เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 143 – ตอนที่ 139 ภารกิจ เก็บหญ้าฟ้าประกายดาว

ตอนที่ 143 – ตอนที่ 139 ภารกิจ เก็บหญ้าฟ้าประกายดาว

ตอนที่ 143 – ตอนที่ 139 ภารกิจ เก็บหญ้าฟ้าประกายดาว


“เกี่ยวกับอสูรศักดิ์สิทธิ์และอสูรในตำนาน ทุกคนควรจะรู้ว่าพวกเขามีอยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้นมีมนุษย์หลายคนที่รู้วิธีบ่มเพาะอสูรศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่าเศร้า วิธีเหล่านี้ไม่มีประโยชน์สำหรับคนทั่วไป ก็เหมือนกับคนทั่วไปกับคัมภีร์อัญเชิญนั่นแหละ พวกเขารู้ว่าคัมภีร์อัญเชิญมีอยู่ แต่พวกเขาไม่สามารถทำสัญญากับมันได้” แม่เฒ่าอู่เถิงยิ้ม “ถ้าพวกเจ้าต้องการรู้วิธี อย่างนั้นพวกเจ้าต้องเข้าใจเสียก่อนว่าอสูรศักดิ์สิทธิ์คืออะไร และจะประเมินพวกเขาได้อย่างไร”

ไม่ใช่แค่เย่ว์หยางเท่านั้น แม้แต่เย่ว์ปิง, เย่คงและพี่น้องตระกูลหลี่ตั้งใจฟังจนหูตั้งกันทุกคน

เหลือแต่เพียงเจ้าอ้วนไห่เท่านั้นที่ยังฝันหวานอยู่ แถมยังกรนเสียงดังสนั่นอีกด้วย เสียงกรนของเขาดังไปจนถึงชั้นฟ้า

แม่เฒ่าอู่เถิงไม่ถือสาที่เจ้าอ้วนไห่หลับฝันหวาน นางกลับมองมาที่เย่ว์หยางแทน จากนั้นก็เย่ว์ปิงก่อนที่จะผงกศีรษะเบาๆ

เย่คงรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นเพราะเย่ว์หยางและเย่ว์ปิงตั้งใจฟังอยู่ในชั้นเรียน แม่เฒ่าอู่เถิงจึงตัดสินใจเล่าความลับนี้ มิฉะนั้น ถ้าเป็นเพียงนักเรียนธรรมดา พวกเขาจะไม่มีทางได้ยินเรื่องแบบนี้เลย

“ความจริงเงื่อนไขอสูรศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภท, ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับชั้นของอสูร, ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนา อสูรศักดิ์สิทธิ์ความจริงแล้วเป็นขอบเขตอย่างหนึ่ง อสูรใดๆ ก็ตามที่มีสติปัญญาสูง จัดว่าเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ได้ ไม่ว่าพวกมันจะเป็นชั้นสามัญ, ทองแดง, เงิน, ทอง, แพลตตินัมหรือว่าเพชร ตราบใดที่พวกเขามีสติปัญญาสูงส่งพอ พวกเขานับได้ว่าเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์แน่นอน คงเป็นเรื่องยากสำหรับอสูรที่มีชั้นต่ำกว่าแพลตตินัมจะมีสติปัญญาสูงส่งได้ ดังนั้น สัตว์อสูรชั้นต่ำกว่าแพลตตินัม ที่จะกลายเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ได้มีเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น นอกจากอสูรระดับ 10 ที่มีชีวิตอยู่ในโลกตามธรรมชาติมาเป็นพันๆ ปี หรือกระทั่งหมื่นปีก็ตาม มันเป็นเรื่องยากที่สัตว์อสูรจะเข้าถึงขอบเขตอสูรศักดิ์สิทธิ์ได้ ความพิเศษของอสูรศักดิ์สิทธิ์ก็คือพูดได้ เรียนรู้ได้ เนื่องจากสติปัญญาของพวกเขาสูงส่ง อสูรศักดิ์สิทธิ์สามารถพูดภาษามนุษย์และในขณะเดียวกัน ก็สามารถเรียนรู้ทักษะของมนุษย์ได้ เพียงแต่เมื่ออสูรของเจ้าไปถึงขอบเขตระดับนั้นเจ้าจะเข้าใจตามความเป็นจริง ความจริงขอบเขตอสูรศักดิ์สิทธิ์เป็นแค่จุดเริ่มต้นสำหรับอสูรที่จะพัฒนาไปถึงระดับสูงสุด..”

