาน แต่มีจินตานคนอื่นอยู่ตั้งเยอะ ก็ไม่มีทางที่เขาจะทำอะไรบุ่มบ่ามได้
ฟงจื่อจวินแอบกลับห้องของตัวเอง นั่งสมาธิพักผ่อน
หากถ้ำบำเพ็ญเพียรชิงอวิ๋นปรากฏขึ้นจริง ต่อไปคงต้องเจอศึกหนัก
ในขณะเดียวกัน เกาเชียนกำลังทุ่มสุดตัวเพื่อทำลายค่ายกล
เดิมทีรออีกสักพัก ใช้กงล้อต้าหลัวเฉียนคุนดูดพลังเวท ก็จะทำลายค่ายกลได้ง่ายๆ
ปัญหาคือหลี่เสวียนหยางบุกเข้ามา พออีกฝ่ายอ้าปากพูด เกาเชียนก็รู้ว่าท่าไม่ดี
ฆ่าหลี่เสวียนหยาง น่าจะไม่ยาก
แต่ใครจะจัดการสำนักเทียนกัง?
ความจริงเกาเชียนไม่ได้กลัวอะไร อย่างมากเขาก็หนีไป
สำนักเทียนกังต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ต้องหาตัวเขาให้เจอก่อน
โลกนี้แม้จะมีวิชาทำนายสารพัด แต่เขามีป้ายคำสั่งไท่อี่คุ้มกาย ใครก็ทำอะไรไม่ได้
แต่สำนักเทียนหลิงหนีไม่พ้น ผู้บำเพ็ญเพียรนับล้านของสำนักเทียนหลิง ต้องมาตายเพราะเหตุนี้
รวมถึงเว่ยชิงกวง เว่ยชิงเวยที่ทำดีกับเขา ฟงจื่อจวินที่เข้าขา เพื่อนดีๆ อีกหลายคน รวมถึงครอบครัวญาติพี่น้องของพวกเขา ต้องตายกันหมด
เกาเชียนชั่งน้ำหนักแล้ว สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดที่จะลงมือโดยตรง
ดังนั้น จึงทำได้เพียงเปิดค่ายกลล่วงหน้า เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของหลี่เสวียนหยาง
หลี่เสวียนหยางมีอาวุธเวทเคลื่อนย้ายพริบตา ไม่นานก็คงมาถึง
เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย ต้องเปิดค่ายกลก่อนที่หลี่เสวียนหยางจะมาถึง
ใช้ลิโป้เป็นพิกัด ร่างจริงของเกาเชียนมาถึงถ้ำใต้ดิน
ภายใต้การกระตุ้นของลิโป้ แสงสีเขียวของค่ายกลระเบิดออก เปลี่ยนเป็นสถานะที่ทรงพลังที่สุด
เกาเชียนใช้ลิโป้บดขยี้อยู่ที่นี่หลายสิบวัน จะไม่บอกว่ามองทะลุค่ายกล แต่ก็จับทางได้บ้างแล้ว
ปล่อยให้แสงสีเขียวพุ่งเสียดฟ้า เกาเชียนซัดฝ่ามือไร้ลักษณ์ออกไป
ฝ่ามือไร้ลักษณ์ทะลวงมิติ แพ้ทางค่ายกลป้องกันและอาวุธเวททุกชนิด
เกาเชียนซัดฝ่ามือลงไปเบาๆ ดูเหมือนไม่ได้ออกแรง แต่กลับเปลี่ยนพลังอันแข็งแกร่งที่สุดของคัมภีร์พลังเทพวชิระให้กลายเป็นฝ่ามือไร้ลักษณ์
แสงสีเขียวที่บดบังท้องฟ้าสั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่นไร้เสียง พลังเวทที่กระเพื่อมออก ส่วนหนึ่งกระทบถูกตัวเกาเชียน
ชุดคลุมเวทที่แปลงจากแสงวิญญาณบนตัวเกาเชียน แตกสลายทันที เส้นผม ขนคิ้ว สิ่งเปราะบางเหล่านี้ถูกพลังเวทบดขยี้เป็นผุยผง
แรงสะท้อนกลับของค่ายกล รุนแรงน่าสะพรึงกลัว ทำให้เกาเชียนต้องรับแรงกดดันมหาศาล
ยังดีที่คัมภีร์พลังเทพวชิระของเขาถึงขั้นที่หก ร่างกายและจิตวิญญาณแกร่งดุจวัชระ
ไม่อย่างนั้นคงแหลกเหลวไปแล้ว
มาถึงขั้นนี้ จะลังเลไม่ได้เด็ดขาด
เกาเชียนกัดฟันทนแรงกดดัน ระดมซัดฝ่ามือไร้ลักษณ์ต่อเนื่อง
