เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 ตอนนี้! สถานการณ์รุกรับมันเปลี่ยนไปแล้ว!

บทที่ 19 ตอนนี้! สถานการณ์รุกรับมันเปลี่ยนไปแล้ว!

บทที่ 19 ตอนนี้! สถานการณ์รุกรับมันเปลี่ยนไปแล้ว!


บทที่ 19 ตอนนี้! สถานการณ์รุกรับมันเปลี่ยนไปแล้ว!

สิบหมื่นขุนเขา,

ยังคงเป็นถ้ำเล็กๆ ที่คุ้นเคยแห่งเดิม ในช่วงสิบวันนี้ ซูจิ่งก็เคยลองพยายามที่จะลึกเข้าสำรวจเข้าไปลึกกว่านี้ เพื่อมองหาถ้ำอื่นๆ

แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไป สัตว์อสูรที่เจอก็ยิ่งแข็งแกร่ง ไม่ใช่ว่าซูจิ่งไม่อยากจะสำรวจเข้าไปอีก แต่เป็นเพราะความแข็งแกร่งของเขายังไปไม่ถึง

ซูจิ่งประเมินว่า จำนวนของสัตว์อสูรในเทือกเขาแถบนี้คงมีมากมายจนน่าสะพรึงกลัว บางตัวระดับของมันก็คงจะแข็งแกร่งอย่างร้ายกาจ ส่วนตัวเขาก็แค่พอจะเคลื่อนไหวอยู่ได้แค่บริเวณวงนอกสุดเท่านั้น

ส่วนคำถามที่ว่าบนทวีปผืนนี้มีอารยธรรมอยู่หรือไม่ ซูจิ่งค่อนข้างเอนเอียงไปทางว่า 'มี'

อาจจะไม่ใช่อารยธรรมของมนุษย์ แต่อารยธรรมจะต้องมีอยู่แน่นอน เพราะยิ่งสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ระดับสติปัญญาก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

เมื่อดูจากความหนาแน่นของพลังวิญญาณบนทวีปแห่งนี้แล้ว ต่อให้จะให้กำเนิดสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งขนาดไหนออกมา ซูจิ่งก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลย

สัตว์อสูรระดับสูงเหล่านั้นจะต้องมีสติปัญญาอย่างแน่นอน และเมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน อารยธรรมก็ย่อมจะถือกำเนิดขึ้นมาเอง

ซูจิ่งคาดเดาจากตำแหน่งที่ตัวเองอยู่ ถ้าหากเดินออกจากเทือกเขาไป ผ่านป่าไม้โบราณที่เขาเคยอยู่ก่อนหน้านั้น ก็น่าจะเป็นโลกภายนอกแล้ว

ไม่แน่ว่าอาจจะมีอารยธรรม หรืออาจจะเป็นอารยธรรมของมนุษย์ด้วยซ้ำ แต่ซูจิ่งก็ไม่ได้ผลีผลามออกไปติดต่ออะไร เพราะอย่างแรกเลยก็คือเรื่องภาษาที่แตกต่างกัน

ขนาดในจักรวาลของพวกเขา ภาษาก็ยังไม่ถูกรวมให้เป็นหนึ่งเดียวเลย พอไปถึงระดับสูงๆ ก็ล้วนแต่ใช้พลังจิตสื่อสารกันทั้งนั้น

และในอีกจักรวาลหนึ่งนี้ ภาษายิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเหมือนกัน

ต่อมาก็คือเส้นทางการฝึกฝนที่แตกต่างกัน แม้ว่าทั้งหมดจะใช้พลังวิญญาณเป็นพื้นฐาน แต่เส้นทางของที่นี่เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากวิถียุทธ์พลังวิญญาณ ถ้าหากถูกมองออกขึ้นมา ปัญหามันจะใหญ่หลวงมาก

ดังนั้น สำหรับซูจิ่งในตอนนี้ สถานที่ที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นเทือกเขาบริเวณวงนอกแถบนี้ อย่างน้อยสัตว์อสูรที่นี่ก็มีมากพอ

และก็ยังมีสัตว์อสูรที่อ่อนแอให้ซูจิ่งสังหาร เพื่อชิงเอาเนื้อหัวใจพลังวิญญาณได้ ถ้าหากไปที่อื่น ก็คงไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้อีกแล้ว

...