“อย่างนั้นอสูรในตำนานจะเป็นเช่นไร?” ใจจริง เย่ว์หยางก็อยากรู้เหมือนกัน นางพญากระหายเลือดมีความฉลาดและสามารถพูดภาษาปีศาจได้ จะถือว่าเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่? หรือไม่ก็นางแค่ถึงระดับเคาะประตูเขตแดนอสูรศักดิ์สิทธิ์ แล้วเริ่มพัฒนาไปเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์กันแน่?

“เกี่ยวกับเรื่องอสูรในตำนาน ข้ารู้มาไม่มากขนาดนั้น” แม่เฒ่าอู่เถิงหยุดชั่วครู่ก่อนจะพูดเรื่องอสูรในตำนาน จากนั้นนางพูดต่ออย่างราบเรียบว่า “ข้าได้ยินมาว่าอสูรในตำนานก็เหมือนกับอสูรศักดิ์สิทธิ์ มีสติปัญญาระดับสูง อย่างไรก็ตามความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างอสูรในตำนานและอสูรศักดิ์สิทธิ์ก็คือ อสูรในตำนานนั้นมีคัมภีร์อัญเชิญเป็นของตนเอง” คำพูดของแม่เฒ่าอู่เถิงทำให้เย่ว์หยางสะดุ้งเฮือกด้วยความประหลาดใจ

ครอบครองคัมภีร์อัญเชิญหรือ?

อสูรที่ครอบครองคัมภีร์อัญเชิญด้วยตนเอง เรียกว่าอสูรในตำนานหรือ?

ถ้าเป็นแบบนั้น เสี่ยวเหวินหลี..เธอ…

“อสูรในตำนานสามารถครอบครองคัมภีร์ได้ด้วยตนเองหรือ? เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างไร?” เย่คงและพี่น้องตระกูลหลี่ตกใจสุดขีด พวกเขาไม่สามารถทำใจเชื่อเรื่องแบบนั้นได้เลย

แม่เฒ่าอู่เถิงโบกมือเล็กน้อย ชี้ไปทางเย่ว์หยางแล้วบอกให้นั่ง “ข้ายังไม่ยืนยันให้แน่ชัดลงไป ข้าไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือข่าวลือ เมื่อเจ้าสามารถไปถึงขอบเขตเช่นนั้น เจ้าจงค้นคว้าดูด้วยตนเอง

เย่ว์หยางชักกังวลใจเล็กน้อย กลัวว่าแม่เฒ่าอู่เถิงจะมองเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติของเขา

เรื่องที่เสี่ยวเหวินหลีครอบครองคัมภีร์อัญเชิญเป็นของตนเองนี้ต้องเก็บไว้เป็นความลับ ดังนั้นเย่ว์หยางพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “อย่านั้นท่านบอกเรื่องอสูรศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีกได้ไหม?

“อสูรศักดิ์สิทธิ์นอกจากจะมีสติปัญญาระดับสูงแล้ว พวกเขาเรียนรู้และพูดได้ นอกจากนี้พวกเขายังมีความสามารถอย่างอื่นอีก นั่นก็คือแปลงเป็นมนุษย์ ไม่ว่าเดิมทีร่างของเขาจะดูเหมือนราชสีห์, อินทรี หรือสัตว์อสูรอย่างอื่น พวกเขาสามารถแปลงเป็นมนุษย์ได้ พวกเขาจะค่อยๆ พัฒนาไปจนดูเหมือนมนุษย์ พูดภาษาเราและเรียนวิทยายุทธ์ของพวกเราก็ได้ อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งกว่า จะพัฒนาไปเป็นมนุษย์ได้สมบูรณ์ยิ่งกว่า และพวกเขาจะดูเหมือนกับพวกเรามาก ถ้าอสูรศักดิ์สิทธิ์พัฒนาไปถึงขั้นที่ 9 ได้ อย่างนั้นพวกเขาก็จะกลายเป็นเหมือนกับเรา พวกเขาสามารถมานั่งที่นี่กับเราและฟังคำบรรยายก็ได้ โดยที่พวกเราไม่สามารถแยกความแตกต่างได้เลยว่าใครเป็นอสูร ใครเป็นมนุษย์” คำพูดของแม่เฒ่าอู่เถิงทำให้เย่ว์หยางตะลึง

