- หน้าแรก
- กะจะฝึกชิลๆ ดันเผลอติวข้ามขั้นระดับเซียน
- บทที่ 2 ร่างเดิมที่เป็นพวกยอมพลีกายถวายหัว... ทำไปเพื่ออะไร!
บทที่ 2 ร่างเดิมที่เป็นพวกยอมพลีกายถวายหัว... ทำไปเพื่ออะไร!
บทที่ 2 ร่างเดิมที่เป็นพวกยอมพลีกายถวายหัว... ทำไปเพื่ออะไร!
บทที่ 2 ร่างเดิมที่เป็นพวกยอมพลีกายถวายหัว... ทำไปเพื่ออะไร!
"บ้าไปแล้ว! ไอ้หางแถวนั่นกล้าขอใบสมัครจริงๆ เหรอเนี่ย? เอาจริงดิ?"
"แย่แน่ งานนี้ชื่อเสียงของห้องแปดเราป่นปี้หมดเพราะมันคนเดียวแน่ๆ!"
วาจาของเย่เฉินเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง กระตุ้นโทสะของเหล่านักเรียนในห้องขึ้นมาอีกครั้ง สายตาที่มองมายังเขานั้นเริ่มฉายแววไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด
แม้แต่ตู้ชิงชิงผู้เป็นอาจารย์ประจำชั้น คิ้วเรียวยังขมวดมุ่นจนแทบชนกัน "เย่เฉิน ครูว่าเธอคิดทบทวนดูอีกทีดีกว่านะ การทดสอบเข้าห้องยุทธศิลป์ต้องมีค่าปราณโลหิตอย่างน้อย 80 แต้ม ส่วนเธอ..."
ในฐานะอาจารย์ประจำชั้น ตู้ชิงชิงย่อมรู้ดีว่าผลการทดสอบเมื่อเดือนก่อนของเย่เฉินอยู่ที่ 45 แต้มเท่านั้น ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งสัปดาห์ จะเป็นไปได้หรือที่เย่เฉินจะเร่งพลังพุ่งทะยานไปถึง 80 แต้ม?
ส่วนคำพูดอวดดีก่อนหน้านี้ของเย่เฉิน ตู้ชิงชิงมองว่าเป็นเพียงคำคุยโตของวัยรุ่นเลือดร้อนที่ทนการยั่วยุไม่ได้ก็เท่านั้น
เธอจึงอยากให้เขาใจเย็นลง ยอมถอยตอนนี้อาจจะน่าอับอายบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าพาเพื่อนร่วมชั้นไปขายหน้ากันทั้งระดับชั้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า
"ไม่จำเป็นครับอาจารย์ตู้ ส่งใบสมัครให้ผมเถอะ"
เย่เฉินยิ้มบางๆ เดินออกจากโต๊ะตรงเข้าไปหาตู้ชิงชิงแล้วแบมือขอ
ตู้ชิงชิงมองภาพตรงหน้าด้วยความอ่อนใจ แต่ในเมื่อการทดสอบเข้าห้องยุทธศิลป์ไม่ได้มีกฎห้ามใครสมัคร เธอจึงจำใจยื่นใบสมัครให้เขาไป
"เย่เฉิน ลงชื่อแล้วห้ามขาดสอบนะ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าผิดวินัยและถูกทำโทษ"
เธอยังคงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
ทว่าเย่เฉินเพียงแค่ยิ้มรับ หยิบปากกาขึ้นมาจรดปลายลงบนกระดาษ ตวักชื่อของตนเองลงไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเขามุ่งมั่นขนาดนั้น ตู้ชิงชิงยิ่งรู้สึกระอาใจ เธอส่ายหน้าเบาๆ แต่ก็กดยืนยันการสมัครให้เขา
ทว่าฉากนี้กลับยิ่งสร้างความขุ่นเคืองและดูแคลนให้กับคนอื่นๆ ในห้องเรียน
"หมอนี่เอาจริงดิ แต่ถ้าปล่อยให้มันไปสอบ ห้องแปดเราได้ขายขี้หน้าจนแทรกแผ่นดินหนีแน่"
"ให้ตายสิ เป็นพวกหางแถวก็ควรเจียมตัวตั้งใจเรียนวิชาการไป ทำไมต้องสะเออะอยากจะมายุ่งเกี่ยวกับวิถียุทธ์ด้วยนะ ไม่รู้ว่าในสมองมันคิดอะไรอยู่"
"เหอะ ก็เก่งแต่ปากนั่นแหละ เดี๋ยวพอถึงวันทดสอบคัดเลือก ฉันจะคอยดูน้ำหน้ามัน!"
