- หน้าแรก
- ราชันย์อารยธรรมเหนือสรรพสิ่ง
- บทที่ 436 : การเตรียมการที่แนวหลัง | บทที่ 437 : กองบัญชาการยุทโธปกรณ์และอาวุธ
บทที่ 436 : การเตรียมการที่แนวหลัง | บทที่ 437 : กองบัญชาการยุทโธปกรณ์และอาวุธ
บทที่ 436 : การเตรียมการที่แนวหลัง | บทที่ 437 : กองบัญชาการยุทโธปกรณ์และอาวุธ
บทที่ 436 : การเตรียมการที่แนวหลัง
ในเวลาเดียวกัน ที่หมู่บ้านจันทราทมิฬ เพื่อความสะดวกในการจัดสรรกำลังพลจากทุกฝ่าย โจวซวี่จึงได้กลับมาประจำการที่หมู่บ้านจันทราทมิฬซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักเพื่อบัญชาการชั่วคราว
และที่หมู่บ้านจันทราทมิฬก็ได้สร้างท้องพระโรงขึ้นเช่นกัน โดยมีขนาดใหญ่กว่าที่หมู่บ้านทุ่งหญ้าเสียอีก
เอนกายนั่งอยู่บนบัลลังก์ ในขณะนี้กำลังมีการประชุมราชสำนักยามเช้าอยู่
"จ้าวเกิง เสบียงอาหารสำหรับแนวหน้าที่ต้องจัดส่งไปยังหมู่บ้านทุ่งหญ้า เตรียมพร้อมแล้วหรือไม่?"
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถาม จ้าวเกิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรก็ก้าวออกมาทันที
"ทูลฝ่าบาท เตรียมพร้อมทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ รอเพียงหน่วยขนส่งบรรทุกของเสร็จสิ้น ก็สามารถออกเดินทางได้ทันที"
เมื่อได้คำตอบที่ต้องการ โจวซวี่ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นจึงหันไปมองหวังต้าฉุย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการตีเหล็ก
"แล้วด้านอาวุธเล่า?"
"ทูลฝ่าบาท ทวนเหล็กหนึ่งร้อยเล่มและดาบศึกห้าสิบเล่มที่เพิ่งตีเสร็จใหม่ล่าสุด ก็กำลังรอการบรรทุกขึ้นรถอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ ในขณะเดียวกัน ตามพระประสงค์ของฝ่าบาท ต่อจากนี้ไปกระทรวงการตีเหล็กของเราจะหยุดการผลิตทวนเหล็กชั่วคราว และจะเริ่มมุ่งเน้นไปที่การตีชุดดาบและโล่แทน"
"ดีมาก สภาพแวดล้อมที่พวกมนุษย์กิ้งกู่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ อาวุธด้ามยาวจึงยากที่จะแสดงประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ ต่อจากนี้ไปในสภาพแวดล้อมการต่อสู้ที่ซับซ้อน ชุดดาบและโล่ซึ่งสามารถแสดงประสิทธิภาพได้ดีกว่าจะกลายเป็นสิ่งสำคัญ งานส่วนนี้จะต้องทำอย่างจริงจัง ห้ามเกิดข้อผิดพลาดเด็ดขาด!"
หลังจากการประชุมราชสำนักสิ้นสุดลง โจวซวี่ก็ยังไม่ได้พักผ่อน เขาเตรียมตัวที่จะเดินทางไปยังหมู่บ้านภูเขาเหล็ก
เนื่องจากอาณาเขตของพวกมนุษย์กิ้งก่าส่วนใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยพื้นที่ป่าฝน ดังนั้นทหารภูเขาที่สามารถรบในสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันได้ จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักในการฝึกฝนของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้ โจวซวี่จึงตั้งใจจะเดินทางไปยังค่ายทหารที่นั่น เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การฝึกของทหารใหม่ด้วยตนเอง
ในขณะเดียวกัน ณ ที่แห่งหนึ่งในอีกโลก...
"บ้าจริง สองวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น? พวกมนุษย์กิ้งก่าเพิ่มกำลังลาดตระเวนในบริเวณนี้อย่างกะทันหัน หรือว่าพวกมันตรวจพบการมีอยู่ของพวกเราแล้ว?"
