- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 5 กรมตรวจสอบ
บทที่ 5 กรมตรวจสอบ
บทที่ 5 กรมตรวจสอบ
【บทละครที่ 4 ถ่ายทำเสร็จสิ้น】
【ฉาก “คลินิก” ปิดกล้องแล้ว】
【ตอนจบของบทละคร: ในฐานะแพทย์ คุณได้หาสาเหตุของโรคเจอ และรักษาได้ทันท่วงที ปฏิบัติหน้าที่แพทย์ได้สำเร็จ】
【คะแนนการถ่ายทอดตัวละคร 90 คะแนนการแสดง 92 คะแนนบทละคร 85 คะแนนรวม: B สามารถรับรางวัล】
【ได้รับ: พลังพิเศษ “ดวงตาแห่งความจริง”】
【ระดับการปนเปื้อนถูกชำระล้างออกแล้ว 5%】
ระดับ B เองเหรอ?
คะแนนยิ่งสูง โอกาสได้ของดีก็ยิ่งมากขึ้น
“คะแนนบทต่ำเกินไป บางทีการทำตามเนื้อเรื่องที่บทกำหนดไว้เป๊ะ ๆ อาจไม่ได้คะแนนสูง บางฉากที่ไม่มีในบทต้องอาศัยการด้นสดของนักแสดง บางทีต่อไปเราควรจะลองใส่อะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง”
ระหว่างคิด หลินเจวี๋ยก็รู้สึกถึงความเย็นแปลบที่ดวงตา เหมือนมีลมเย็นพัดเข้ามา
เขาพบว่าโลกตรงหน้าดูเปลี่ยนไป เห็นชัดเจนว่ามีกระแสสีดำ ๆ พันรอบศพของหลี่เฉิงอยู่
“นี่มันอะไร?” หลินเจวี๋ยเอื้อมมือไปคว้า แต่หมอกสีดำกลับจางหายไปกับอากาศ
หรือว่าใช้หมอกดำพวกนี้แยกแยะสิ่งประหลาดได้?
ทักษะรวมถึงพลังพิเศษ แบบนี้จะให้เขาเล่นเป็นตัวละครสายบู๊ในโลกที่มีสิ่งประหลาดจริง ๆ งั้นสิ?
หลินเจวี๋ยหยิบทิชชู่เช็ดเลือดบนหน้า แล้วเดินออกจากห้อง
จางเหยียนเหมยไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ ต่อความโกลาหลในบ้านเมื่อครู่นี้ ผู้หญิงที่แปดเปื้อนคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่?
เขามองรอบห้องนั่งเล่นไม่เจอจางเหยียนเมย แต่ได้ยินเสียง ปัง ๆ ๆ ดังมาจากครัวแทน
หลินเจวี๋ยค่อย ๆ ย่องไป พอชะโงกเข้าไปก็เห็นผู้หญิงคนนั้นกำลังทุบซี่โครงใหญ่บนเขียงอย่างแรง ราวกับไม่ได้ยินเสียงโกลาหลในห้องเมื่อครู่เลย
“พี่จาง” หลินเจวี๋ยเอ่ยเรียก
จางเหยียนเมยหันหัวมาช้า ๆ ใบหน้าไร้อารมณ์ พอเห็นว่าเป็นหลินเจวี๋ย ถึงค่อยยิ้มแข็งทื่อ “คุณหมอโจว ไปนั่งรอก่อนนะ อีกแป๊บเดียวก็ได้กินแล้ว”
‘เธอไม่เห็นเลยเหรอว่าเราเปื้อนเลือดของ ‘ลูกชาย’ เธออยู่ทั้งตัว?’ หลินเจวี๋ยหรี่ตา เขาไม่เห็นหมอกดำบนตัวจางเหยียนเมยเลย
ดูเหมือนจริงอย่างที่เขาคิด ดวงตาแห่งความจริง ช่วยให้เขาแยกสิ่งประหลาดออกจากคนได้
เขายิ้มบาง ๆ ตอบกลับ “พี่จาง ผมขอยืมโทรศัพท์หน่อยครับ พอดีมือถือผมแบตหมดแล้ว”
“อยู่บนโซฟาที่ห้องนั่งเล่น คุณไปหยิบใช้ได้เลย” จางเหยียนเมยตอบ แล้วก้มหน้าฟันกระดูกต่อ ทั้งที่มีดในมือบิ่นจนแทบใช้ไม่ได้แล้ว
“น่าสงสาร ผู้หญิงที่สามีตายไปแล้ว ยังต้องถูกตัวประหลาดอ้างว่าเป็นลูกชายมาหลอกเธออีก”
หลินเจวี๋ยถอยกลับไปที่ห้องนั่งเล่น คว้าโทรศัพท์จากโซฟา กดเบอร์ทันที
“สวัสดีครับ ผมต้องการแจ้งความ!”
