- หน้าแรก
- ระบบจำลองชีวิตพ่อมด
- บทที่ 106 บั๊ก (ฟรี ตอนยาวพิเศษ)
บทที่ 106 บั๊ก (ฟรี ตอนยาวพิเศษ)
บทที่ 106 บั๊ก (ฟรี ตอนยาวพิเศษ)
เวลาผ่านมากว่าหนึ่งเดือนนับจากวันที่เข้าสู่มิติลับ บัดนี้เฉินมู่ได้ออกจากตอนกลางของทวีปมาแล้ว ตอนนี้เขายืนอยู่ในเมืองชายทะเล บริเวณชายขอบของทางใต้ของทวีป
นับรวมครั้งนี้ นี่คือการมาถึงครั้งที่สามของเฉินมู่
ไม่ใช่ว่าเขามีความรู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับเมืองแห่งนี้ แต่เพราะหากต้องการกลับ จุดออกเดินทางที่ใกล้ที่สุดก็คือที่นี่
ในลานบ้านแห่งหนึ่งของเมืองชายทะเล
“คัมภีร์วาจาสัจจะ!”
เฉินมู่ถือหนังสือที่ดูไม่แตกต่างจากหนังสือทั่วไปนัก ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มออกมา
นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเดินทางครั้งนี้
คัมภีร์วาจาสัจจะ แม้จะมีเพียงห้าสิบหน้า แต่ก็เพียงพอที่จะกลายเป็นไพ่ตายของเฉินมู่ ณ ตอนนี้
ใน การจำลองด้วยตัวอักษร มันอาจไม่ได้สำคัญมาก แต่ในโลกจริง… มันมีประโยชน์อย่างล้นเหลือ
ผลของคัมภีร์วาจาสัจจะนั้นเรียบง่าย มัน “สามารถสลักเวทมนตร์ลงบนหน้ากระดาษ” ได้
ดูเหมือนคล้ายกับแผ่นจานเวทมนตร์ แต่ความจริงแล้วต่างกันมาก
ผู้ที่ประดิษฐ์แผ่นจานเวทมนตร์ขึ้นมา ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์วาจาสัจจะนี่เอง
ต่างจากแผ่นจานเวทมนตร์ที่ต้องสลักสัญลักษณ์เวทลงไปจำนวนมาก คัมภีร์วาจาสัจจะไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดเลย เพียงส่งผ่านโครงสร้างเวทมนตร์จากทะเลแห่งจิตลงไป ผูกติดลงบนหน้ากระดาษก็เพียงพอ
และเมื่อใช้ ก็แค่เรียกกระดาษหน้านั้น เวทมนตร์จะถูกร่ายทันที
ห้าสิบหน้า หมายถึงเวทมนตร์ห้าสิบบท และเวทมนตร์ที่สลักลงในคัมภีร์ ใคร ๆ ก็สามารถใช้ได้
ตราบเท่าที่ผู้ใช้สามารถกระตุ้นพลังจิตได้
พูดอีกอย่างก็คือ
ถ้าพ่อมดฝึกหัดถือครองคัมภีร์วาจาสัจจะที่ถูกเติมเต็มโดยพ่อมดระดับหนึ่ง ก็มีโอกาสฆ่าพ่อมดระดับหนึ่งได้จริง ๆ
แต่ก็ต้องมีคาถามากพอด้วย
ในหลายแง่ คัมภีร์วาจาสัจจะยังมีค่ามากกว่าเมล็ดสายเลือดเสียอีก
ใน การจำลองด้วยตัวอักษรครั้งก่อน เฉินมู่เคยสู้กับพ่อมดระดับสอง และเขาสามารถสร้างบาดแผลให้กับอีกฝ่ายได้ ก็เพราะสิ่งนี้
สำหรับพ่อมดระดับหนึ่ง การทำร้ายพ่อมดระดับสองแทบเป็นไปไม่ได้เลย ช่องว่างของพลังนั้น “กว้างจนไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้”
แต่คัมภีร์วาจาสัจจะ…
ทำให้ช่องว่างนั้นแคบลงอย่างมหาศาล
ในยุคโบราณ พ่อมดทั่วทั้งโลกต่างคลั่งไคล้คัมภีร์วาจาสัจจะ