ในขณะนี้ ซูจิ่งกำลังซุ่มซ่อนอยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง สังเกตการณ์สัตว์อสูรสี่กรงเล็บสองตัวที่อยู่ด้านล่าง สองตัวนี้เขาหมายตาพวกมันไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

นับตั้งแต่มีประสบการณ์ได้รับบาดเจ็บครั้งที่แล้ว เขาก็จะคอยสำรวจพื้นที่ให้แน่ใจก่อนเสมอถึงจะลงมือ

พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่ล้วนเป็นฝูงสัตว์อสูร พวกนั้นเป็นสิ่งที่ซูจิ่งรับมือไม่ไหว สัตว์อสูรสองตัวที่แยกฝูงออกมานี้ เป็นสิ่งที่ซูจิ่งโชคดีบังเอิญมาเจอเมื่อวานนี้

ในตอนนั้นเอง สัตว์อสูรสี่กรงเล็บสองตัวที่อยู่ด้านล่างก็กำลังคลอเคลียกัน ส่งเสียงร้องจิ๊จ๊ะๆ ท่าทางรักใคร่กันเป็นอย่างดี

ภาพนี้ทำเอาซูจิ่งที่อยู่บนเนินเขาถึงกับมีจิตสังหารพุ่งพล่าน ในฐานะคนโสด เขารู้สึกเหมือนตัวเองโดนดาเมจเต็มๆ

มันจะมีเหตุผลอะไรดีไปกว่านี้อีก กลางวันแสกๆ แท้ๆ กลับกล้ามาทำเรื่องแบบนี้ นี่มันเป็นเพราะธาตุแท้ของสัตว์เสื่อมทราม หรือเป็นเพราะศีลธรรมอันดีงามมันพังทลายกันแน่

วันนี้ เขาซูจิ่งจะต้องเป็นตัวแทนแห่งสวรรค์ลงทัณฑ์พวกมันเอง ซูจิ่งไม่ได้รีบร้อนอะไร เพราะการที่ต้องรับมือสองตัวพร้อมกันในทีเดียว มันก็ยังแอบกดดันเขาอยู่บ้าง

ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือ รอให้พวกมันกำลังเข้าได้เข้าเข็มกันก่อน แล้วค่อยลอบโจมตีให้ตัวหนึ่งบาดเจ็บสาหัส จากนั้นเรื่องมันก็จะง่ายขึ้นเยอะ

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ซูจิ่งก็รอคอยอย่างอดทน

หลังจากนั้นไม่นาน สัตว์อสูรสี่กรงเล็บสองตัวก็เริ่มนัวเนียพันกัน

คือตอนนี้แหละ!

ซูจิ่งพลันระเบิดพลังพุ่งออกมาจากที่ซ่อนราวกับลูกธนู ทะยานเข้าใส่สัตว์อสูรสี่กรงเล็บทั้งสอง ในจังหวะที่สัตว์อสูรสี่กรงเล็บยังไม่ทันได้ตั้งตัว

การโจมตีของซูจิ่งก็มาถึงแล้ว เก้าดาบต่อเนื่องฟันเข้าไปที่หัวของสัตว์อสูรสี่กรงเล็บตัวหนึ่งจนครบ จากนั้นก็หลบการโจมตีของสัตว์อสูรสี่กรงเล็บอีกตัวหนึ่ง พลิกตัวตวัดดาบฟันเข้าใส่สัตว์อสูรสี่กรงเล็บอีกตัวทันที

จากนั้น ในชั่วพริบตา การโจมตีของซูจิ่งก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อดาบไปถึงร่างของสัตว์อสูรสี่กรงเล็บ เขากลับไม่ฟันลงไป แต่กลับตวัดดาบเลื้อยไปตามร่างของมัน

ราวกับมังกรท่องวารี พุ่งตรงไปยังดวงตาของสัตว์อสูรสี่กรงเล็บ ส่วนสัตว์อสูรสี่กรงเล็บเองก็สัมผัสได้ถึงอันตราย กรงเล็บที่เพิ่งตะปบพลาดไปเมื่อครู่รีบชักกลับมา หมายจะป้องกันการโจมตีของซูจิ่ง

แต่ซูจิ่งเร็วกว่ามาก ในชั่วพริบตา ดาบก็ได้โจมตีไปถึงดวงตาของสัตว์อสูรสี่กรงเล็บแล้ว

“โฮก!”

