- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 11 กลางดึกใต้เตียงมักมีเสียงประหลาดเสมอ
บทที่ 11 กลางดึกใต้เตียงมักมีเสียงประหลาดเสมอ
บทที่ 11 กลางดึกใต้เตียงมักมีเสียงประหลาดเสมอ
เช้าวันต่อมา หลินเจวี๋ยปิดประตูหน้าต่างทุกบานแน่นหนา และไม่ได้ออกจากห้องอีกเลย
วันนี้มีหมอกหนาทึบปกคลุมทั้งเมือง
วันที่มีหมอก ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด นี่คือกฎการเอาชีวิตรอดของโลกใบนี้
แม้แต่ทางการของเมืองซานเจียงก็ยังส่งข้อความเตือนประชาชนว่า
สภาพอากาศมีหมอกหนา ขอให้พลเมืองทุกคนงดออกจากบ้าน มิฉะนั้นผลที่ตามมาจะเป็นความเสี่ยงของคุณเอง นอกจากนี้ ยังมีคำเตือนพิเศษว่า หากพบ ศีรษะมนุษย์ลอยมาเคาะหน้าต่าง โปรดรีบหาที่ปลอดภัย และรายงานต่อทางการทันที
ศีรษะมนุษย์เคาะหน้าต่าง…?
หลินเจวี๋ยนึกถึงอีกฉากหนึ่งดาวอีกเรื่องขึ้นมาทันที “ภารกิจตรวจสอบ” ในบทนั้นเขาต้องสวมบท “เจ้าหน้าที่ฝึกหัด” เพื่อสืบสวนเหตุการณ์หัวบิน
หัวบินได้…ศีรษะเคาะหน้าต่าง…หรือว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกัน?
เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปในหมอกขาว ริ้วหมอกม้วนตัวไปมา ดูราวกับแดนสวรรค์ แต่เขารู้ดีว่าในนั้นคือ นรกที่กลืนกินคนทั้งเป็น
“หมอกหนาขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้มองเห็นไม่ถึงสิบเมตรด้วยซ้ำ… ไม่รู้วันนี้จะมีสิ่งประหลาดหลุดออกมาจากหมอกกี่ตัว”
เขาพึมพำเบา ๆ และในขณะนั้นเอง ดวงตาก็เบิกกว้าง
“นั่นมัน…อะไร?”
จากมุมขวาด้านบนของอพาร์ตเมนต์ ห่างออกไปราวสามสิบเมตร ปรากฏเป็นอาคารสีดำหลังหนึ่ง
รูปร่างของมันคล้ายอพาร์ตเมนต์ซินเฉียว แต่ทั้งตึกถูกย้อมด้วยสีดำสนิท มีควันดำพวยพุ่งออกมา ราวกับถูกไฟไหม้
ทั้งอาคารตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน ทิวทัศน์โดยรอบทั้งหมดถูกบดบังด้วยหมอกขาว เหลือเพียงอาคารนั้นที่โดดเด่น เหมือนหมึกดำบนกระดาษขาว
สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ…หลินเจวี๋ย มั่นใจว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอาคารแบบนี้อยู่ตรงนั้นแน่นอน
เขาเคยสังเกตพื้นที่รอบ ๆ ตอนแอบเฝ้าดูคุณจู และจำรายละเอียดทุกอย่างได้ดี จะไม่มีทางพลาดตึกใหญ่ขนาดนั้นแน่
‘มีอะไรบางอย่างอยู่ในหมอก? ช่องว่างมิติทับซ้อน? มีโลกอื่นอยู่ในหมอกจริง? หรือการปรากฏตัวของหมอก ทำให้โลกนั้นกำลังซ้อนทับกับโลกแห่งความเป็นจริง?’
