- หน้าแรก
- จอมยุทธ์ท่านนี้ช่างมีมารยาทเหลือเกิน
- บทที่ 160 - คนคุ้นเคย
บทที่ 160 - คนคุ้นเคย
บทที่ 160 - คนคุ้นเคย
บทที่ 160 - คนคุ้นเคย
มณฑลหลิน เทือกเขาต้าอวิ๋น
เกาเชียนสังเกตเห็นตั้งแต่บนเครื่องบินแล้วว่า เทือกเขาแถบนี้มีเมฆหมอกหนาแน่นเป็นพิเศษ มิน่าถึงได้ชื่อว่าเทือกเขาต้าอวิ๋น
พื้นที่แถบนี้อบอุ่นกว่าเมืองเหลียวอันมาก ช่วงกลางเดือนมีนาคม ต้นไม้ใบหญ้าบนภูเขาก็เขียวชอุ่มไปหมดแล้ว
มองไปทางไหนก็เห็นป่าไม้เขียวขจีดุจทะเล เต็มไปด้วยพลังชีวิตอันไร้ขอบเขต
ท่ามกลางทะเลป่าอันกว้างใหญ่นี้ มีสนามบินชั่วคราวถูกบุกเบิกสร้างขึ้นมาอย่างดื้อๆ
ข้างสนามบิน ยังมีตึกเล็กๆ อีกหลายสิบหลัง สไตล์การตกแต่งดูหรูหราอลังการ
ในสถานที่แบบนี้ แค่ค่าขนส่งก็เพียงพอที่จะทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้นร้อยเท่า
ตึกเล็กๆ ที่สร้างขึ้นล้วนเป็นสไตล์หรูหราแบบตะวันตก ซึ่งหาดูได้ยากแม้แต่ในเมืองเหลียวอัน แสดงให้เห็นว่าคนที่มาสร้างตึกที่นี่รวยล้นฟ้าแค่ไหน
แต่พอนึกถึงเงินเดิมพันหลักพันล้านที่คนกลุ่มนี้โยนลงไป ตึกพวกนี้ก็ดูธรรมดาไปเลย
ฉู่จางและเกาเชียนเพิ่งลงจากเครื่องบิน ก็มีชายวัยกลางคนสวมสูทขาวเดินเข้ามาต้อนรับ
เขาเข้ามาสวมกอดฉู่จางอย่างอบอุ่น "น้องรัก ไม่เจอกันสองเดือน คิดถึงจะแย่!"
ชายวัยกลางคนหวีผมเรียบแปล้ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความมั่นใจของผู้ประสบความสำเร็จ เนคไทสีแดงสดดูโดดเด่นตัดกับสูทสีขาว
น้ำเสียงของคนผู้นี้มีความเว่อร์วังแบบตะวันตกอยู่บ้าง แต่สีหน้าท่าทางและแววตาที่มั่นใจ ทำให้ไม่ดูเสแสร้งจนเกินไป
ฉู่จางหัวเราะร่ากอดตอบอีกฝ่าย "พี่สาม ผมก็มาหาพี่แล้วนี่ไง!"
ได้ยินคำเรียกขานนี้ เกาเชียนก็รู้ทันทีว่าชายวัยกลางคนคือเจ้ามือของบ่อนพนันทะเลสีชาด: สวีว่านคัง
ได้ยินว่าเป็นคนตระกูลสวีแห่งเมืองอันเทียน เพราะเป็นลูกคนที่สาม คนจึงเรียกว่าท่านสาม หรือพี่สาม
เมืองอันเทียนคือที่ไหน คือศูนย์กลางเศรษฐกิจของสมาพันธรัฐ สถานะในสมาพันธรัฐติดหนึ่งในห้าอย่างมั่นคง
ตระกูลที่มีอิทธิพลในเมืองอันเทียนได้ ล้วนไม่ธรรมดา ตระกูลสวีเป็นตระกูลใหญ่ระดับแถวหน้าของเมืองอันเทียน
แม้แต่ในที่อย่างมณฑลหลิน สวีว่านคังก็มีอิทธิพลเรียกลมเรียกฝนได้ พลังอำนาจมหาศาล
ข้อมูลเหล่านี้ ฉู่จางเล่าให้เขาฟังบนเครื่องบิน
สวีว่านคังทักทายฉู่จางอย่างอบอุ่นตามมารยาท แล้วจึงหันมามองเกาเชียน "น้องรัก ท่านนี้คือ?"