สัตว์อสูรสี่กรงเล็บร้องโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวด ซูจิ่งฉวยโอกาสถีบเท้าออกไป ใช้แรงสะท้อนนั้นดีดตัวถอยหลังไป พลางหลบกรงเล็บที่สัตว์อสูรสี่กรงเล็บตวัดสวนมาได้อย่างพอดิบพอดี

ซูจิ่งยืนตั้งหลักอย่างมั่นคง มองดูสัตว์อสูรสี่กรงเล็บสองตัวตรงหน้า ตัวหนึ่งบาดเจ็บสาหัส อีกตัวหนึ่งดวงตาบอดไปแล้ว นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงสามวินาทีนับตั้งแต่ที่เขาเปิดฉากจู่โจม

แต่ในเวลาเพียงแค่สามวินาทีนี้ ซูจิ่งกลับสามารถทำการเคลื่อนไหวตอบโต้ต่อเนื่องที่ในอดีตเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝันถึงได้สำเร็จ

ในอดีต ตอนที่เขาเจอสัตว์อสูรสี่กรงเล็บที่บาดเจ็บสาหัสแค่ตัวเดียว ยังต้องต่อสู้พัวพันกันอยู่นานสองนาน ถึงจะเอาชนะมาได้อย่างฉิวเฉียด

แต่ตอนนี้ เขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรสี่กรงเล็บถึงสองตัว แม้ว่าจะมีปัจจัยของการลอบโจมตีอยู่ด้วย แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของซูจิ่งได้เป็นอย่างดี

นี่คือการเติบโตที่เขาฝึกฝนมาตลอดสิบกว่าวันนี้ ไม่ใช่แค่การใช้วิชาการต่อสู้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเคล็ดลับการต่อสู้ของตัวเขาเองด้วย

ตอนนี้ถ้าพูดถึงความสามารถในการต่อสู้จริงของซูจิ่ง อาจจะบอกได้ว่าเขาก้าวข้ามนักเรียนทุกคนในโรงเรียนไปแล้วก็ได้ แม้แต่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในห้องของพวกเขาอย่างเหลิ่งชิวอวิ้นก็ยังเทียบเขาไม่ได้

ก็ในเมื่อพวกนั้นยังคงฝึกซ้อมกันอย่างสบายๆ อยู่ในสถาบัน แต่ซูจิ่งกลับต้องมาต่อสู้เดิมพันชีวิตกับสัตว์อสูรแล้ว การต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้แหละ ถึงจะทำให้คนเราก้าวหน้าได้เร็วที่สุด

สัตว์อสูรสี่กรงเล็บที่บาดเจ็บสาหัสหนึ่งตัว บวกกับสัตว์อสูรสี่กรงเล็บที่ตาบอดอีกหนึ่งตัว ต้องมาเจอกับซูจิ่งที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เต็มร้อย ผลลัพธ์มันก็เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว

ซูจิ่งเก็บเกี่ยวเนื้อหัวใจพลังวิญญาณมาได้อีกสองก้อน เขากลับไปยังถ้ำเล็กๆ ของตัวเอง ซูจิ่งนำเนื้อหัวใจก้อนหนึ่งไปตั้งหม้อตุ๋น

เมื่อมีเนื้อหัวใจก้อนนี้ วันนี้เขาก็จะสามารถทะลวงผ่านไปถึงหลอมกายขั้นห้าได้แล้ว ส่วนอีกก้อนหนึ่งก็เก็บไว้กินพรุ่งนี้

เพราะการที่เขาจะหลอมรวมเนื้อหัวใจพลังวิญญาณหนึ่งก้อน มันก็ต้องใช้เวลาทั้งคืนแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพอไปถึงหลอมกายขั้นห้าแล้ว จะสามารถล่าสัตว์อสูรที่ระดับสูงกว่านี้ได้บ้างหรือเปล่า