ดาวเก้าแฉกสีทองลึกเข้าไปในหว่างคิ้ว ส่องแสงเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พลังอันแข็งแกร่งที่สุดของคัมภีร์พลังเทพวชิระถูกระดมออกมาจนหมดสิ้น ฝ่ามือไร้ลักษณ์ซัดต่อเนื่องเก้าฝ่ามือ
พลังฝ่ามือแต่ละฝ่ามือซ้อนทับกัน จนถึงฝ่ามือที่เก้า พลังที่รวมตัวกันก็ถึงขีดสุด
ม่านแสงสีเขียวถูกเจาะเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่โดยไร้เสียง แต่เกาเชียนก็ต้องรับแรงสะเทือนมหาศาลจากค่ายกล เส้นเลือดทั่วร่างแตกไปไม่รู้เท่าไหร่ เลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ด
การโจมตีนี้ ทำให้เกาเชียนบาดเจ็บสาหัส
แต่เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบพุ่งตัวเข้าไปในรูโหว่บนม่านแสงทันที
เรือยักษ์ไม้เขียว ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาอย่างสมบูรณ์
เกาเชียนมองดูเรือยักษ์ผ่านม่านแสงมานับครั้งไม่ถ้วน แม้จะเจาะเข้ามาไม่ได้ แต่ด้วยฝ่ามือเทพเก้าวิถี เขาก็พอมองเห็นโครงสร้างและการตกแต่งภายในเรือยักษ์ได้ชัดเจน
ส่วนที่สำคัญที่สุดของเรือยักษ์คือห้องโดยสารตรงกลาง ข้างในวางอาวุธเวทหรือสมบัติวิเศษที่ทรงพลังไว้หลายชิ้น
บนโต๊ะไม้วางประติมากรรมมังกรเขียวโบราณ บนตัวมังกรเขียนอักษรสี่ตัวว่า: ป้ายคำสั่งมังกรเขียว
ข้างป้ายคำสั่งมังกรเขียว คือมงกุฎดอกบัวหยกเขียวฉลุลาย รูปทรงเรียบง่าย เนื้อหยกนวลเนียน
ข้างมงกุฎ คือคัมภีร์เต๋าสีเขียวเล่มหนึ่ง
เกาเชียนยื่นมือไปจับประติมากรรมมังกรเขียว มังกรแกะสลักพลันบิดเบี้ยวเปลี่ยนแปลง กลายเป็นมังกรเขียวขนาดยาวประมาณหนึ่งวา
มังกรเขียวตัวไม่ใหญ่ แต่ดวงตามีแสงวิญญาณลึกลับ
เกาเชียนแปลกใจ ของสิ่งนี้มีชีวิตด้วยหรือ?
ดวงตามังกรเขียวกลอกกลิ้งพิจารณาเกาเชียน จู่ๆ มันก็อ้าปากพูด "ตบะของเจ้าประหลาดนัก แต่ร่างกายแข็งแกร่ง น่าสนใจ"
"ท่านคือ?"
แม้เวลาจะกระชั้นชิด แต่เกาเชียนก็ยังพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างสุภาพ
"ข้าคือจิตวิญญาณแห่งป้ายคำสั่งมังกรเขียว เจ้าเรียกข้าว่าชิงหลง (มังกรเขียว) ก็ได้ รับบัญชาจากท่านเต้าจุนให้เฝ้าค่ายกลนี้"
ชิงหลงกล่าวว่า "เจ้าทำลายค่ายกลเข้ามา เสียเรื่องใหญ่แล้ว รู้ตัวไหม?"
เกาเชียนประสานมือ "ขออภัย ข้าไม่รู้เรื่องนี้เลย"
ชิงหลงถอนหายใจ "ช่างเถอะ ข้าถามเจ้า เจ้าเต็มใจรับการสืบทอดของชิงอวิ๋นเต้าจุนหรือไม่?"
เกาเชียนถาม "มีเงื่อนไขอะไรบ้าง?"
"ง่ายมาก รับการสืบทอดของท่านเต้าจุน ป้ายคำสั่งกระบี่มังกรเขียว, มงกุฎบัวเขียวสยบมาร, คัมภีร์นิมิตฟ้าชิงอวิ๋น ก็จะถ่ายทอดให้เจ้าทั้งหมด"
ชิงหลงกล่าวต่อ "แต่เจ้าก็ต้องรับผิดชอบ คือรับผิดชอบจัดการมังกรยมโลกเก้าอเวจี"
"มังกรยมโลกเก้าอเวจี?"
เกาเชียนถาม "ข้ายินดีลองดู ไม่ทราบว่ามังกรยมโลกเก้าอเวจีร้ายกาจแค่ไหน?"