เสียงซุบซิบวิจารณ์ดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้องเรียน
เย่เฉินไม่ได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น เขาดื่มด่ำกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นในหัวอย่างต่อเนื่องขณะเดินกลับไปยังที่นั่งของตน
ระหว่างทาง เย่เฉินสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาด้วยความประหลาดใจ เขาหันไปมองก็พบกับเด็กสาวใบหน้าเย็นชาคนหนึ่งกำลังมองเขาอยู่
เย่เฉินรู้สึกคุ้นหน้าเธออยู่บ้าง แต่นึกไม่ออกชั่วขณะว่าเธอเป็นใคร เขาจึงส่งยิ้มบางๆ ให้ตามมารยาท แล้วกลับไปนั่งที่
ทว่ามู่ปิงที่เห็นรอยยิ้มนั้นกลับทำหน้าเย็นชาใส่ยิ่งกว่าเดิม
"ปิงเอ๋อร์ ฉันบอกแล้วไงว่าหมอนั่นแค่อยากเรียกร้องความสนใจจากเธอ ก็แหงล่ะ เป็นแค่ไอ้หางแถว ก็คงมีปัญญาใช้วิธีตื้นๆ แบบนี้แหละ!"
สาวน้อยตาโตน่ารักที่นั่งข้างมู่ปิงเขย่าแขนเพื่อนสาวพลางเอ่ยอย่างอดปากไม่ได้
ยิ่งได้ฟังคำพูดของเพื่อนสนิท ใบหน้าของมู่ปิงก็ยิ่งฉายแววเย็นเยียบ
เรื่องที่เย่เฉินตามจีบมู่ปิงไม่ใช่ความลับในห้องแปดชั้นปีสาม กลับกัน ทั้งห้องต่างรู้ดีว่าเย่เฉินคือพวกคลั่งรักมู่ปิงชนิดหัวปักหัวปำ
ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้าวส่งน้ำ ซื้อชานม หรือพฤติกรรมเอาอกเอาใจสารพัดรูปแบบ เย่เฉินล้วนทำมาหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับการตามตื๊อของเย่เฉิน มู่ปิงไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็รักษาระยะห่างไว้อย่างเคร่งครัด
"เขาเหรอ? เป้าหมายของฉันคือมหาวิทยาลัยเจียงหนาน ไอ้หางแถวพรรค์นั้นไม่คู่ควรกับฉันหรอก!"
มู่ปิงแค่นเสียงหัวเราะ
สาวน้อยตาโตข้างกายขยับเข้าไปเกาะแขนมู่ปิงอย่างสนิทสนมยิ่งขึ้นแล้วเสริมว่า "แน่นอนอยู่แล้ว! ปิงเอ๋อร์ของพวกเราในอนาคตจะต้องเป็นถึงจักรพรรดินียุทธ์ ไอ้พวกขี้ข้าอย่างเย่เฉินมีวาสนาแค่กระดิกหางประจบอยู่ตรงหน้าเธอเท่านั้นแหละ!"
"แต่จะว่าไปนะปิงเอ๋อร์ เดือนนี้เงินอุดหนุนของโรงเรียนที่ให้เย่เฉินน่าจะออกแล้วไม่ใช่เหรอ? ถ้าเธอได้เงินส่วนนั้นของเย่เฉินมา อีกอาทิตย์เดียวก่อนสอบ เธอน่าจะพัฒนาไปได้อีกขั้น เผลอๆ อาจจะได้รับทรัพยากรจัดสรรเพิ่มขึ้นด้วยนะ!"
สาวน้อยตาโตคนนี้คือ 'หลิวเชี่ยน' เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมโต๊ะของมู่ปิง ตลอดเวลาที่เย่เฉินตามจีบมู่ปิง เธอมักจะเป็นกุนซือคอยให้คำแนะนำอยู่ข้างๆ เสมอ
ไอเดียที่ว่าไม่ต้องปฏิเสธแต่ให้รักษาระยะห่าง ก็มาจากคำแนะนำของหลิวเชี่ยนนี่เอง
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวเชี่ยน ประกายความโลภก็พาดผ่านดวงตาของมู่ปิง
เธอรู้ดีว่าเย่เฉินมักจะโอนอ่อนผ่อนตามคำขอของเธอเสมอ
'เอาไว้เลิกเรียนค่อยไปหาเขาก็แล้วกัน ถ้าฉันเอ่ยปากขอเอง เขาไม่มีทางปฏิเสธแน่!'