ผลลัพธ์จากเนื้อหัวใจของพวกมันจะต้องดีกว่านี้อย่างแน่นอน

การฝึกฝนตลอดทั้งคืน ซูจิ่งย่อยสลายเนื้อหัวใจพลังวิญญาณไปหนึ่งก้อน และทะลวงไปถึงหลอมกายขั้นห้าได้สำเร็จ

ซูจิ่งมองดูผิวพรรณของตัวเองที่กลับมาขาวเนียน ไม่ว่าใครมาเห็นก็คงดูไม่ออกว่านี่คือนักสู้ ยิ่งดูเหมือนพวกดาราเสียมากกว่า นี่ก็เป็นผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้จากการฝึกฝน

ในขณะที่ร่างกายวิวัฒนาการ มันก็จะพัฒนารูปลักษณ์ภายนอกให้ดูดียิ่งขึ้นไปด้วย

ซูจิ่งลุกขึ้นยืน ร่างกายรู้สึกปลอดโปร่งสบาย นี่เป็นปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของร่างกายเมื่อไปถึงระดับที่สูงขึ้น

ทันใดนั้น ซูจิ่งก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ บนใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้ม

ตอนนี้ตัวเขาก็บรรลุถึงหลอมกายขั้นห้าแล้ว อยู่ในระดับเดียวกับซูเยว่ ในการประลองฝีมือก่อนหน้านี้ ซูเยว่อาศัยเพียงแค่ระดับการฝึกฝนที่สูงกว่าถึงจะกดข่มซูจิ่งเอาไว้ได้

เพราะการต่อสู้จริงของซูจิ่งมันก้าวหน้าไปไกลเกินไปแล้ว แข็งแกร่งกว่าซูเยว่ที่ไม่เคยผ่านการต่อสู้ฆ่าฟันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้มาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

แม้แต่ “ท่านยม” ที่เข้มงวดมาโดยตลอด ในวิชาการต่อสู้ช่วงหลังๆ นี้ก็ยังเอ่ยปากชมซูจิ่งไม่หยุด พร้อมกันนั้นก็ยิ่งแสดงความรู้สึกเสียดายออกมามากขึ้น

ถ้าหากซูจิ่งสามารถตื่นรู้ได้เร็วกว่านี้สักหน่อย ไม่แน่ว่าอาจจะได้ก้าวเข้าไปในห้าอันดับแรกก็ได้ แต่ตอนนี้ มันสายเกินไปเสียแล้ว

ซูจิ่งไม่รู้หรอกว่า “ท่านยม” รู้สึกเสียดายแทนเขา และต่อให้รู้ เขาก็คงไม่ใส่ใจอะไร เพราะอัตราความก้าวหน้าของเขาต่อจากนี้ไป มันจะต้องเป็นกราฟเส้นที่พุ่งสูงขึ้นในแบบที่ทุกคนไม่มีทางเข้าใจได้แน่นอน

เขาไม่จำเป็นต้องไปอธิบายอะไรให้มากความด้วย ก็ในยุคแห่งการบุกเบิกจักรวาลแบบนี้ เรื่องของโอกาสวาสนามันมีเยอะแยะถมไป นักสู้ที่แข็งแกร่งคนไหนบ้างที่จะไม่มีความลับหรือวาสนาเป็นของตัวเอง

ขอเพียงแค่ไม่ถูกคนอื่นล่วงรู้ถึงสถานการณ์การข้ามมิติที่แท้จริงได้ เรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรทั้งนั้น

ซูจิ่งมองดูสถานการณ์ข้างนอก ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้ว เขาก็ควรจะกลับไปมอบ "เซอร์ไพรส์" ให้น้องสาวได้แล้ว

ก็เขาโดนอัดมาตั้งนานขนาดนี้ เขาก็มีหน้ามีตานะเว้ย เมื่อก่อนน่ะ ที่ยอมเพราะสู้ไม่ได้

แต่ตอนนี้! สถานการณ์รุกรับมันเปลี่ยนไปแล้ว!

จบบทที่ บทที่ 19 ตอนนี้! สถานการณ์รุกรับมันเปลี่ยนไปแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว