- หน้าแรก
- สองโลก เป็นเซียนทั้งที ไหงต้องขับยานรบด้วย
- บทที่ 16 สัตว์อสูรผู้พ่ายแพ้ที่เดินเพียงลำพัง, การล่า!
บทที่ 16 สัตว์อสูรผู้พ่ายแพ้ที่เดินเพียงลำพัง, การล่า!
บทที่ 16 สัตว์อสูรผู้พ่ายแพ้ที่เดินเพียงลำพัง, การล่า!
บทที่ 16 สัตว์อสูรผู้พ่ายแพ้ที่เดินเพียงลำพัง, การล่า!
ในห้องฝึกฝนของโรงเรียน ซูจิ่งโคจรเคล็ดวิชาเพื่อดูดซับพลังวิญญาณ แม้ว่าผลลัพธ์จะเทียบกับโลกต่างมิติไม่ได้ แต่ยกระดับได้นิดหน่อยก็ยังดี
ที่นี่ ซูจิ่งสัมผัสได้ถึงพรสวรรค์ของตัวเองที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน พลังวิญญาณที่ดูดซับได้ก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จนถึงตอนนี้ เขานับๆ ดูแล้วก็เพิ่งข้ามมิติไปแค่สามครั้ง แต่แค่สามครั้งนี้กลับช่วยยกระดับพรสวรรค์ของเขาได้
ตอนนี้ ซูจิ่งค่อนข้างเอนเอียงไปทางความคิดที่ว่า ในระหว่างกระบวนการข้ามมิตินั้น มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้พรสวรรค์ของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง
เพราะการข้ามมิติของเขานั้นเป็นการเดินทางข้ามผ่านสองโลก แม้ว่าช่วงเวลานั้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซูจิ่งก็ไม่รู้
แต่นี่เป็นผลดีกับซูจิ่ง ขอเพียงแค่เขาข้ามมิติแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วพรสวรรค์ของเขาก็จะถูกยกระดับขึ้นไปจนถึงขีดสุด
ส่วนเรื่องการใช้วิธีโกงๆ อย่างการข้ามมิติไปมาซ้ำๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อยกระดับพรสวรรค์นั้น ซูจิ่งก็เคยคิด แต่เขาก็ปัดมันทิ้งไป
การข้ามมิติแต่ละครั้งของซูจิ่งล้วนสิ้นเปลืองพละกำลังของเขาทั้งนั้น ถ้าหากข้ามมิติถี่ๆ ในเวลาอันสั้น เขาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ดังนั้น เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน อย่าไปลองทำอะไรแบบนั้นเลยจะดีกว่า อย่างไรเสีย ต่อจากนี้ไปถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาก็จะข้ามมิติทุกคืนอยู่แล้ว
ถึงตอนนั้น พรสวรรค์ก็จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเอง
หลังจากจบการฝึกฝนที่โรงเรียน ซูจิ่งก็กลับบ้านและต่อปากต่อคำกับซูเยว่ตามปกติอยู่สองสามประโยค จากนั้น ซูจิ่งก็กลับเข้าห้องของตัวเอง
เขาแขวนป้าย "อยู่ระหว่างเก็บตัว" ไว้ที่หน้าประตูอีกครั้ง ซูจิ่งก็เดินทางข้ามไปยังโลกต่างมิติทันที
ยังคงเป็นถ้ำที่คุ้นเคยแห่งเดิม เมื่อเห็นแสงแดดส่องลอดเข้ามาจากด้านนอก กองไฟที่มอดดับแล้วบนพื้น ซูจิ่งก็รู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย
ดูเหมือนว่าหลังจากที่เขาจากไป ก็ไม่มีนักล่าตัวอื่นเข้ามาที่นี่ ต่อไปก็คงใช้ที่นี่เป็นที่ปลอดภัยชั่วคราวได้แล้ว
ซูจิ่งจัดการกับก้อนหินที่ปากถ้ำ มือหนึ่งถือดาบโลหะผสมเล่มใหม่เอี่ยม อีกมือหนึ่งถือปืนพกพลังวิญญาณ
ดาบโลหะผสมเล่มนี้เป็นของที่ซูจิ่งสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตหลังจากกลับไปถึงดาวจื้อหย่วนเมื่อคืนนี้ เพราะราคาของดาบโลหะผสมก็ไม่ได้แพงอะไร
ตอนนี้เขาตั้งตารอที่จะได้เจอสัตว์อสูรไม่ทราบชื่อแบบที่เจอเมื่อวาน ถ้าเจอตัวที่แข็งแกร่งก็ใช้ปืนพกพลังวิญญาณ
ถ้าเจอตัวที่อ่อนแอกว่า เขาก็จะใช้ดาบโลหะผสม การฝึกฝนเพลงดาบในสถานการณ์แบบนี้ย่อมต้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแน่นอน เพราะนี่คือการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตจริงๆ!