.…
เมื่อเดินออกมาจากตึกพักอาศัย หลินเจวี๋ยกลับคืนร่างจริงแล้ว
เขาแหงนหน้ามองกล้องวงจรปิดที่ห่างออกไปเล็กน้อย ก่อนจะหามุมเงียบ ๆ นั่งเล่นมือถือเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตั้งแต่ทะลุมาที่นี่ เขาก็สังเกตว่าโลกนี้ถึงจะมีสิ่งประหลาด แต่ยังรักษาความสงบเรียบร้อยได้ นั่นหมายความว่าต้องมีองค์กรลับที่รับผิดชอบจัดการเรื่องนี้โดยตรง
ที่เขาแจ้งความ ก็เพื่อพิสูจน์สมมุติฐานนี้ ถ้ามีสิ่งประหลาดจริง ๆ ก็ต้องมีคนขององค์กรนั้นเข้ามาจัดการแน่
.…
ไม่ถึงสิบนาที รถตำรวจหลายคันก็เล่นเข้ามา ปิดล้อมตึก 3 ไว้ทั้งหมด
“หัวหน้าหวัง คนของกรมตรวจสอบมาถึงแล้ว”
ตำรวจหนุ่มคนหนึ่งกระซิบกับนายตำรวจวัยกลางคน
หัวหน้าหวังหันไปมอง เห็นเงาคนสามคนเดินเข้ามา คนที่เดินนำมาเป็นชายในชุดสูท เขายื่นบัตรออกมาทันทีที่เข้ามาใกล้
“กรมตรวจสอบ เฉินฝู”
บนบัตรเขียนว่า
เฉินฟู่ กรมตรวจสอบ หัวหน้าหน่วย ยามราตรี
พอแน่ใจว่าเอกสารจริง หัวหน้าหวังก็ถอนหายใจอย่างโล่งใจ “พื้นที่ถูกปิดล้อมแล้ว ที่เหลือฝากพวกคุณจัดการ”
“สถานการณ์ข้างในเป็นยังไง?” เฉินฝูเงยหน้ามองตึก
“เราไม่กล้าเข้าไปหรอก” หัวหน้าหวังยิ้มแห้ง “คุณก็รู้ เรื่องพวกนี้เกินกำลังพวกเราแล้ว”
เฉินฝูพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะนำทีมขึ้นไปยังชั้นบน
….
หน้าห้อง 305
ประตูเปิดอ้าอยู่ แค่ยืนตรงทางเข้าก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งทะลักออกมา ราวกับมีบางสิ่งตายนานมากแล้ว
ในห้องนั่งเล่น จางเหยียนเมยกลับนั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหารอย่างสบาย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอไม่รู้สึกถึงกลิ่นสยดสยองนั้นเลย
เมื่อเฉินฝูกับพวกบุกเข้ามา ผู้หญิงวัยกลางคนตกใจทันที สีหน้าหวาดหวั่น “พวกคุณเป็นใคร!”
คนธรรมดาที่ถูกปนเปื้อนงั้นเหรอ?