โจเซฟที่ออกมาล่าสัตว์ซ่อนตัวอยู่ในพงป่าฝน แอบสังเกตหน่วยลาดตระเวนของมนุษย์กิ้งก่าที่ผ่านไปด้านนอก ไม่กล้าเคลื่อนไหวอย่างผลีผลาม กลัวว่าจะเปิดเผยตำแหน่งของพวกเขา แล้วจะดึงดูดกองกำลังขนาดใหญ่ของมนุษย์กิ้งก่ามาล้อมปราบ
หลังจากที่หน่วยลาดตระเวนของมนุษย์กิ้งก่าจากไปแล้ว พวกเขาจึงรีบออกจากบริเวณนั้น กลับไปยังค่ายชั่วคราวของเผ่าเซนทอร์ในปัจจุบัน และรายงานสถานการณ์นี้ให้แก่ดิแอค
ดิแอคที่ฟังรายงานจบขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้น ราวกับตระหนักถึงบางสิ่งได้ สีหน้าของเขาก็เผยความประหลาดใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
"พวกมนุษย์กิ้งก่าที่ไม่เคยลาดตระเวนอย่างถี่ถ้วนในบริเวณนี้มาก่อน กลับเพิ่มกำลังลาดตระเวนขึ้นมาอย่างกะทันหัน หรือว่ากองทัพของต้าโจวบุกมาแล้ว? พวกมนุษย์กิ้งก่าเพื่อป้องกันไม่ให้เราทั้งสองฝ่ายติดต่อกัน จึงถูกบีบให้เพิ่มกำลังลาดตระเวนในบริเวณนี้ เพื่อไม่ให้พวกเราเข้าใกล้ได้ง่ายๆ งั้นหรือ?"
"จริงหรือ? จริงหรือ?!"
เสียงพึมพำของดิแอคถูกขัดจังหวะด้วยเสียงที่ตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดของโจเซฟ
"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราก็ควรรีบเรียกชาวเผ่าทั้งหมดไปรวมตัวกันใช่หรือไม่?! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!"
ขณะที่พูด โจเซฟกำลังจะหันหลังวิ่งไปบอกข่าวดีนี้แก่ชาวเผ่าทุกคน แต่ก็ถูกดิแอคคว้าตัวไว้
"เจ้าหนู ใจเย็นๆ ก่อน!"
โจเซฟที่ถูกดิแอคคว้าตัวไว้ทำหน้าฉงน ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงจับเขาไว้
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายซักถาม ดิแอคก็ชิงตอบก่อน
"ตอนที่อ๋องแห่งต้าโจวเรียกข้าไปหารือแผนการ พระองค์ได้เตรียมการสำหรับสถานการณ์นี้ไว้แล้ว หากกองทัพของต้าโจวมาถึงแล้วจริงๆ พวกเราก็ควรจะไปทำในสิ่งที่ควรทำได้แล้ว"
พูดถึงตรงนี้ สายตาของดิแอคก็จับจ้องไปที่โจเซฟ
"ส่วนเจ้าหนูอย่างเจ้า หุบปากเงียบๆ ไปซะ"
"..."
ทางด้านนี้ เหล่าเซนทอร์ที่นำโดยดิแอค ซึ่งรอดชีวิตจากการล้อมปราบของพวกมนุษย์กิ้งก่าในครั้งก่อน ก็ได้เริ่มปฏิบัติการครั้งใหม่
ส่วนทางด้านต้าโจว โจวซวี่ก็ได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านภูเขาเหล็กอย่างราบรื่นแล้ว
ในตอนนี้ เขาได้ตรวจดูสถานการณ์การฝึกของทหารใหม่ และสถานการณ์การทำงานของเหมืองภูเขาเหล็กซึ่งเป็นแหล่งผลิตทรัพยากรที่สำคัญเสร็จสิ้นแล้ว
ในด้านการฝึก โจวซวี่เองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ อย่างมากก็แค่เข้าใจแนวคิดพื้นฐานบางอย่าง
สือเหล่ยที่สั่งสมประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง ได้นำแนวคิดการฝึกนั้นมาเป็นพื้นฐาน แล้วเพิ่มความเข้าใจในการรบบนภูเขาของตนเองเข้าไปเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น
ในมุมมองของโจวซวี่ ความสามารถของสือเหล่ยในตอนนี้ด้านการฝึกทหารภูเขานั้นน่าเชื่อถือกว่าเขามากแล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องให้คนนอกอย่างเขาไปชี้แนะคนในวงการอีกต่อไป
และเมื่อพูดถึงคนนอกชี้แนะคนใน...