หัวใจของหลินเจวิ๋เต้นระรัวด้วยคำถาม เขาจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่น้ำตาจะไหลอาบแก้ม รัศมีสีดำที่แผ่ออกมาจากอาคารทำให้ลูกตาของเขาระคายเคือง ปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
เขารีบละสายตาออกมา คาดว่าตัวเองจะตาบอดหากจ้องมองต่อไป
“ดวงตาแห่งความจริง…มองเห็นสิ่งประหลาดได้” เขาพึมพำ “ตอนที่เจอหลี่เฉิง ไอหมอกดำเบาบางราวกับเส้นผม”
“แต่ตอนเห็นด้ายดำที่เย็บตาผู้หญิงคนนั้น มันหนากว่านั้นมาก แค่แตะก็เจ็บเหมือนโดนแทง”
“ส่วนอาคารนี้…แค่เหลือบมองครู่เดียวก็ทนไม่ไหวแล้ว”
เขาหยิบกระดาษเช็ดน้ำตาเบา ๆ แล้วสรุปในใจว่า ดวงตาแห่งความจริง ไม่เพียงแต่แยกแยะสิ่งประหลาดได้ แต่ยังสามารถประเมินระดับพลังจาก “ความหนาแน่นของหมอกดำ” ได้อีกด้วย
เหมือนที่หลี่เฉิงเคยบอกไว้ เขาเป็นเพียง “ในหมอกเขาคือตัวตนที่อยู่ชั้นล่างสุด” เมื่อเทียบกับเส้นด้ายดำ หรือกับตึกสีดำตรงหน้า มันต่างกันราวฟ้ากับเหว
สิ่งประหลาดพวกนั้น…มันมีการแบ่งระดับพลังอยู่หรือเปล่านะ?
คำถามนี้ติดค้างในใจเขามาตั้งแต่ต้น และองค์กรที่รับมือสิ่งประหลาดอย่าง กรมตรวจสอบ น่าจะมีคำตอบที่เขาต้องการ
“กรมตรวจสอบ…” เขาพึมพำเบา ๆ หลังจากจบฉากนี้ เขาวางแผนที่จะรับฉาก "การสืบสวน" ระดับหนึ่งดาว
ตกดึก หลินเจวี๋ยเปิดกล้องตั้งไว้ตรงเตียง แล้วเอนตัวลงนอน ภายนอก หมอกยังหนาทึบไม่จางหาย
คืนนี้เงียบจนเย็นเยียบ แม้แต่เสียงแมลงก็หายไป โลกเหมือนถูกกดปุ่ม “ปิดเสียง”
แล้วท่ามกลางความเงียบ…เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
แกรก…แกรก…
เหมือนมีบางอย่างกำลังคลานอยู่บนพื้น เสียดสี ลากตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
‘เหมือนอยู่ชั้นล่าง…เริ่มจากห้อง 101 แล้วคลานไปด้านหลัง?’
หลินเจวี๋ยหลับตาแน่น ตั้งใจฟังทุกจังหวะการเคลื่อนไหว แต่ยิ่งฟังนาน เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล
‘หรือว่าไม่ใช่สิ่งประหลาด?’
เพราะที่ชั้นล่างนั้น มีคุณจูอยู่ที่ห้อง 101
ถ้าเป็นสิ่งประหลาดจริง ๆ มันจะปล่อยคนมีชีวิตอยู่ใกล้ ๆ แบบนั้นไปได้ยังไง?
เขามั่นใจว่าคุณจูไม่ได้ออกไปไหน วันที่มีหมอกแบบนี้ ไม่มีใครในเมืองกล้าออกจากห้องอยู่แล้ว…
ถ้าคุณจูอยู่ในห้องจริง ๆ เวลามนุษย์เจอสิ่งประหลาดย่อมต้องกรีดร้องออกมา แต่ห้อง 101 กลับเงียบสนิทจนผิดปกติ
นอกจากเสียงคลานบนพื้นแล้ว ไม่มีเสียงอื่นอีกเลย
‘หรือว่าคุณจูจิตแข็งขนาดนั้น… หรือที่จริง สิ่งประหลาดนั่นไม่ได้มาเพื่อฆ่าใคร แต่กำลัง ‘หาอะไรบางอย่าง’ อยู่กันแน่?’
เสียงนั้นยังคงคืบคลานมาอย่างช้า ๆ
มันผ่านห้อง 102… ต่อด้วย 104…
แล้วในไม่ช้า เสียงนั้นก็เริ่ม “ปีนขึ้น” มายังชั้นสอง จาก 204 ค่อย ๆ เคลื่อนกลับมา
ไม่ถึงห้านาทีต่อมา เสียงนั้นมาหยุดอยู่ตรง ห้อง 202
ห้องของหลินเจวี๋ยเอง
เสียง…อยู่ใต้เตียง!