สำหรับชายหนุ่มที่หล่อเหลาผิดธรรมดาผู้นี้ เขารู้สึกสงสัยจริงๆ
ผู้ใช้พลังต้นกำเนิดระดับสามที่อายุเท่านี้มีไม่น้อย แต่ที่หล่อขนาดนี้เขาเพิ่งเคยเจอ เกาเชียนรูปร่างสูงโปร่ง สีหน้าสงบนิ่ง แม้จะหล่อเหลาอย่างยิ่ง แต่ระหว่างคิ้วกลับเต็มไปด้วยความสง่าผ่าเผย
"ยอดฝีมือที่ผมเชิญมา เกาเชียน"
ฉู่จางแนะนำเกาเชียน "น้องชาย นี่คือคุณสวีว่านคัง ผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้"
"เอ้ย อย่าพูดแบบนั้นสิ ทุกคนให้เกียรติกันทั้งนั้น"
สวีว่านคังยิ้ม เขาพูดกับเกาเชียนด้วยความชื่นชม "น้องเกาดูมีราศีไม่ธรรมดาเลย พี่แก่กว่าไม่กี่ปี ขอถือวิสาสะ เรียกพี่ว่าพี่สามก็แล้วกัน"
"สวัสดีครับพี่สาม มาที่นี่ครั้งแรก ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ"
เกาเชียนสุภาพและนอบน้อม วางตัวเป็นธรรมชาติแต่ก็ดูเป็นกันเอง
สวีว่านคังยื่นมือมาจับมือเกาเชียนก่อน "พี่เห็นน้องเกาแล้วรู้สึกถูกชะตา อยู่ที่นี่ ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลย..."
"มีคำพูดนี้ของพี่สาม พวกเราก็เดินยืดอกในเทือกเขาต้าอวิ๋นได้แล้ว!"
ฉู่จางพูดแทรก ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่แววตามีความสงสัยเล็กน้อย
สวีว่านคังแม้จะทำตัวกระตือรือร้นกับทุกคน แต่ความหยิ่งยโสที่ฝังอยู่ในกระดูกนั้นยากจะปกปิด ความกระตือรือร้นของเขามักเป็นไปตามมารยาท
ทำไมถึงดูกระตือรือร้นจริงใจกับเกาเชียนจังวะ หรือไอ้แก่นี่จะเป็นเกย์?
ฉู่จางคิดไม่ตก แต่เขาก็เป็นคนเจนจัด ยกยอสวีว่านคังไปพร้อมๆ กับช่วยคุยโวให้เกาเชียนด้วย
เรื่องพูดจาเข้าสังคม เกาเชียนไม่เคยแพ้ใคร
ชายฉกรรจ์สามคน เดินคุยกันอย่างถูกคอ จะมีก็แต่ฉู่จางที่ไม่ได้จับมือใคร ดูเป็นส่วนเกินเล็กน้อย
เมื่อมาถึงหน้าตึกที่ฉู่จางเช่าไว้ สวีว่านคังเขย่ามือเกาเชียนแรงๆ "น้องชาย คืนนี้พี่จัดงานเลี้ยงต้อนรับ ต้องมานะ!"
"แน่นอนครับ งานเลี้ยงของพี่สามต้องไม่ธรรมดา ต้องไปเปิดหูเปิดตาหน่อย..."
เกาเชียนยิ้มประจบ เขาพบว่าลูกไม้ชอบจับมือของฉู่จาง ต้องเรียนมาจากสวีว่านคังแน่ๆ
แต่ก็ไม่เป็นไร ผิวหนังที่มือเขาละเอียดและมันวาวกว่าหยก ต่อให้สวีว่านคังมีเชื้อราฮ่องกงฟุตที่มือก็ติดเขาไม่ได้
สวีว่านคังหัวเราะลั่น "ป่าเขาลำเนาไพร ไม่มีของดีอะไรหรอก แค่อยากให้ครึกครื้น ต้อนรับเพื่อนฝูงที่เดินทางมาไกล..."