"แล้วเจ้าหนูหวังเผิงเฟยล่ะ?"
โจวซวี่เอ่ยถามหัวหน้าหน่วยคนหนึ่งที่เดินตามอยู่ข้างๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวหน้าหน่วยก็กวาดตามองไปรอบๆ หมู่บ้าน พอเห็นกลุ่มคนมุงกันอยู่ไกลๆ หัวหน้าหน่วยก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจว่า...
"ต้องอยู่ที่นั่นแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ฟังน้ำเสียงของหัวหน้าหน่วย โจวซวี่ก็เริ่มสนใจสถานะล่าสุดของหวังเผิงเฟยที่นี่ขึ้นมาบ้าง หลังจากส่งสัญญาณให้คนรอบข้างอย่าส่งเสียงดัง เขาก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้
เมื่อเข้าไปใกล้ เสียงของเจ้าหนูหวังเผิงเฟยก็ดังออกมาในไม่ช้า
"เรื่องของเจ้าน่ะง่ายนิดเดียว แค่..."
หวังเผิงเฟยอ้าปาก ก็เริ่มพล่ามไม่หยุด วาทศิลป์เป็นชุดๆ ของเขา ทำให้ชาวบ้านหลายคนฟังแล้วถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
ระหว่างนั้น โจวซวี่ก็มองลอดช่องว่างระหว่างฝูงชนเพื่อสำรวจอีกฝ่าย
หลังจากผ่านการเปลี่ยนแปลงที่หมู่บ้านภูเขาเหล็กมาเกือบครึ่งปี เจ้าหนูหวังเผิงเฟยก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างแท้จริง เรียกได้ว่าถ้าไม่บอกก็จำแทบไม่ได้
แน่นอน ไม่ใช่ว่าพอผอมลงแล้วจะกลายเป็นหนุ่มหล่อ ไม่ได้ไร้สาระขนาดนั้น เจ้าหนูหวังเผิงเฟยก็แค่มีใบหน้าที่ธรรมดาชนิดที่ว่าโยนเข้าไปในฝูงชนก็หาไม่เจอ
แต่ความรู้สึกที่ได้รับจากอุปนิสัยและจิตวิญญาณโดยรวมกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นคนค่อนข้างหม่นหมอง การเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพนั้นเห็นได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษ
แต่สันดอนขุดง่าย สันดานขุดยาก นิสัยเสียๆ ที่ชอบชี้นิ้วสั่งการไปทั่วนั้นกลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย อันที่จริง ถ้าจะให้พูด หลังจากที่คุ้นเคยกับที่นี่แล้ว กลับยิ่งทำให้เขาได้แสดงฝีมือมากขึ้นไปอีก
ดูเขาสิ ตอนนี้กำลังโม้ได้เลิศหรูอลังการ ราวกับว่าตัวเองรู้ทุกเรื่อง ไม่มีอะไรที่ไม่รู้
แน่นอนว่าเขาเพิ่งจะโม้ไปได้ครึ่งทาง เหล่าชาวบ้านที่มุงดูก็เริ่มขัดคอเขาแล้ว
วิธีที่เจ้าพูดน่ะมันใช้ไม่ได้ผลเลยสักนิด ข้ากลับไปลองทำตั้งหลายครั้งแล้ว แต่มันไม่สำเร็จเลยสักครั้ง
นั่นต้องเป็นเพราะเจ้าทำผิดขั้นตอนแน่ๆ!