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป วิธีการสร้างคัมภีร์วาจาสัจจะก็ได้หายสาบสูญตามไปด้วย ถ้าใช้ภาษาตามโลกก่อนวัตถุชิ้นนี้จะเรียกว่า บั๊ก เลยก็ยังได้ แต่สุดท้ายมันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากโลกพ่อมด
และคัมภีร์ห้าสิบหน้าเล่มนี้ อาจเป็นเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่ในเขตนี้ก็เป็นได้
เฉินมู่พลิกดูหนังสือ ทั้งห้าสิบหน้า มียี่สิบหน้าที่ส่องแสงสีฟ้าอ่อน ๆ
ช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองชายทะเล เขาไม่ได้ปล่อยเวลาไปเฉย ๆ แต่ได้สลักเวทมนตร์ลงไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว เพื่อไม่ให้มันดูว่างเปล่าเกินไป
“น่าเสียดายที่มีแค่ห้าสิบหน้า… ถ้าเป็นหนึ่งร้อยหน้า ต่อให้เป็นพ่อมดระดับสองก็ไม่ขาดวิธีรับมือเลย”
เฉินมู่กล่าวกับตัวเอง ก่อนปิดคัมภีร์และเก็บกลับเข้าสู่กุญแจมิติ
จำนวนหน้าของคัมภีร์วาจาสัจจะ ไม่เพียงหมายถึงจำนวนเวทที่สามารถบันทึกได้ แต่ยังเป็นตัววัดระดับของคัมภีร์ด้วย
คัมภีร์ห้าสิบหน้า คือระดับต่ำสุด บรรจุได้ตั้งแต่เวทมนตร์ศูนย์วงแหวนจนถึงเวทมนตร์หนึ่งวงแหวนเท่านั้น
แต่ถ้าเป็นคัมภีร์ร้อยหน้า จะสามารถสลักเวทมนตร์สองวงแหวนได้
ลองคิดภาพ
เวทมนตร์สองวงแหวนจำนวนหนึ่งร้อยบทพุ่งใส่คุณพร้อมกัน
พ่อมดโบราณไม่เคยขาดอัจฉริยะ แต่ยากจะจินตนาการได้ว่าพ่อมดผู้ประดิษฐ์คัมภีร์วาจาสัจจะนี้… จะยิ่งใหญ่เพียงใด
การที่พ่อมดสามารถปกครองหลายมิติได้ ไม่ใช่เรื่องเหนือจริงอะไรเลย เพราะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขามีไพ่ลับอีกเท่าไร
หลังใช้เวลาในเมืองชายทะเลเพื่อเติมหน้ากระดาษพอสมควรแล้ว เฉินมู่ก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ
การกลับมาเยือนทวีปสีม่วงครั้งนี้ เขาพึงพอใจมาก
ไม่ว่าจะเป็น ซากโบราณ หรือ มิติลับ ผลประโยชน์ที่ได้รับล้วนมหาศาล
นี่คือข้อดีของการรู้ล่วงหน้า
ถ้าไม่ใช่เพราะการจำลองด้วยร่างจริง และการจำลองด้วยตัวอักษรหลายครั้ง เขาไม่มีวันได้ผลตอบแทนมากขนาดนี้
ตอนนี้สิ่งของทั้งหมดในวัตถุมิติของเขา รวมเป็นหินเวทได้คงไม่ต่ำกว่าหกหลักแล้ว
เฉินมู่ไม่เลือกขึ้นเรือใหญ่ของห้างการค้าคลื่นทะเล สำหรับเขาตอนนี้ การข้ามทะเลไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรอีกต่อไป
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฉินมู่กับอีกาดำก็ปรากฏบนเกาะเฟนน์ ซึ่งเป็นเกาะชายขอบของทวีปปลายสมุทร
เมื่อถึงเกาะเฟนน์ อีกาดำก็แยกตัวออกไป