ขณะคุยกับสวีว่านคังหน้าประตู เกาเชียนสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่แอบมองอยู่
ในวงพนันแบบนี้ ทุกคนย่อมอยากรู้อยากเห็นคู่แข่ง การแอบมองเป็นเรื่องปกติ
เพียงแต่ ในบรรดาสายตาที่แอบมอง มีกลิ่นอายของคนคนหนึ่งที่คุ้นเคยมาก
ห่างออกไปร้อยสองร้อยเมตร เกาเชียนยังสัมผัสได้ถึงสภาวะการโคจรพลังของคนผู้นี้ได้อย่างชัดเจน
การโคจรพลังต้นกำเนิดที่ดูเหมือนมีเหมือนไม่มี ภายในมีลมปราณหมุนวนไม่หยุดนิ่ง นี่คือคัมภีร์กงล้ออินหยางไร้ลักษณ์
"อวี้ซิ่ว..."
เกาเชียนแปลกใจเล็กน้อย ลูกศิษย์คนนี้มาทำอะไรที่นี่!
พอนึกถึงท่าทางมีพิรุธของโจวอวี้ซิ่วในช่วงที่ผ่านมา การที่เธอมาปรากฏตัวที่นี่ก็ไม่น่าแปลกใจนัก
เพียงแต่คัมภีร์กงล้ออินหยางไร้ลักษณ์ของเธอฝึกถึงขั้นที่สามแล้ว การเรียนที่วิทยาลัยก็ราบรื่น ได้รับความสำคัญจากทางวิทยาลัย
ที่บ้านเหลือเธอคนเดียว ความสัมพันธ์ทางสังคมอื่นๆ ก็น้อยนิด ทำไมเธอถึงมาร่วมวงพนันอันตรายอย่างทะเลสีชาด?
เกาเชียนไม่ค่อยเข้าใจ โจวอวี้ซิ่วไม่มีปัญหาอะไรสักด้าน เธอไม่มีแรงจูงใจที่จะมาร่วมการพนันเสี่ยงตายแบบนี้
แต่ด้วยฝีมือของเธอ ในวงนี้ถือว่าได้เปรียบมหาศาล
คัมภีร์กงล้ออินหยางไร้ลักษณ์ต่างจากวิชาลับพลังต้นกำเนิด มันมีพลังลมปราณที่แข็งแกร่งในตัว และสามารถควบคุมพลังได้อย่างละเอียดอ่อน
ต่อให้ไม่มีเกราะพลังต้นกำเนิด ก็มีโอกาสชนะผู้ใช้พลังต้นกำเนิดระดับเดียวกันสูงมาก
เกราะพลังต้นกำเนิดแม้จะดี แต่การใช้งานต้องสิ้นเปลืองพลังต้นกำเนิด นี่เป็นข้อจำกัดใหญ่หลวงสำหรับเวลาทำการรบของผู้ใช้พลัง
การพนันในทะเลสีชาดกินเวลาถึงสิบวัน ผู้ใช้พลังระดับสามเมื่อเข้าไปข้างใน ต้องเผชิญสภาพแวดล้อมซับซ้อนของต่างมิติ มนุษย์ปลาที่ดุร้าย และยังต้องระวังคู่แข่ง
ดังนั้น การบริหารจัดการพลังต้นกำเนิดจึงกลายเป็นรายละเอียดที่สำคัญที่สุด
ขอแค่โจวอวี้ซิ่วระวังตัวหน่อย ไม่โดนคู่แข่งลอบกัด ไม่ตกอยู่ในวงล้อมของมนุษย์ปลา โอกาสชนะของเธอสูงมาก
เกาเชียนมั่นใจในตัวโจวอวี้ซิ่ว ลูกศิษย์คนนี้สุขุมรอบคอบ และลงมือเด็ดขาด
แม้เขาจะไม่ค่อยเห็นด้วยที่โจวอวี้ซิ่วมาร่วมการพนันแบบนี้ แต่โจวอวี้ซิ่วไม่ใช่เด็ก เธอมีการตัดสินใจของตัวเอง มีชีวิตของตัวเอง
อีกมุมหนึ่ง เกาเชียนก็หวังให้โจวอวี้ซิ่วเป็นตัวของตัวเอง กำหนดชีวิตและชะตาลิขิตของตัวเองได้
ครั้งนี้ถือว่าลูกศิษย์โชคดี เขามาด้วยพอดี จะได้ช่วยดูแลลูกศิษย์หน่อย
โจวอวี้ซิ่วที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกเกาเชียนจับได้แล้ว
เธอกำลังมองสำรวจเกาเชียน สวีว่านคัง และฉู่จาง ด้วยความสงสัย
โจวอวี้ซิ่วเคยดูการประลองระหว่างเกาเชียนกับหวังเสวียนอู่ การต่อสู้ครั้งนั้น เกาเชียนสร้างความประทับใจให้เธออย่างลึกซึ้ง
การได้เจอเกาเชียนที่นี่ เธอเองก็แปลกใจ ยอดฝีมือระดับนี้ ก็มาร่วมวงพนันด้วยเหรอ?!
"นั่นเกาเชียนนี่นา!"
หยางอวิ๋นฉี ที่อยู่ข้างๆ ทำหน้าประหลาดใจ "หยางอวิ๋นจิ่นทำบ้าอะไรเนี่ย เลี้ยงผัวแค่นี้ไม่ไหวเหรอ! งั้นยกให้ฉันสิ!"
คำพูดของหยางอวิ๋นฉีช่างกล้าหาญ ทั้งที่อายุจริงแค่สิบแปดปี หน้ากลมเล็กๆ ยังมีแก้มยุ้ยแบบเด็กๆ หน้าตาสะสวยทีเดียว
ตอนตรุษจีน หยางอวิ๋นจิ่นพาเกาเชียนไปเดินสายแนะนำตัวในตระกูลหยาง สายตรงของตระกูลหยางต่างรู้ว่าหยางอวิ๋นจิ่นหาสามีที่หล่อเหลาผิดมนุษย์มนาได้คนหนึ่ง แถมยังเด็กกว่าเธอตั้งหลายปี
ประเด็นคือเกาเชียนเก่งจริง สังหารหวังเสวียนอู่ในการประลอง ถูกมองว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ของเมืองเหลียวอัน อนาคตไกล
แม้พื้นเพครอบครัวเกาเชียนจะไม่ดี แต่คนตระกูลหยางส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าหยางอวิ๋นจิ่นเลือกสามีได้ดี ตาถึงและมือไว
หยางอวิ๋นฉีเห็นความสง่างามในการต่อสู้ของเกาเชียนในสนามประลอง นับแต่นั้นก็หลงใหลเกาเชียน
ตอนตรุษจีน เห็นหยางอวิ๋นจิ่นพาเกาเชียนเดินโชว์ตัวไปทั่ว เธออิจฉาแทบบ้า
เธอรู้สึกว่าหยางอวิ๋นจิ่น นังแก่คนนี้หน้าไม่อายจริงๆ!
ผลคือ กลับมาเจอเกาเชียนที่เทือกเขาต้าอวิ๋น เห็นชัดว่าเกาเชียนติดตามฉู่จางมาร่วมวงพนัน!
หยางอวิ๋นฉีปวดใจจริงๆ เธอเป่าหูให้โจวอวี้ซิ่วมาร่วมวงพนัน โดยไม่รู้สึกผิดสักนิด
เพราะโจวอวี้ซิ่วทำเพื่อเงิน เธอก็ทำเพื่อเงิน ต่างฝ่ายต่างร่วมมือกันวินวิน ไม่ถือว่าใครติดค้างใคร
แต่เกาเชียนมีเมียอย่างหยางอวิ๋นจิ่น อยากได้ทรัพยากรก็มี อยากได้เงินก็มี จะวิ่งมาเสี่ยงตายที่นี่ทำไม!
เธอไม่เข้าใจจริงๆ และปวดใจจริงๆ!