หวังเผิงเฟยสวนกลับไปในทันทีราวกับเป็นสัญชาตญาณ สิ่งที่โดดเด่นคือความคิดที่ว่า ‘ข้าไม่ผิดแน่นอน ถ้าผิดก็เป็นปัญหาของเจ้า’ ทั้งๆ ที่ความสามารถในการปฏิบัติจริงของเขาน่าสมเพช แต่กลับมีความมั่นใจอย่างน่าประหลาด
ทว่าในหมู่บ้านนี้ เห็นได้ชัดว่ามีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่ตกหลุมพรางความรู้เชิงทฤษฎีที่ทำได้แค่บนกระดาษของเขา ทั้งยังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอก
พอได้แล้วน่า ไหนเจ้าลองบอกมาสิว่ามีใครเคยทำวิธีพวกนั้นสำเร็จบ้าง?
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็พากันขานรับ เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครทำสำเร็จเลยสักคน
หวังเผิงเฟยรู้สึกอับอายกับสถานการณ์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ยังคงฝืนทนพร้อมกับอ้างชื่อใหญ่โตขึ้นมา
ท่านราชาของเราทำสำเร็จ! รู้จักปูนซีเมนต์นั่นไหม? ข้าเป็นคนสอนท่านเอง!
ทว่าเหล่าชาวบ้านไม่หลงเชื่อคำพูดของเขาสักนิด เพราะคำพูดทำนองนี้พวกเขาได้ยินมาหลายครั้งแล้ว
โม้ไปเถอะ ที่ปูนซีเมนต์นั่นสร้างขึ้นมาได้ เป็นเพราะท่านราชาของเรามีความสามารถต่างหาก ต่อให้เจ้าเคยพูดถึงมันอยู่บ้าง ก็คงเป็นแค่การพูดจาเหลวไหลไปเรื่อย ไม่ไปสร้างความวุ่นวายให้ท่านราชาก็ดีแค่ไหนแล้ว ไม่อย่างนั้นเจ้าลองทำตามวิธีที่เจ้าพูดมาให้ข้าดูหน่อยสิ?
คำพูดของชาวบ้านนั้นราวกับเป็นการแทงใจดำของหวังเผิงเฟย เด็กหนุ่มคนนั้นถึงกับไปไม่เป็นในทันที
เมื่อเห็นท่าทางลำบากใจของหวังเผิงเฟย ในกลุ่มชาวบ้านที่มุงดูก็พลันเกิดบรรยากาศแห่งความสนุกสนานครื้นเครงขึ้นมา
-------------------------------------------------------
บทที่ 437 : กองบัญชาการยุทโธปกรณ์และอาวุธ
หวังเผิงเฟยอยู่ที่นี่มานานพอสมควรแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ชาวบ้านจะไม่รู้ถึงนิสัยของเขา
ในตอนนี้ โจวซวี่เองก็มองออกแล้วว่า ภายใต้เงื่อนไขที่รู้ดีว่าหวังเผิงเฟยเชื่อถือไม่ได้ แต่ชาวบ้านก็ยังชอบมารวมตัวกันที่นี่เพื่อฟังเขาวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมือง จริงๆ แล้วก็แค่ต้องการหาความบันเทิงเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคสมัยนี้ แทบไม่มีกิจกรรมความบันเทิงใดๆ การจะหาเรื่องสนุกๆ ทำนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มองออกว่า อันที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเขาเลย
กระทั่งหากจะพูดให้ถูก หวังเผิงเฟยเองก็ดูเหมือนจะสนุกไปกับมันด้วยซ้ำ
โจวซวี่ไม่ได้เข้าไปรบกวนพวกเขา เขาหันหลังกลับมาที่ห้องทำงาน หลังจากจัดการงานในมือเสร็จสิ้นแล้ว จึงสั่งให้คนไปเรียกตัวหวังเผิงเฟยมา
ไม่ได้เจอกันนาน เมื่อหวังเผิงเฟยได้พบกับเขา ก็ยังคงมีท่าทีประหม่าและอึดอัดเช่นเคย ไม่เหลือเค้าความคล่องแคล่วอย่างตอนที่ถูกชาวบ้านห้อมล้อมและใช้ชื่อของเขาแอบอ้างเพื่อโอ้อวดเลยแม้แต่น้อย
สำหรับเรื่องนี้โจวซวี่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร แม้ว่าเขากับหวังเผิงเฟยจะเป็นผู้ข้ามมิติเหมือนกัน แต่ทั้งสองก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนัก
เมื่อเทียบกันแล้ว กับชาวบ้านหมู่บ้านเขาเหล็ก พวกเขาทำงานด้วยกันทุกวัน การที่หวังเผิงเฟยจะรู้สึกสบายใจกว่าเมื่ออยู่กับพวกเขาจึงเป็นเรื่องธรรมดา
สามัญชนหวังเผิงเฟย คารวะท่านอ๋อง!