มู่ปิงคิดในใจ แม้จะดูไร้จรรยาบรรณไปบ้าง แต่เพื่อคะแนนสอบที่สูงขึ้นในคลาสยุทธศิลป์ เธอก็เลือกที่จะทำมัน...
เมื่อความวุ่นวายเรื่องเย่เฉินสงบลง อาจารย์ตู้บนหน้าชั้นเรียนก็เริ่มบรรยายความรู้วิถียุทธ์ต่อ
เธอเหลือบมองเย่เฉินที่นั่งอยู่มุมห้องเป็นระยะ เมื่อเห็นเขานั่งหลับตา เธอก็ยิ่งรู้สึกผิดหวังในตัวลูกศิษย์คนนี้
ในที่สุด เธอก็เลิกสนใจเรื่องของเย่เฉินไป
หารู้ไม่ว่าสิ่งที่อาจารย์ตู้ไม่รู้นั้นคือ ในขณะนี้เย่เฉินกำลังโคจร 'เคล็ดวิชาลมหายใจพยัคฆ์' อย่างเงียบเชียบ เริ่มทำการกลั่นปราณโลหิตในร่างกาย
จากเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อครู่ เคล็ดวิชาลมหายใจพยัคฆ์ได้ผ่านการวิวัฒนาการภายในหลายครั้ง จนบัดนี้มันได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขต 'ความสำเร็จขั้นต้น' เช่นเดียวกับวิชา 'ย่างก้าวสายลม' เรียบร้อยแล้ว
ไม่นานนัก เสียงออดหมดคาบเรียนก็ดังขึ้น เย่เฉินค่อยๆ ผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกจากปอด
"ไม่เลว... จากความทรงจำของร่างเดิม ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันที่เงินอุดหนุนเด็กกำพร้าจากโรงเรียนออกพอดี เอาไปแลกเป็นทรัพยากรการบ่มเพาะได้พอดีเลย แบบนี้โอกาสของเราก็จะยิ่งสูงขึ้น"
ว่าแล้วเย่เฉินก็ลุกขึ้น เตรียมตัวไปรับเงินอุดหนุน
ในฐานะเด็กกำพร้า นอกจากเงินช่วยเหลือรายเดือนจากโรงเรียนแล้ว รัฐบาลต้าเซี่ยยังมอบที่พักอาศัยราคาประหยัดให้เย่เฉินเป็นกรณีพิเศษ แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็เพียงพอสำหรับอยู่อาศัยคนเดียว
ทว่าทันทีที่เขาลุกขึ้น เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง
"เย่เฉิน นายกำลังจะไปรับเงินอุดหนุนสินะ? รับเสร็จแล้วก็เอามาให้ฉันด้วย"
สีหน้าของเย่เฉินแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจทันที เขาหันกลับไปมองก็พบกับใบหน้าอันเย็นชาของมู่ปิง และหลิวเชี่ยนที่กำลังถลึงตามองเขาอย่างไม่เกรงใจ
"ยัยนี่เองเหรอ?"
เย่เฉินจำได้แล้วว่าเธอคือคนที่เขายิ้มให้เมื่อครู่
ในขณะเดียวกัน ความทรงจำที่กระจัดกระจายในสมองก็ถูกย่อยและซึมซับอย่างรวดเร็ว แต่พอเข้าใจสถานะของมู่ปิง สีหน้าของเย่เฉินกลับดูพิลึกกึกกือยิ่งกว่าเดิม
สรุปง่ายๆ ก็คือ... ร่างเดิมของเขานั้นคือข้ารับใช้หัวใจของมู่ปิง เป็นประเภทชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง!
"ฉันไม่ใช่คนเดิมเมื่อตอนนั้นซะหน่อย..."
เย่เฉินพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะมองหน้ามู่ปิงด้วยแววตาเรียบเฉยแล้วเอ่ยถามสั้นๆ
"ทำไม?"