"เทียบเท่ากับฮว่าเสินเต้าจุน"
ชิงหลงกล่าวอย่างดูแคลน "ด้วยพลังของเจ้าตอนนี้ ยังไงก็สู้ไม่ได้"
"งั้นก็จนปัญญา"
เกาเชียนประสานมือ "การสืบทอดนี้ข้าไม่มีคุณสมบัติจะรับ ขออภัย"
"เจ้าไม่มีคุณสมบัติจะรับ แล้วทำลายค่ายกลเข้ามาทำไม?"
ชิงหลงเริ่มโมโห "ค่ายกลสยบมังกรปราบมาร เดิมทีต้องอีกสองปีถึงจะเปิด ถึงเวลานั้น ย่อมดึงดูดผู้กล้าทั่วหล้ามา ต้องมีคนจัดการมังกรยมโลกเก้าอเวจีได้
"ตอนนี้เจ้าทำลายค่ายกล ปล่อยมังกรยมโลกเก้าอเวจีหลุดออกมา จากนี้ไป มังกรยมโลกตัวนี้ก็จะกลืนกินวิญญาณไม่หยุด แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ สุดท้าย ไท่หวงเทียนจะถูกมังกรยมโลกเก้าอเวจีกลืนกิน..."
ชิงหลงกล่าว "ตอนนี้เจ้าไม่มีทางเลือก ต้องรับการสืบทอด มีเพียงวิธีนี้ ถึงจะกดดันมังกรยมโลกเก้าอเวจีไว้ได้ชั่วคราว"
เกาเชียนขำ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ที่ชิงหลงพูดเมื่อกี้ก็ไร้สาระทั้งเพ!
"จำไว้ มีเพียงคัมภีร์นิมิตฟ้าชิงอวิ๋นบวกกับมงกุฎบัวเขียวสยบมาร ถึงจะกดดันมังกรยมโลกเก้าอเวจีไว้ได้ชั่วคราว
"ก่อนจะเสียการควบคุม เจ้าต้องหายอดฝีมือระดับฮว่าเสินมาสักสองสามคน ร่วมมือกันสังหารมังกรยมโลกเก้าอเวจี"
ชิงหลงรู้ว่าเวลาไม่มาก รีบสั่งเสียเกาเชียน
เกาเชียนถามด้วยความสงสัย "แล้วป้ายคำสั่งมังกรเขียวมีไว้ทำอะไร?"
ชิงหลงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ป้ายคำสั่งมังกรเขียว ก็คือมังกรยมโลกเก้าอเวจี ข้าคือจิตวิญญาณฝ่ายดีของมังกรยมโลกเก้าอเวจี
"รอจนป้ายคำสั่งมังกรเขียวกลายเป็นสีดำ ก็หมายความว่าข้าถูกมังกรยมโลกเก้าอเวจีกลืนกินจนหมดสิ้น จะไม่เชื่อฟังเจ้าอีกต่อไป!"
เกาเชียนคิดแล้วกล่าวว่า "บางทีข้าอาจช่วยท่านได้"
ชิงหลงส่ายหน้า "ข้าก็คือมังกรยมโลกเก้าอเวจี มังกรยมโลกเก้าอเวจีก็คือข้า เราดูเหมือนแบ่งเป็นด้านบวกด้านลบ แต่ความจริงเป็นหนึ่งเดียวกันแยกไม่ออก"
ชิงหลงถอนหายใจยาว แม้มันจะมีรูปลักษณ์เป็นมังกร แต่สีหน้าท่าทางกลับเหมือนชายชราที่หมดอาลัยตายอยาก
"เอาเถอะ ท่านยังมีอะไรจะสั่งเสียอีกไหม?" เกาเชียนถาม
"คัมภีร์นิมิตฟ้าชิงอวิ๋น ไม่เพียงบันทึกเคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์ของท่านเต้าจุน ตัวมันเองยังเป็นสมบัติวิเศษที่ทรงพลัง ต้านทานภัยพิบัติได้สารพัด..."