เฉินมู่ไม่ได้ใช้ เคลื่อนที่ระยะสั้น แต่เดินด้วยเท้าไปยังเมืองเฟนน์แทน
เมืองเฟนน์…คนเยอะกว่าที่เคย หรือจะพูดให้ถูก คนทั้งทวีปปลายสมุทรต่างเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หากเฉินมู่ขึ้นเรือของห้างการค้าคลื่นทะเล เขาจะพบว่า ไม่เพียงราคาตั๋วเรือสูงขึ้น แต่เรือกลับเต็มทุกลำ
ผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้…
ก็คือเฉินมู่เอง
เพราะเมื่อมีข่าวลือเกี่ยวกับ “วัตถุพ่อมดระดับสาม” ผู้คนจากทุกทวีปต่างกรูกันมาที่ทวีปปลายสมุทร
ทุกคนรู้ดีว่า
ผู้ถือวัตถุพ่อมดระดับสามย่อมไม่อยู่ในทวีปสีม่วง และทวีปที่ใกล้ที่สุดคือ ทวีปปลายสมุทร
จึงไม่ใช่แค่เมืองเฟนน์
แต่เมืองบนเกาะชายขอบอื่น ๆ ของทวีปปลายสมุทรก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจากทวีปสีม่วง
ดวงตาแห่งสัจจะ กวาดไปหนึ่งรอบ ไม่มีใครสามารถปิดบังตัวเองจากสายตาของเฉินมู่ได้
“ดูเหมือนสถาบันเรเดียนต์… จะสนใจวัตถุพ่อมดระดับสามไม่น้อยเลยนะ”
เฉินมู่เดินไปเรื่อยๆ
ผู้คนที่เพิ่มขึ้นส่วนมากเป็นพ่อมดฝึกหัดจากทวีปสีม่วง แต่ก็มีบางคนไม่ใช่ เช่นตอนนี้ เฉินมู่ตรวจพบพ่อมดฝึกหัดระดับสามจากสถาบันเรเดียนต์สองคนแล้ว
แน่นอนที่พวกเขาสนใจ เพราะทวีปปลายสมุทรคืออาณาเขตของพวกเขา หากทวีปปลายสมุทรมีวัตถุพ่อมดระดับสามจริง พวกเขาย่อมไม่มีเหตุผลใดจะนิ่งเฉย
ทว่า… พวกเขาต้องผิดหวัง
เฉินมู่เลี้ยวผ่านกลุ่มอาคาร
ก่อนจะเดินเข้าสู่หอผู้ว่าการเมืองเฟนน์
เมืองเฟนน์ถูกดูแลโดยแมทธิวมาตลอด แม้เวลาจะผ่านไปสองปีกว่า แต่ก็ไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้น
นั่นแสดงให้เห็นว่า แมทธิวทำหน้าที่ได้ดีจนน่าพึงพอใจ
เมื่อเฉินมู่เดินเข้ามา
แมทธิวจึงรีบเข้ามาอย่างนอบน้อม
“ท่านผู้นำ!”
รอยประทับอีกาขาวที่เฉินมู่ไว้กับคนของเขา ไม่เพียงทำให้พวกเขาภักดี แต่ยังมีคุณสมบัติอื่นด้วย
เมื่อเฉินมู่สกัดสายเลือดอย่างต่อเนื่อง พลังของเวทสายเลือดก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมาก รวมถึงความสามารถของรอยประทับอีกาขาวด้วย
ตอนนี้เขาสามารถส่งข้อความง่าย ๆ ผ่านรอยประทับได้แล้ว
เฉินมู่พยักหน้าเบาๆ
แมทธิวเริ่มรายงานความเป็นไปของเมืองเฟนน์อย่างละเอียด
ตั้งแต่สมาคมอีกาขาวยึดครองเมืองเฟนน์อย่างเต็มรูปแบบ เมืองแห่งนี้ในหลาย ๆ ด้าน ได้เหนือกว่าช่วงที่ตระกูลสเปอร์คุมอำนาจแล้ว
ท้ายที่สุด เมื่อเทียบกับแมทธิวแล้ว ความสามารถของคนในตระกูลสเปอร์ที่เคยคุมดูแลเมืองเฟนน์ก่อนหน้า ก็ห่างชั้นกันมากเกินไป
“สถาบันเรเดียนต์เคยกลับมาอีกไหม?”
เฉินมู่เอ่ยถาม
ถ้าพูดถึงองค์กรใดบนทวีปปลายสมุทร ที่สามารถขัดขวางการเติบโตของสมาคมอีกาขาวได้ ก็มีเพียงสถาบันเรเดียนต์เท่านั้น
และเมื่อสมาคมอีกาขาวขยายอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายก็จะยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้การปะทะกันไม่ใช่เรื่องดี
แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เฉินมู่สั่งให้สมาคมอีกาขาวหยุดขยายตัวชั่วคราว เพื่อไม่ให้โดดเด่นเกินไปต่อหน้าสถาบันเรเดียนต์
ที่จริงแล้ว ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในตอนนี้ เฉินมู่สามารนถทิ้งสมาคมอีกาขาวเมื่อไหร่ก็ได้
เพราะเหตุผลที่เขาสร้างองค์กรนี้ตั้งแต่แรก ก็เพื่อรวบรวมทรัพยากรให้รวดเร็วที่สุด และตอนนี้ เขาไม่ขาดทรัพยากรอีกต่อไป
อย่างไรก็ตามเฉินมู่ยังไม่ยุบสมาคมอีกาขาว เพราะต่อให้ไม่ต้องพึ่งพาเรื่องทรัพยากรแล้ว แต่การมีองค์กรพ่อมดอยู่ในมือ ช่วยให้เขาทำหลายเรื่องได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
“พวกเขามาครั้งหนึ่งครับ แต่ไม่ได้มาเก็บหินเวท” แมทธิวรายงาน
“พวกเขามาเพราะข่าวเกี่ยวกับวัตถุพ่อมดระดับสาม”
“สถาบันเรเดียนต์ขอให้สมาคมอีกาขาวช่วยจับตาดูเรื่องวัตถุพ่อมดระดับสาม ทางฝั่งของเบนนีก็ได้รับแจ้งเช่นกัน”
ข่าวเรื่องวัตถุระดับสาม ข่าวนี้ถูกแพร่ไปทั่วจนทุกคนรับรู้ และต่อให้เขาอยากทำเป็นไม่สนใจ
ก็คงยาก
“ไม่ต้องสนใจ”
เฉินมู่ตอบเรียบๆ
จะให้สมาคมอีกาขาวช่วยสถาบันเรเดียนต์ตามหาวัตถุพ่อมดระดับสามงั้นเหรอ… ชัดเจนว่าสถาบันเรเดียนต์หาคนผิดแล้ว
เฉินมู่สนทนากับแมทธิวอีกเล็กน้อย ก่อนออกจากหอผู้ว่าการเมือง
เมื่อออกมาจากหอผู้ว่า เขาก็เดินทางออกจากเมืองเฟนน์ทันที
หลังกลับสู่เกาะโคลัน
เฉินมู่พบกับเบนนี พูดคุยกันครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกลับไปยังราชวัง การบริหารสามเกาะใหญ่ตอนนี้เข้าที่เข้าทางแล้ว เรื่องการพัฒนาเมือง เขาไม่ต้องลงมือเองอีกต่อไป
สมาคมอีกาขาวมีพ่อมดฝึกหัดหลายร้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านงานบริหารและก่อสร้างมีอยู่มากมาย
หน้าที่ของเฉินมู่ตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว
เตรียมตัวเป็นพ่อมดสายเลือดระดับสองให้เร็วที่สุด
ถ้าอาศัยเพียง การจำลองด้วยตัวอักษร เฉินมู่คาดว่าประมาณสองถึงสามปี เขาจะสามารถทะลวงเป็นพ่อมดสายเลือดระดับสองได้
ยิ่งบวกกับ การจำลองด้วยร่างจริงอีกสองครั้ง ความมั่นใจของเขาก็ยิ่งสูงขึ้น
อีกเพียงสองเดือน
การจำลองด้วยร่างจริงครั้งที่สองก็จะมาถึงแล้ว และเมื่อรู้แล้วว่ามันมีประโยชน์มากเพียงใด
เขาย่อมต้องเตรียมแผนการให้รอบคอบที่สุด
เพราะการจำลองด้วยร่างจริง คือการมีชีวิตอีกหนึ่งรอบ
จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้เด็ดขาด
ครั้งแรก เขาทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก
….
หลายวันต่อมา…
เฉินมู่นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้ เบื้องหน้าเป็นม่านแสงใสสีฟ้าอ่อนที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น
[จำนวนครั้งการจำลองตัวอักษร: 1]
[ต้องการเริ่มการจำลองชีวิตหรือไม่?]
“ใช่!”
[อายุ 23 ปี: คุณได้คัมภีร์วาจาสัจจะ และใช้เวลาหลายเดือนในการเติมเต็มหน้าหนังสือ หลังจากนั้นเริ่มกลั่นสายเลือด]
[อายุ 24 ปี: คุณดูดซึมหัวใจโทเท็มสี่ดวงเพื่อเพิ่มพลังจิต แล้วกลั่นสายเลือดต่อไป สมาคมอีกาขาวถูกมอบให้เบนนีดูแล ส่วนตัวคุณกลั่นสายเลือดทั้งวันทั้งคืน]
[อายุ 30 ปี: คุณเริ่มแผนอีกาดำ พกหินเวททั้งหมดออกจากทวีปปลายสมุทร ไปยังทวีปลิลิธ แล้วออกจากเขตทะเลปลายสมุทร]
[อายุ 40 ปี: คุณเดินทางถึงทวีปพ่อมดเมลารัน ซ่อนตัวรอโอกาส ใช้หินเวทซื้อยาจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ไม่ดีนัก]
[อายุ 141 ปี: มาร์สันตัดสินใจให้คุณลองอีกครั้ง คุณเตรียมตัวอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ยังล้มเหลว คุณรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง แต่ก็นึกไม่ออก]
[อายุ 150 ปี: คุณหมดโอกาสเข้าร่วมอูโรโบรอส จึงออกจากทวีปเมลารัน ข้ามทะเลไปยังดินแดนที่ไม่รู้จัก]
[อายุ 151 ปี: คุณพบกลุ่มโจรสลัดพ่อมด กองโจรสลัดยูนิคอร์น ไม่อาจสู้พ่อมดระดับสองของอีกฝ่ายได้ และคุณถูกฆ่าตาย]
[การจำลองสิ้นสุด โปรดเลือกรางวัล!]