นางพญากระหายเลือด, เสี่ยวเหวินหลี, โคเงาและแม้กระทั่งต้นดอกหนามของเขา เมื่อเวลาผ่านไป พวกนางจะเปลี่ยนไปเป็นเหมือนมนุษย์มากขึ้นๆ

ไม่ใช่เพียงแต่ทักษะของพวกนางเท่านั้น แม้แต่ความฉลาดและอารมณ์ของพวกนางก็พัฒนาต่อเนื่องด้วย

เป็นไปได้ว่าวิธีบ่มเพาะนางพญาดอกหนามมงกุฎทองก็คือวิธีบ่มเพาะอสูรศักดิ์สิทธิ์วิธีหนึ่งหรือ? เป็นไปได้ว่าอสูรศักดิ์สิทธิ์และอสูรในตำนาน คงไม่ใช่แค่อสูร 9 และ 10 ดาวธรรมดาๆ พวกเขายังมีการแบ่งชั้นย่อยลงไปอีกหรือ?

บรรดาอสูรศักดิ์สิทธิ์ เราสามารถแบ่งประเภทเป็นแข็งแกร่งและอ่อนแอได้อย่างไร?

เย่ว์หยางรีบถามว่า “บรรดาอสูรศักดิ์สิทธิ์ สามารถจัดแบ่งพวกเขาตามระดับชั้นด้วยหรือ? จัดเป็น ชั้นที่หนึ่ง ชั้นที่สอง ชั้นที่สาม และต่อๆ กันไปอย่างนั้นหรือ?

แม่เฒ่าอู่เถิงพยักหน้ายืนยัน “การจัดอันดับของอสูรศักดิ์สิทธิ์แตกต่างจากที่ใช้จัดกับอสูรสามัญ ปกติจะจัดอันดับอสูรศักดิ์สิทธิ์เป็น 9 ชั้นแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นอสูรสามัญชั้นแรก แต่พลังต่อสู้ของมันอาจจะพอๆ กับอสูรสามัญระดับ 9 ก็ได้ อย่างไรก็ตาม พลังรบของพวกเขามีมากเกินไป มันเกินกว่าที่คนธรรมดาจะจินตนาการถึง นักรบทั่วไปไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องทั้งหมดนี้ สรุปว่าการจัดชั้นอันดับอสูรศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไป จัดเป็น 9 ดาว แน่นอนว่าการแบ่งชั้นเป็น 9 ดาวนี้แตกต่างจากอสูรระดับชั้นสามัญ ระดับ 9 อย่างสิ้นเชิง เมื่ออสูรของพวกเจ้าบรรลุขอบเขตนั้นได้ เจ้าจะเข้าใจด้วยตนเอง”

เย่คงและคนอื่นๆ ฟังจนกระทั่งรู้สึกหัวสมองแทบระเบิด ถ้าอสูรศักดิ์สิทธิ์ขั้นแรกมีความแข็งแกร่งเท่ากับอสูรสามัญระดับ 9 แล้ว อย่างนั้น อสูรศักดิ์สิทธิ์ขั้นที่ 9 จะมีพลังที่น่ากลัวขนาดไหน?

ยิ่งไปกว่านั้น เหนืออสูรศักดิ์สิทธิ์ ยังมีอสูรในตำนาน ไม่ต้องสงสัยเลยที่พวกเขาพูดกันว่า การเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นการบรรลุพลังขั้นสูงสุด เรื่องนี้ สำหรับนักรบธรรมดายากจะจินตนาการได้แน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสู้ผู้เข้าถึงพลังสูงสุดจะพากันคิดว่านักรบที่มีระดับนักสู้ต่ำกว่าระดับ 6 เป็นแค่เพียงมดแมลงเท่านั้น

และแล้วความคิดอย่างหนึ่งก็แว่บเข้ามาในใจของเย่ว์หยาง ทำไมเขาไม่ถามเกี่ยวกับอสูรลี้ลับที่สามารถสังหารอสุรกายดำได้ทันทีเล่า? “นอกจากอสูรในตำนานแล้ว ยังมีอสูรที่แข็งแกร่งกว่าโดยเฉพาะหรือไม่?”

“มีคำกล่าวว่านอกเหนือจากอสูรในตำนานแล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตที่คงอยู่เรียกกันว่า”อสูรเหนือตำนาน“มันเป็นอสูรที่ถือกำเนิดด้วยปราณก่อกำเนิดของเจ้านายมัน สำหรับคนธรรมดาทั่วไป เป็นไปไม่ได้ที่จะมีอสูรชนิดนี้ ตำนานกล่าวไว้ว่าทุกๆ หมื่นปี จะมีผู้มีวาสนาปรากฏในทวีปมังกรทะยาน แต่ก็เป็นเพียงตำนานเล่าขานและไม่มีบันทึกเกี่ยวกับอสูรในตำนานในโลกนี้ เกี่ยวกับเรื่องอสูรในตำนาน ข้าไม่ค่อยเข้าใจดีนัก ข้าสามารถสอนได้เพียงอสูรศักดิ์สิทธิ์ในฐานะที่เป็นประเด็นหลักของการบรรยายครั้งนี้”

“อสูรเหนือตำนาน…” เย่ว์หยางคิดในใจ ก่อนที่เขาจะฟื้นสติกลับคืนมา เป็นไปได้ว่าอสูรลี้ลับที่มาปรากฏตัวและสังหารอสุรกายดำทันที น่าจะเป็น..

เป็นไปได้หรือว่า ผู้มีวาสนาที่ไม่ได้ปรากฏตัวในทวีปมังกรทะยานมานานถึงหมื่นปี จะเป็นเขาไปได้?

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่คนจากทวีปมังกรทะยานแม้แต่น้อย เขาเป็นคนที่ท่องเที่ยวข้ามมิติ แม้ว่าคนที่มีวาสนาปรากฏตัว จะกลายเป็นเขาผู้ท่องเที่ยวข้ามมิติไปได้อย่างไร?

ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่เขาแน่ใจก็คือ เสี่ยวเหวินหลี ที่เป็นเจ้าของคัมภีร์เพชร อาจเป็นอสูรในตำนานตนหนึ่งก็ได้

เธออาจเป็นอสูรเหนือตำนานในอีกฐานะหนึ่งก็ได้

แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่มาจากโลกอื่นและไม่ได้ให้กำเนิดอสูรเหนือตำนานก็ตาม แต่เขาได้เคยพบนางพญาเฟ่ยเหวินหลีผู้ถูกผนึกมานานถึงหมื่นปีแล้ว เขาร่วมมือกับนางช่วยให้เสี่ยวเหวินหลีฟักตัวจากไข่ นี่อาจจะเข้ากับคำนายที่ว่าผู้มีวาสนาที่จะให้กำเนิดอสูรเหนือตำนานจะปรากฏตัวหมื่นปีต่อครั้ง เขาคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเสี่ยวเหวินหลีกับตัวเขา เหมือนกับเป็นไปตามคุณสมบัติที่อสูรเหนือตำนานต้องการ…

เย่ว์หยางตัดสินใจเงียบๆ ว่าไม่ว่าเสี่ยวเหวินหลีจะมีความดำรงคงอยู่แบบไหนก็ตาม เขาจะค่อยๆ บ่มเพาะอบรมนาง

สำหรับคัมภีร์เทพฤทธิ์นั้น เขาจะสามารถเปิดมันได้ในที่สุด เมื่อเขาบ่มเพาะฝึกฝนกระบี่ไร้ลักษณ์ปราณก่อกำเนิดได้มากเพียงพอ

ในขณะนั้น เขาสามารถมองดูบันทึกของคัมภีร์เทพฤทธิ์ได้

เขาเชื่อว่าคำถามทั้งหมดของเขาจะได้รับคำตอบเมื่อถึงเวลานั้น

นัยน์ตาของแม่เฒ่าอู่เถิงที่เต็มไปด้วยภูมิรู้ปัญญา มองดูหน้าของเย่ว์หยางพลางยิ้มกล่าวว่า “เกี่ยวกับเรื่องการบ่มเพาะอสูรศักดิ์สิทธิ์ ความจริง ก็มีคนที่รู้วิธีบ่มเพาะอยู่หลายคน อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่มีพลังพอที่จะทำอย่างนั้น เมื่อฟังเรื่องนี้อย่างระมัดระวังแล้ว บางทีพวกเจ้าอาจจะบ่มเพาะฝึกฝนอสูรศักดิ์สิทธิ์ในอนาคตก็ได้”

“ค่ะ!” เย่ว์ปิงรู้สึกว่าคงเป็นไปไม่ได้สำหรับนาง แต่อาจเป็นไปได้สำหรับพี่ชายของนาง ที่เป็นเจ้าของนางพญากระหายเลือด เนื่องจากสัญชาตญาณของนาง ทำให้นางฟังบรรยายด้วยความสนใจ

“ในการบ่มเพาะอสูรในตำนาน ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเป็นอสูรพิทักษ์ เพราะพวกเขาจะไม่ตายจริงๆ หรือทรยศเจ้านายของตน! ถ้าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อสูรพิทักษ์ไม่สามารถทำการบ่มเพาะได้ พวกเจ้าสามารถบ่มเพาะอสูรอื่นๆ ได้เช่นกัน วิธีบ่มเพาะอสูรศักดิ์สิทธิ์ จะทำให้อสูรของพวกเจ้ามีระดับพลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มทั้งความฉลาดและทำให้พวกเขาวิวัฒนาการจนเหมือนมนุษย์มากขึ้น มันก็เหมือนกันสำหรับอสูรทุกประเภท ในหอทงเทียนมีภารกิจอย่างหนึ่งชื่อว่า โลกพฤกษาซึ่งจะทำให้เจ้าได้รับผลปัญญาเป็นรางวัล นี่เป็นหนึ่งในวิธีเพิ่มสติปัญญาให้อสูร นอกจากนี้ ในหอทงเทียนชั้นที่หนึ่ง ที่วิหาร 12 นักษัตร ทุกๆ ครั้งที่การท้าประลองจบลงด้วยผลงานที่สำเร็จ 100% ผู้ท้าประลองจะได้รับรางวัลอย่างหนึ่งจากรหัสโบราณ ถ้าภารกิจสำเร็จมากกว่า 100% เขาอาจสามารถเพิ่มความฉลาดให้อสูรของเขาก็ได้… แน่นอนว่า ถ้ามีคนที่สามารถท้าประลองในวิหาร 12 นักษัตรและผ่านการประลองได้ทุกวิหาร เขาน่าจะสามารถบ่มเพาะจนได้อสูรศักดิ์ที่มีสติปัญญามาตนหนึ่ง” คำพูดของแม่เฒ่าอู่เถิงทำให้เย่ว์หยางตระหนักได้ทันทีว่า การท้าประลองที่ยากเย็นแสนเข็ญเหล่านั้นจะช่วยให้คนได้บ่มเพาะอสูรศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีความเสี่ยงมากผิดปกติ

“ตราบใดที่มีคนประลองสำเร็จแล้วและได้รับรางวัลตอบแทนความสามารถระดับสูงไปแล้วครั้งหนึ่ง จากนั้นพวกเขาจะไม่สามารถกลับไปท้าประลองซ้ำได้อีก พวกเขาทำได้แค่ไปยังวิหารต่อไป ถ้าสำเร็จภารกิจทั้ง 12 วิหารหมดแล้ว พวกเขาสามารถไปต่อยังชั้นสองของหอทงเทียนและทำภารกิจในหอฟ้า, ดิน,และมนุษย์ให้สำเร็จ ทั้ง 3 หอนี้ก็มีรางวัลเช่นกัน ชั้นที่สูงขึ้นไป ก็ยังคงมีภารกิจต่อเนื่องอย่างภารกิจโลกพฤกษา และภารกิจยากๆ อื่นอีก คนรุ่นก่อนได้ฝากคำเตือนใจเหล่านี้ไว้ก่อน”ยิ่งความเสี่ยงสูง สิ่งตอบแทนก็ยิ่งสูง“ถ้าเจ้าต้องการบ่มเพาะอสูรศักดิ์สิทธิ์ เจ้าจำเป็นต้องไปท้าแข่งท้าประลองนับครั้งไม่ถ้วน และประสบการณ์การต่อสู้ก็จะเพิ่มมาก จากนั้นอสูรของพวกเจ้าก็จะยกระดับให้สูงขึ้น การบ่มเพาะนี้ขึ้นอยู่กับการฝึกตนเองของแต่ละคน พวกเจ้าสามารถทำภารกิจได้มากแค่ไหน พวกเจ้าสามารถทนต่อความยากลำบากได้มากแค่ไหน พวกเจ้าสามารถเผชิญหน้าต่อสู้ได้มากแค่ไหนและพวกเจ้าสามารถบ่มเพาะอสูรของพวกเจ้าได้มากแค่ไหน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง ไม่มีใครช่วยเจ้ากับอสูรเหล่านั้นได้ ไม่มีทางลัดในการบ่มเพาะหรอกนะ….นักเรียน คนอายุเยาว์วัยระดับพวกเจ้า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้และพัฒนาตัวพวกเจ้าเอง ดังนั้น เจ้าต้องเห็นคุณค่าของความเยาว์วัยของพวกเจ้าและโอกาสของพวกเจ้า!” คำพูดของแม่เฒ่าอู่เถิงเปิดประตูความรู้บานใหม่ให้เย่ว์หยาง, เย่ว์ปิง, เย่คงและคนอื่นๆ

แม้ว่าพวกเขายังไม่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตนั้น แต่พวกเขาก็ยังได้ความรู้ ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่ามีขอบเขตอื่นที่สูงกว่าดำรงอยู่ เป็นโลกที่น่าอัศจรรย์อีกโลกหนึ่งไกลเกินกว่าที่พวกเขาจะคิดได้

ทวีปมังกรทะยานเป็นแค่จุดเริ่มต้น

สถานที่แท้จริงสำหรับนักสู้ก็คือหอทงเทียนระดับที่สูงๆ ซึ่งเป็นโลกที่เป็นของผู้แข็งแกร่งที่สุดที่แท้จริง

สำหรับ 3 วันต่อมา เย่ว์หยางและคนอื่นๆ ทุกคนมาฟังบรรยายของแม่เฒ่าอู่เถิงตั้งแต่เช้า ความรู้ของนางลึกซึ้งเหมือนมหาสมุทร ช่วยเสริมความรู้พื้นฐานที่อ่อนด้อยของเย่ว์หยางและคลายความสงสัยทุกอย่างในปัญหาที่เย่ว์หยางหาคำตอบไม่ได้ เย่ว์หยางรู้สึกเหมือนว่าเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และทำให้เขาก้าวหน้าในแต่ละวัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมตนเองหรือสัตว์อสูรของเขา หรือการสู้กับจุดอ่อนของอสูรของคู่ต่อสู้ เย่ว์หยางมีความก้าวหน้าที่โดดเด่น

ตอนนี้ เย่ว์หยางก็รู้ตัวเองได้ในที่สุดว่าเขายังคงอยู่แค่ในจุดเริ่มต้นของเส้นทางเป็นนักสู้ผู้แข็งแกร่ง

พร้อมกับความรู้เช่นนี้ เขาจึงกลายเป็นเหมือนเสือติดปีก สามารถทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าได้

การพัฒนาต่อไปของเขา ควรจะเป็นเร็วๆ นี้

ความจริง คำพูดของแม่เฒ่าอู่เถิงไม่ได้ช่วยเย่คงและพี่น้องตระกูลหลี่มากนัก เพราะความสามารถของพวกเขายังห่างกันไกลมาก ระดับอสูรของพวกเขาก็ยังห่างจากการได้เป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ราวฟ้ากับดิน พวกเขาเป็นเหมือนเด็กนักเรียนชั้นประถมที่เข้าไปนั่งฟังบรรยายในมหาวิทยาลัย แม้ว่าพวกเขาจะได้รับความรู้มาบางส่วน แต่ในความเป็นจริง พวกเขาเข้าใจได้ไม่มากนัก แต่เย่ว์หยางกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความสามารถของเขาแทบจะไล่ทันเรื่องที่แม่เฒ่าอู่เถิงบรรยายไว้ แทบจะทุกคำพูดที่นางบรรยายช่วยให้เขาก้าวหน้าอย่างมาก หลายๆ อย่างที่เย่ว์หยางสับสนในตอนแรก ก็มีความชัดเจนยิ่งขึ้นเหมือนกับเมฆถูกสายลมพัดปัดเป่าจนเห็นแสงอาทิตย์ที่สดใส

เวลาส่วนใหญ่ของการบรรยาย จะกลายเป็นว่าเย่ว์หยางปุจฉาถาม แม่เฒ่าอู่เถิงวิสัชนาตอบ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การบรรยายของแม่เฒ่าอู่เถิงเหมือนกับสอนให้เย่ว์หยางคนเดียวมากกว่า เนื้อหาคำบรรยายของนางเกือบทั้งหมดเหมือนเป็นหลักสูตรจัดมาสอนเย่ว์หยางโดยเฉพาะ สำหรับเย่คงและคนอื่นๆ พวกเขาแค่จำเอาไว้ในใจ แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ ต่อเมื่อความสามารถของพวกเขาเพิ่มขึ้นจึงมีความเข้าใจดีขึ้น

“สำหรับวันนี้ จะหยุดบทเรียนไว้เพียงเท่านี้ เพื่อจะได้นำความรู้ที่เราพูดคุยกันในชั้นเรียนไปสู่ภาคปฏิบัติ ข้าตัดสินใจจัดเตรียมการบ้านให้พวกเจ้า จงไปที่หุบเหวสิ้นหวังและนำหญ้าฟ้าประกายดาวกลับมาให้ได้ ถ้าพวกเจ้าทำได้สำเร็จ ข้าจะมอบอสูรให้พวกเจ้า 1 ตัวพร้อมกับโชคอย่างหนึ่งจากทักษะธรรมชาติมีโชคของข้า” ความจริง ภารกิจของแม่เฒ่าอู่เถิงมุ่งจัดเตรียมให้เย่ว์หยาง เย่คงและคนอื่นๆ รวมทั้งเย่ว์ปิง คงไม่มีความสามารถไปหุบเหวสิ้นหวังเพื่อเก็บหญ้าฟ้าประกายดาวได้ มีแต่เย่ว์หยางเท่านั้นที่มีความสามารถชนิดนั้น

“ได้เลย” แน่นอนว่า เย่ว์หยางเข้าใจความตั้งใจของแม่เฒ่าอู่เถิงอย่างถ่องแท้ นางต้องการช่วยให้เขาก้าวหน้า

“ข้าจะให้เวลาเจ้า 1 เดือน อีก 1 เดือนเราค่อยมาพบกันที่นี่” แม่เฒ่าอู่เถิงค้อมหัวให้เย่ว์หยางเล็กน้อย ขณะค่อยๆ จากไป

เดือนหนึ่งเหรอ? เป็นไปได้ไหมว่า แม่เฒ่าอู่เถิงรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนเพื่อเก็บหญ้าฟ้าประกายดาวในเหวสิ้นหวังหรือ? หุบเหวสิ้นหวังเป็นที่แบบไหนกันแน่?

แม้แต่เย่ว์หยางผู้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว ก็ยังตกใจกับเรื่องนี้

********************

จบบทที่ ตอนที่ 143 – ตอนที่ 139 ภารกิจ เก็บหญ้าฟ้าประกายดาว

คัดลอกลิงก์แล้ว