ซูจิ่งไม่ได้ส่งเสียงดังอะไร เขาค่อยๆ ย่องเท้าสำรวจลึกเข้าไปในเทือกเขา ถ้าหากอยู่ในป่าทึบ ภูมิประเทศจะไม่เป็นใจกับเขาอย่างมาก
พื้นที่ภูเขาที่ค่อนข้างเปิดโล่งแบบนี้ต่างหาก คือสถานที่ที่เขาจะแสดงฝีมือได้
ซูจิ่งสำรวจไปพลาง จดจำภูมิประเทศโดยรอบไปพลาง ทั้งหมดนี้คือจุดสำคัญที่จะใช้ในการหนีเอาชีวิตรอดของเขาในอนาคต
ส่วนการข้ามมิติไปมานั้นเป็นวิธีที่ใช้เมื่อยามจำเป็นเท่านั้น ถ้าหากเอาแต่พึ่งพาการข้ามมิติไปมา ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องมาสะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มเพราะเรื่องนี้เข้าสักวัน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา บนเนินเขาแห่งหนึ่ง ซูจิ่งนอนหมอบอยู่ตรงนี้ พลางมองดูการต่อสู้อันนองเลือดเบื้องหน้าในหุบเขา
ภายในหุบเขา มีสัตว์อสูรไม่ทราบชื่อที่ซูจิ่งเคยเจออยู่ก่อนหน้านี้ กว่าสิบตัว และตอนนี้พวกมันกำลังยืนล้อมกันเป็นวงกลม
ในวงล้อมนั้นคือสัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์สองตัวกำลังต่อสู้กัน เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันแท้ๆ แต่กลับไม่มีการออมมือให้กันเลยแม้แต่น้อย วิธีการนั้นโหดเหี้ยมรุนแรง รอบๆ เต็มไปด้วยเศษเนื้อเศษเลือดที่ถูกกัดฉีกออกมา
ซูจิ่งไม่รู้สึกสงสารอะไรพวกมันอยู่แล้ว แต่เขากำลังครุ่นคิดว่าพฤติกรรมนี้ของพวกมันคืออะไร ส่วนเรื่องที่จะพุ่งลงไปสู้กับพวกมันตอนนี้น่ะเหรอ
ซูจิ่งไม่ใช่คนโง่
สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์สิบกว่าตัว มองยังไงก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะรับมือไหว ต่อให้เขามีปฏิกิริยาที่รวดเร็วพอ และสามารถใช้ปืนพกพลังวิญญาณฆ่าไปได้สักตัวสองตัว แต่ที่เหลือก็จะผลักดันซูจิ่งไปสู่สถานการณ์ที่จนตรอกอยู่ดี
ซูจิ่งมองดูการต่อสู้กันอย่างดุเดือดด้านล่าง ก็นึกถึงสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์ที่บันทึกไว้ในสหพันธ์ นี่น่าจะเป็นการคัดเลือกผู้นำ
หรืออาจเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้นำ เพราะผู้นำคือตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในฝูง และในขณะเดียวกันก็เป็นตัวที่สามารถนำพาสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ได้
แม้จะไม่รู้ว่าเป็นการท้าทายผู้นำหรือการคัดเลือกผู้นำ แต่มันก็เป็นประโยชน์ต่อซูจิ่งทั้งนั้น
เพราะเมื่อสองฝ่ายต่อสู้กัน ย่อมต้องมีฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บ สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์ที่บาดเจ็บตัวนั้นจะต้องแยกตัวออกจากฝูง และนั่นก็คือโอกาสของซูจิ่ง
ซูจิ่งประเมินดูแล้ว สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์สองตัวที่กำลังสู้กันอยู่นี้ มีความแข็งแกร่งพอๆ กับตัวที่เขาฆ่าไปก่อนหน้านี้
และความแข็งแกร่งทางกายภาพก็อยู่ที่ราวๆ หลอมกายขั้นสี่ พูดอีกอย่างก็คือ เหมือนกับเขานั่นเอง นี่มันหินลับมีดที่สมบูรณ์แบบที่เขากำลังตามหาอยู่ไม่ใช่หรือไง
ซูจิ่งรอคอยอย่างอดทน เพราะพลังวิญญาณที่บรรจุอยู่ในเนื้อหัวใจของสัตว์อสูรเช่นนี้ มีมากกว่าที่เขาดูดซับได้เองเยอะ
ในไม่ช้า ภายใต้สายตาของซูจิ่ง สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์ตัวหนึ่งก็เผลอไปชั่วขณะ ดวงตาของมันถูกอีกตัวหนึ่งใช้กรงเล็บตะปบจนบาดเจ็บทันที จากนั้นก็ถูกเหยียบจนล้มลงกับพื้น
“โอ้ววว!”
สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์ตัวที่ชนะคำรามเสียงดังลั่น สัตว์อสูรตัวอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ก็พากันคำรามตาม จากนั้น สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์ตัวที่พ่ายแพ้ก็เดินจากไปอย่างห่อเหี่ยว
ซูจิ่งรีบจับจ้องไปที่สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์ผู้พ่ายแพ้ตัวนั้น แล้วแอบย่องตามมันไปเงียบๆ
นี่คือคู่ต่อสู้ที่ดีที่สุดของเขาในตอนนี้แล้ว ขณะเดียวกันเขาก็เตรียมใจให้พร้อม เพราะอีกเดี๋ยวเขาจะต้องต่อสู้ฆ่าฟันกับเจ้าหมอนี่
ถึงตอนนั้น จะลังเลหรือหวาดกลัวแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้ เจ้าหมอนี่มันไม่รู้จักกลัวหรอก แม้ว่ามันจะบาดเจ็บอยู่ แต่การที่ต้องแยกตัวออกจากฝูงมาแบบนี้ มันก็เหมือนหมาจนตรอกแล้ว
ถึงตอนนั้น มันจะต้องสู้กับซูจิ่งแบบไม่คิดชีวิตแน่นอน
หลังจากสะกดรอยตามมากว่าสิบนาที ซูจิ่งก็รู้สึกว่าระยะห่างกำลังพอเหมาะแล้ว ถ้าสู้กันแถวนี้ ฝูงสัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์ที่อยู่ตรงนั้นก็คงไม่ได้ยินเสียง
เมื่อเห็นสัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์กำลังค่อยๆ ก้มดื่มน้ำอยู่ที่ริมลำธารเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซูจิ่งก็ตัดสินใจที่จะลงมือ
เขาขึ้นลำปืนพกพลังวิญญาณ เหน็บมันไว้ที่เอว หากมีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นก็พร้อมจะใช้มันได้ทุกเมื่อ จากนั้นมือขวาก็กระชับดาบโลหะผสม ค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์
หนึ่งร้อยเมตร ห้าสิบเมตร สามสิบเมตร ยี่สิบเมตร
ซูจิ่งระมัดระวังตัวอย่างที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวของเขาก็แผ่วเบามาก แต่สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์ที่กล้าพอจะต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งผู้นำฝูง จะเป็นพวกไร้ความสามารถไปได้อย่างไร
สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์สัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม มันหยุดดื่มน้ำและเลียแผล ลุกขึ้นยืนจ้องเขม็งไปยังทิศทางของต้นไม้
ตัวมันที่ตอนนี้เหลือดวงตาเพียงข้างเดียว กลับยิ่งดูดุร้ายน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นไปอีก
เจ้าเดรัจฉานนี่ประสาทสัมผัสไวไม่เลว!
ซูจิ่งที่หลบอยู่หลังต้นไม้ อดไม่ได้ที่จะสบถในใจ เดิมทีเขาวางแผนที่จะลอบโจมตี
ช่างเถอะ ตอนนี้ถ้าสู้กันตัวต่อตัวซึ่งๆ หน้า โอกาสชนะของเขาก็มีสูงมากอยู่ดี อีกฝ่ายบาดเจ็บอยู่ แถมเขายังมีปืนพกเป็นประกันอีก
ซูจิ่งเดินออกมาจากหลังต้นไม้
ส่วนสัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์ที่อยู่ตรงข้าม เมื่อเห็นซูจิ่งปรากฏตัว ขนทั่วร่างของมันก็พลันลุกชันขึ้นทันที ดวงตาข้างเดียวจ้องเขม็งมาที่ซูจิ่ง ส่งเสียง "ฟ่อๆ" ออกมาจากลำคอ
เป็นการข่มขู่ซูจิ่ง แม้ว่ามันจะไม่เคยเห็นเจ้าสัตว์สองเท้าชนิดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ตัวมันก็อยู่ในสภาพบาดเจ็บ ย่อมไม่อยากที่จะต่อสู้กับเจ้าสัตว์สองเท้านี่อยู่แล้ว
แต่ซูจิ่งกลับไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร เขาใช้ก้าวเท้าย่างพื้นฐานออกมา ระยะทางยี่สิบกว่าเมตรที่ดูเหมือนไกล แต่สำหรับซูจิ่งแล้ว มันใช้เวลาแค่สองวินาทีเท่านั้น
“โฮก!”
เมื่อเห็นซูจิ่งไม่ถอยหนี แต่กลับพุ่งโจมตีเข้ามาหา สัตว์อสูรเขี้ยวอัปลักษณ์ก็รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว มันจึงพุ่งเข้าใส่ซูจิ่งอย่างดุร้าย
เพราะมันไม่ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวอะไรจากตัวซูจิ่งเลย แม้จะไม่เคยเห็นสัตว์สองเท้ามาก่อน แต่คาดว่าคงไม่ได้เก่งกาจอะไรนัก
เมื่อกี้ที่ไม่อยากสู้ก็เพราะบาดเจ็บอยู่ ไม่ได้หมายความว่ามันกลัว!