[เก็บรักษา ‘ขอบเขตพลัง’] หรือ [เก็บรักษา ‘ทักษะ’]
‘เก็บรักขอบเขตพลัง’
เฉินมู่นึกในใจ
แต่แม้จะทำการจำลองแล้ว เขาก็ยังไม่อาจเข้าร่วมอูโรโบรอสได้เหมือนเดิม เขารู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังไม่อาจมองเห็นจุดสำคัญนั้น
….
หนึ่งเดือนต่อมา… การจำลองครั้งใหม่เริ่มขึ้น
“เริ่ม”
[อายุ 23 ปี: คุณเติมเต็มคัมภีร์วาจาสัจจนสมบูรณ์ ดูดซึมหัวใจโทเท็มทั้งสี่ แล้วมอบสมาคมอีกาขาวให้เบนนี ก่อนออกจากทวีปปลายสมุทร]
[อายุ 24 ปี: มาถึงทวีปลิลิธ จากนั้นออกจากเขตทะเลปลายสมุทร]
[อายุ 33 ปี: เดินทางถึงทวีปเมลารัน และเข้าร่วมองค์กรพ่อมดแห่งหนึ่ง]
[อายุ 40 ปี: ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการกลั่นสายเลือด และในเวลาว่างก็สั่งสอนลูกศิษย์บางคน]
[อายุ 52 ปี: การแย่งชิงในมิติลับปะทุขึ้น คุณสังหารพ่อมดระดับหนึ่งสองคนแล้วหนีออกมา]
[อายุ 100 ปี: ความเร็วในการกลั่นสายเลือดของคุณช้าลงเรื่อย ๆ แต่คุณก็ยังไม่ยอมแพ้]
[อายุ 120 ปี: คุณบอกความตั้งใจที่จะเข้าร่วมอูโรโบรอสให้มาร์สันฟัง เขาประหลาดใจ เพราะชีวิตคุณเลยมาครึ่งหนึ่งมาแล้ว เขาคิดว่าคุณควรใช้ชีวิตอย่างสงบมากกว่า]
[อายุ 121 ปี: มาร์สันไม่สามารถโน้มน้าวคุณได้อีกต่อไป จึงยอมให้ลองอีกครั้ง หวังว่าคุณจะตัดใจ แต่สุดท้ายคุณก็หลงในมายาภาพของอูโรโบรอสอีกครั้ง สุดท้ายคุณก็ยังล้มเหลว]
[อายุ 122 ปี: คุณต้องการใช้เมล็ดสายเลือดแลกโอกาสทดสอบอีกครั้ง แต่ถูกมาร์สันปฏิเสธ คุณจึงจำใจออกจากทวีปเมลารัน]
[อายุ 240 ปี: ชีวิตของคุณเดินมาถึงจุดสิ้นสุด และคุณตาย]
“เก็บรักษาขอบเขตพลัง!”
โลหิตทั่วร่างของเฉินมู่ปะทุ พลังจิตขยายตัวเล็กน้อย ก่อนจะสงบลง
การจำลองทั้งสามครั้ง เขาพยายามเข้าร่วมอูโรโบรอสทุกครั้ง แต่ผลลัพธ์เหมือนกันหมด ล้มเหลวทุกครั้ง
แต่ครั้งนี้… เฉินมู่เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างแล้ว แม้จะไม่แน่ใจว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่
อีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ คือการจำลองด้วยร่างจริงครั้งที่สอง
และนั่น…
จะเป็น “บทพิสูจน์สุดท้าย” ว่าเขาจะสามารถเข้าร่วมอูโรโบรอสได้หรือไม่!