เฉินฝูเอียงตัวกระซิบกับลูกทีม “จับเธอไว้ก่อน”
ลูกทีมลงมือทันที แต่ด้วยวิธีการบางอย่างที่มองไม่ออก ดวงตาของจางหยานเหมยจึงเบิกกว้างและเธอก็หมดสติไป
เฉินฝูเดินไปตามต้นตอของกลิ่นเน่า มันคือห้องที่อยู่มุมสุด บานประตูเต็มไปด้วยรอยฟันจากมีด
ประตูเปิดแง้มอยู่ แค่ดันเบา ๆ ก็ทำให้ประตูเปิดออก
กลางห้องแคบ ๆ มีศพเน่าเปื่อยนอนอยู่ แขนขาบิดเบี้ยว ใบหน้าสยดสยอง
เฉินฝูนิ่งเฉยไม่แสดงสีหน้าอะไร เขาสวมถุงมือ ย่อตัวลง หยิบเศษเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมา
“เอาเข็มทิศมา”
ลูกทีมตัวเล็กรีบล้วงหยิบเข็มทิศสัมฤทธิ์ออกมา
รอบ ๆ ขอบเข็มทิศสลักสัญลักษณ์ประหลาดเหมือนมาตรวัด ตรงกลางวางช้อนสัมฤทธิ์ไว้หนึ่งอัน
เฉินฝูวางเศษเนื้อบนช้อนนั้น ช้อนค่อย ๆ หมุนเอง แล้วหยุดตรงสัญลักษณ์หนึ่ง
“สิ่งประหลาดระดับต่ำสุด ระดับ E …”
สายตาของเฉินฝูหันกลับไปที่ศพ ถึงแม้ศพเละจนแทบไม่เหลือเค้าโครงคน แต่รอยแผลจากมีดยังคงมองเห็นได้ชัด แผลไหม้ดำเหมือนถูกไฟเผา
“รอยมีดนี้น่าจะมาจากมีดปอกผลไม้ธรรมดา ดูเหมือนจะมีใครบางคนเก่งพอตัวจัดการสิ่งประหลาดได้”
“ในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้มาก แปลว่ามันเป็นการต่อสู้ฝ่ายเดียว ฝีมือของคนคนนั้นน่าจะแข็งแกร่งกว่าสิ่งประหลาด แต่ดูจากรอยบาดแผลแล้ว ก็ไม่ได้เก่งมากขนาดนั้น…”
ดวงตาของเฉินฝูทอแววขรึม “ทุกบาดแผลตรงตำแหน่งจุดตายทั้งหมด คนนี้เข้าใจโครงสร้างร่างกายมนุษย์ดีมาก”
ความสงสัยผุดขึ้น เขาหันไปสั่งลูกทีม “เสี่ยวชี ไปถามเพื่อนบ้านแถวนี้หน่อย ว่ามีใครแปลกหน้าโผล่มาในตึกนี้บ้างไหม”
ลูกทีมตัวเล็กทำท่าขยะแขยง ล้างเศษเนื้อออกจากช้อนก่อนพยักหน้ารับ แล้วเดินออกจากห้องไป
เฉินฝูกลับไปนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่น สายตาไปสะดุดที่โทรศัพท์เครื่องหนึ่ง เขาหยิบขึ้นมา ดูวอลเปเปอร์เป็นรูปเซลฟี่ของจางเหยียนเมย แปลว่านี่เป็นของเธอ
แต่ในบันทึกการโทรกลับมีหมายเลขแจ้งตำรวจปรากฏอยู่
“เป็นเธอที่โทรแจ้งตำรวจงั้นเหรอ?” เฉินฝูหันไปมองหญิงที่สลบอยู่ แล้วก็ปฏิเสธในทันที
เมื่อกี้ตอนพวกเขาบุกเข้ามา ผู้หญิงคนนั้นชัดเจนว่าไม่รู้อะไรเลย เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนโทร
แสดงว่าคนที่ฆ่าสิ่งประหลาดต่างหากที่เป็นคนโทรแจ้ง และยังใช้มือถือของเธอเพื่อไม่ให้เผยตัวตน
“ไม่อยากให้ใครรู้ตัวจริงสินะ”
ไม่นาน เสี่ยวชีก็กลับมาพร้อมชายหนุ่มหัวทอง
“เขาบอกว่าช่วงสายวันนี้ เห็นหมอคนหนึ่งมาที่นี่”
พอหัวทองเข้ามา เขารีบปิดจมูกทันที “ในนี้โคตรเหม็นเลย!”
แต่พอเห็นจางเหยียนเมยสลบอยู่ เขาก็หน้าเปลี่ยนสีทันทีเหมือนเข้าใจอะไรขึ้นมา “ที่นี่มีสิ่งประหลาดเข้ามาสินะ?”
“ไม่ต้องห่วง จัดการเรียบร้อยแล้ว” เฉินฝูหันไปบอก
สีหน้าหัวทองคลายความตึงเครียดลง ก่อนจะเล่าให้ฟัง “พูดให้ชัด ๆ เลยนะ ตอนนั้นผมเห็นผู้ชายคนนั้นเดินออกจากห้อง 305 เขาใส่เสื้อกาวน์สีขาว ดูแล้วน่าจะเป็นหมอ ใส่แว่นสีทองอายุสักสามสิบ”
“แล้วมีอะไรอีก?” เฉินฝูถามต่อ
หัวทองขมวดคิ้ว คิดอยู่นานก่อนพูดออกมาอย่างไม่แน่ใจ “บนเสื้อกาวน์ขาวมีป้ายชื่อ… เหมือนจะเขียนว่า…”
“คลินิกไห่เทียน โจวเยว่”