หยางอวิ๋นกวง ที่อยู่ข้างๆ ถลึงตาใส่น้องสาว "อย่าพูดจาเหลวไหล"
หยางอวิ๋นกวงพูดกับโจวอวี้ซิ่วด้วยสีหน้าจริงจัง "อวี้ซิ่ว เกาเชียนเก่งมาก เธอต้องระวังให้ดี"
เขาคิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "อาศัยความสัมพันธ์ทางอวิ๋นจิ่น เดี๋ยวฉันไปคุยกับเกาเชียนให้ พวกเธอจะได้จับคู่กัน แบบนี้จะปลอดภัยกว่า"
สำหรับเพื่อนร่วมชั้นของน้องสาวคนนี้ หยางอวิ๋นกวงให้ความสำคัญไม่น้อย อายุสิบแปดปี ก็เป็นผู้ใช้พลังระดับสามแล้ว
แถมโจวอวี้ซิ่วยังใช้ดาบขวางสีชาดเล่มเดียวเอาชนะยอดฝีมือสองคนของเขา คว้าโควตาเข้าแข่งขันมาได้
หยางอวิ๋นกวงย่อมหวังให้โจวอวี้ซิ่วไปได้ไกลในการแข่งขัน ทำผลงานได้ดี
ผู้เข้าแข่งขันกว่ายี่สิบราย แต่ละบ้านส่งยอดฝีมือมาหนึ่งคน ถ้าโจวอวี้ซิ่วร่วมมือกับเกาเชียนได้ โอกาสชนะจะเพิ่มขึ้นมหาศาล
หยางอวิ๋นกวงไม่ค่อยได้คุยกับเกาเชียน แต่เขารู้สึกว่าเกาเชียนเป็นคนที่ไว้ใจได้ ทั้งความสามารถและนิสัยใจคอ
แน่นอน เขาไม่เคยร่วมงานกับเกาเชียน แค่ฟังคนในบ้านพูดถึงวีรกรรมในอดีตของเกาเชียน จากจุดนี้อนุมานได้ว่า นิสัยของเกาเชียนน่าจะเชื่อถือได้ ดีกว่าพวกลูกหลานตระกูลใหญ่เยอะ
แต่โจวอวี้ซิ่วส่ายหน้าปฏิเสธ "ช่างเถอะค่ะ ฉันไม่ชินกับการร่วมมือกับคนอื่น"
หยางอวิ๋นกวงไม่ค่อยเข้าใจ แต่คนแข่งคือโจวอวี้ซิ่ว เขาจะไปบังคับเธอก็ไม่ได้
ดูจากนิสัยเย็นชาของโจวอวี้ซิ่ว ก็คงร่วมมือกับคนอื่นยากจริงๆ
ในตึกเล็กอีกหลังหนึ่ง สวา ในชุดคลุมยาวสีดำก็กำลังจ้องมองเกาเชียนอย่างเย็นชา
ผมสีแดงเพลิง ดวงตาสีแดงฉาน ขณะจ้องมองเกาเชียน ในดวงตาของเขามีเปลวไฟวูบวาบจางๆ
คราวก่อนที่ทะเลสาบเงิน เขากับมาโรวิทวางแผนดักเล่นงานเสิ่นเจิ้งจวิน แต่เสิ่นเจิ้งจวินดันหนีไปได้
ที่เหลือเชื่อกว่านั้นคือ มาโรวิทหายสาบสูญ เพื่อตามหามาโรวิท พวกเขาเสี่ยงภัยเข้าไปในเขตแกนกลางรอยแยกมิติ มาหลายเดือน แต่ไม่พบอะไร
เมื่อต้นปี ได้ข่าวว่าดาบประกายสุริยันตกอยู่ในมือเกาเชียน ทั้งลัทธิแสงศักดิ์สิทธิ์ต่างโกรธแค้น
แต่เกาเชียนอยู่ไกลถึงเมืองเหลียวอัน ในใจกลางมณฑลเหลียวที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือ
ลัทธิแสงศักดิ์สิทธิ์แม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่กล้าไปก่อเรื่องในเมืองเหลียวอัน
ช่วยไม่ได้ จึงต้องใช้เส้นสายติดต่อฉู่จาง จนในที่สุดก็ล่อเกาเชียนออกมาจากเมืองเหลียวอันได้สำเร็จ
"อาจารย์ คือผู้ชายคนนี้เหรอคะ?"
เวสนา ดวงตาเป็นประกาย ผู้ชายคนนี้หล่อจริงๆ ความหล่อที่ข้ามพรมแดนเชื้อชาติ จนเธอเองยังรู้สึกชื่นชม
แต่ในตัวคนผู้นี้ เธอไม่เห็นรัศมีของผู้แข็งแกร่งเลย เขาดูอ่อนโยนและสง่างามเกินไป!
"มันนั่นแหละ มันเจ้าเล่ห์มาก ฝีมือก็ไม่เลว อย่าได้ประมาทมัน"
เทพเจ้าอัคคีสวากำชับเวสนา "ในทะเลสีชาดอันตรายรอบด้าน ถ้าเจอเกาเชียนข้างใน ก็ฆ่ามันทิ้งซะ แต่ถ้าไม่เจอก็ไม่ต้องใส่ใจ รอจบการแข่งขันค่อยจัดการมันก็ยังทัน..."
[จบแล้ว]