‘อะไรกัน… เราไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูเลย แล้วมันเข้ามาได้ยังไง? หน้าต่างก็ปิดแน่นนี่นา…’
【บทละครที่ 3:ในคืนที่หมอกปกคลุม ขณะคุณหลับไป ก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นจากใต้เตียง คุณกลัวจนไม่กล้าลืมตา จึงทำได้แค่ภาวนาให้เสียงนั้นจากไปเร็ว ๆ…】
กลัวเหรอ?
หลินเจวี๋ยเคยแสดงละครมานับครั้งไม่ถ้วน และ “ความกลัว” คืออารมณ์ที่เขาควบคุมได้ยากที่สุด
เขาสอดมือเข้าไปใต้หมอน กำด้ามมีดผลไม้ไว้แน่น
ร่างทั้งร่างสั่นเทา แต่ไม่ใช่เพราะกลัวจริง ๆ
หากแต่เป็นการแสดงความกลัวอย่างสมบูรณ์แบบ ตามบทที่ระบบกำหนดไว้
เสียงคลานใต้เตียงดังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงียบลงในที่สุด
ภายนอก หมอกเริ่มจาง แสงจันทร์ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้ทุกอย่างในห้องค่อย ๆ สว่างขึ้น
หลินเจวี๋ยลืมตา ลุกขึ้นนั่งเปิดไฟหัวเตียง พลางกวาดสายตาไปรอบห้อง
ทุกอย่างปกติเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยว่ามีอะไรเข้ามาเลย
เขาก้มลงดูใต้เตียง… มีเพียงฝุ่นบาง ๆ ที่ยังไม่ได้กวาด
“เสียงนั้น…อาจไม่ได้มาจากใต้เตียงจริง ๆ?”
หลินเจวี๋ยเดินไปดูภาพในกล้อง
ในวิดีโอ นอกจากภาพเขาที่นอนอยู่บนเตียง ก็ไม่มีอะไรแปลก มีเพียงเสียงคลานเบา ๆ ที่ดังอยู่เท่านั้น
‘ถ้าไม่ใช่ใต้เตียง งั้นก็…’
เขาชะงัก หันไปมองเพดานทันที
แล้วก็เข้าใจได้ในพริบตา
สิ่งที่คลานอยู่นั้น ไม่ได้อยู่ในห้องของเขาเลย แต่มันอยู่บน ฝ้าเพดานของชั้นล่าง ต่างหาก!
เพราะฝ้าไม้บางเกินไป เสียงจึงลอดขึ้นมาราวกับดังจากใต้เตียง
หลินเจวี๋ยเพิ่งจะปิดกล้อง เสียงคลานนั้นก็กลับมาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ชัดเจนกว่าเดิม ชัดเจนกว่าเดิมมาก
มันขึ้นมาชั้นสองแล้ว!
ต่อจากนั้น เขาได้ยินเสียงประตูห้อง 201 เปิดออก
เสียงคลานเข้าไปภายใน จากพื้น… ขึ้นกำแพง…แล้วเลื้อยไปตามเพดาน
มันเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง แต่ไม่พบ จึงออกมาจากห้องนั้นอีกครั้ง ตอนนี้…เสียงหยุดอยู่หน้าห้อง 202
มันกำลังจะเข้ามา!
หลินเจวี๋ยพุ่งไปที่เตียง คว้ามีดผลไม้ออกจากใต้หมอน เท้าเปล่าเหยียบพื้นเย็นเฉียบ แล้วรีบหลบไปยืนหลังประตู
มีบางอย่าง…สอดเข้ามาในช่องกุญแจ
เสียง คลิก… ดังเบา ๆ แล้วลูกบิดประตูค่อย ๆ หมุน
แอ๊ดดดด
ประตูถูกเปิดออกเพียงเล็กน้อย หมอกดำค่อย ๆ รินเข้ามาตามรอยแยกนั้น
จากนั้น…
มือสีขาวซีดข้างหนึ่ง ก็ยื่นผ่านช่องประตูเข้ามาอย่างช้า ๆ…