ชิงหลงยื่นกรงเล็บชี้ไปที่คัมภีร์เต๋า คัมภีร์เต๋าก็กลายเป็นชุดคลุมนักพรตสีเขียวสวมลงบนร่างเกาเชียน
ในขณะเดียวกัน เคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ของคัมภีร์นิมิตฟ้าชิงอวิ๋นก็ประทับลึกลงในทะเลจิตของเกาเชียน
เคล็ดวิชาที่สืบทอดจากเต้าจุนยุคโบราณนี้ มุ่งตรงสู่วิถีแห่งเต๋า แต่ค่อนข้างหยาบ
เกาเชียนตอนนี้มีสายตากว้างไกลเพียงใด ดูคัมภีร์นิมิตฟ้าชิงอวิ๋นคร่าวๆ ก็ประเมินเคล็ดวิชานี้ได้
ไม่ใช่ว่าเคล็ดวิชานี้ไม่ดี แต่เคล็ดวิชานี้ไม่ค่อยเหมาะกับสภาพแวดล้อมของไอวิญญาณในปัจจุบัน
ยังดีที่เคล็ดวิชามุ่งตรงสู่ระดับฮว่าเสิน มีประโยชน์ต่อเกาเชียนมาก
ที่สำคัญที่สุด คัมภีร์นิมิตฟ้าชิงอวิ๋นเป็นสมบัติวิเศษระดับเก้า แม้จะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่อานุภาพร้ายกาจมาก
ชิงหลงสวมมงกุฎบัวเขียวสยบมารให้เกาเชียนอีก หลังจากสวมมงกุฎ แสงใสกระจ่างตกลงมาจากด้านบน เหมือนม่านมุ้งที่ปกป้องศีรษะของเกาเชียนไว้อย่างมิดชิด
เกาเชียนรู้สึกจิตใจสดชื่น เหมือนถูกชะล้างด้วยน้ำ
เขาเข้าใจทันที แสงใสที่ตกลงมา ไม่ได้มีไว้เพื่อความลึกลับ แต่เป็นการป้องกันที่มหัศจรรย์ เพื่อความปลอดภัยของจิตวิญญาณและร่างกายของเขา
ขณะที่เกาเชียนกำลังคิด ชิงหลงก็กระโจนใส่เขา
ไม่รอให้เกาเชียนตั้งตัว บนแขนซ้ายของเขาก็มีมังกรเขียวพันรอบเพิ่มขึ้นมาอีกตัว
มังกรเขียวตัวนี้เหมือนรอยสักที่ประณีตที่สุด เกล็ดและเขาครบถ้วน ท่าทางบิดตัวพลิกแพลงดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก
น่าเสียดายอย่างเดียวคือมังกรเขียวหลับตาอยู่ เลยดูไม่มีชีวิต
เกาเชียนเข้าใจฟังก์ชันของป้ายคำสั่งมังกรเขียวทันที และรู้วิธีควบคุมป้ายคำสั่งมังกรเขียว
ป้ายคำสั่งมังกรเขียวแนบติดกับตัวเขา เว้นแต่ชิงหลงจะยอมจากไปเอง ไม่งั้นเขายากที่จะเอามันออกไป
ข้อดีคือป้ายคำสั่งมังกรเขียวสามารถควบคุมพลังของชิงหลงได้ มีพลังเทียบเท่าหยวนอิงเจินจวิน
ป้ายคำสั่งมังกรเขียวไม่ได้เสริมพลังเวท แต่เสริมพละกำลังทางกาย พร้อมทั้งสามารถเรียกลมเรียกฝน และควบคุมสายฟ้าได้ ที่สำคัญที่สุดคือใช้อิทธิฤทธิ์เฉพาะตัวของมังกรเขียว
มังกรเขียวสามารถทำให้สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ ทำให้ชีวิตตายแล้วเกิดใหม่ รักษาอาการบาดเจ็บต่างๆ ป้องกันพิษและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้ ฯลฯ
พูดง่ายๆ การมีป้ายคำสั่งมังกรเขียว เท่ากับมีมังกรเทพครึ่งตัว
นี่ยังเป็นเพราะชิงหลงต้องกดดันมังกรยมโลกเก้าอเวจี จึงให้เกาเชียนยืมพลังได้แค่ส่วนน้อย
ข้อเสียคือเมื่อชิงหลงกลายเป็นมังกรยมโลกเก้าอเวจี เกาเชียนจะซวยเป็นคนแรก
แถมมังกรยมโลกเก้าอเวจียังแข็งแกร่งกว่าชิงหลงมาก น่าจะมีอานุภาพระดับฮว่าเสินเต้าจวิน
เกาเชียนศึกษาของวิเศษสามชิ้นที่ได้มา แล้วได้ข้อสรุปว่า ล้วนเป็นของดี
ส่วนข้อเสียของป้ายคำสั่งมังกรเขียว ถ้าเป็นคนอื่นคงลำบากแย่
เขามีป้ายคำสั่งไท่อี่อยู่ในมือ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ตัดแขนซ้ายทิ้ง ยังไงก็สยบมังกรยมโลกเก้าอเวจีได้
ตามคำพูดของชิงหลง เขายังมีเวลาอีกสองสามปี ไม่ต้องรีบร้อน
แสงสีทองจุดหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน จากนั้นแสงสีทองบานสะพรั่งดั่งดอกบัว เผยให้เห็นหลี่เสวียนหยางในชุดคลุมเวทสีแดงสด!
เกาเชียนยิ้มให้หลี่เสวียนหยางอย่างเหมาะสม "คุณชายหลี่ มาได้จังหวะพอดีเลย"
[จบแล้ว]