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ มุมปากของโจวซวี่ก็กระตุกเล็กน้อย เขาพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้สุดความสามารถ
ให้ตายเถอะ ถึงกับเรียกตัวเองว่าสามัญชนเลยเหรอ
น้ำเสียงของหวังเผิงเฟยยังคงเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยความประหม่าอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างน้อยก็ไม่ติดอ่างเหมือนครั้งที่แล้ว
ไม่ต้องประหม่า ข้าแค่มาจัดการธุระบางอย่าง แล้วก็แวะมาดูเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ขอบพระทัย ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงห่วงใย สามัญชนซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก!
คำพูดนี้ช่างสละสลวยเป็นชุดๆ คนพื้นเมืองที่นี่ไม่มีทักษะการเล่นสำบัดสำนวนเช่นนี้ ถือเป็นข้อได้เปรียบของผู้ข้ามมิติเช่นกัน
จากนั้น โจวซวี่ก็ถามไถ่เรื่องราวของหวังเผิงเฟยไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะจบบทสนทนา โจวซวี่ที่นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ก็เอ่ยถามขึ้นว่า…
อ้อ ใช่ เรื่องที่เกี่ยวกับชุดเกราะ เจ้ารู้อะไรบ้าง?
ชุดเกราะ ถ้าหมายถึงเครื่องป้องกันในยุคอาวุธเย็นล่ะก็ ก็มีเกราะเกล็ดกับเกราะโซ่ไงครับ เกราะเกล็ดก็คือการทำแผ่นเกราะให้มีรูปร่างคล้ายเกล็ดปลาแล้วร้อยเข้าด้วยกัน ส่วนเกราะโซ่ พูดง่ายๆ ก็คือการนำห่วงโลหะมาคล้องต่อกันไปเรื่อยๆ…
ขณะที่พูด หวังเผิงเฟยก็แสดงท่าทีเหมือนกับว่าตนเองรู้ทุกเรื่องอย่างรวดเร็ว พออ้าปากก็พูดจาฉะฉานเป็นหลักการ
แต่เมื่อฟังจากมุมมองของโจวซวี่แล้ว เขาสัมผัสได้ว่าคำพูดเหล่านี้ของหวังเผิงเฟยนั้นช่างโอ้อวดและว่างเปล่า ฟังดูเหมือนจะเข้าทีและมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่กลับไม่ได้พูดถึงเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมเลย
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่การร้อยแผ่นเกราะให้เป็นเสื้อ หรือการคล้องห่วงโลหะทีละอันจนกลายเป็นเสื้อสักตัว มันจะทำได้ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ? เขาอาศัยแค่ปากพูดไปเรื่อยจริงๆ
แน่นอนว่าสำหรับสถานการณ์ของหวังเผิงเฟย โจวซวี่รู้มานานแล้ว ตอนนี้จึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร
เมื่อเทียบกันแล้ว สิ่งที่เขาอยากรู้มากกว่าคือ…
อะไรนะ? หรือว่าเมื่อก่อนเจ้าเคยไปโต้เถียงในบอร์ดเกี่ยวกับชุดเกราะหรืออาวุธเย็นพวกนั้นด้วย?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเผิงเฟยก็หัวเราะแห้งๆ อย่างอับอาย
สองบอร์ดนั้นก็เคยเข้าไปดูครับ จริงๆ แล้วบอร์ดประวัติศาสตร์กับบอร์ดการทหารก็คุยเรื่องนี้กันบ่อย
…
สมรภูมิรบของเขากว้างขวางไม่เบาเลยทีเดียว
หลังจากนั้น โจวซวี่ก็ยังคงถกเถียงกับหวังเผิงเฟยในหัวข้อเรื่องชุดเกราะต่อไปอีกพักหนึ่ง
เขาไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะให้ความคิดเห็นที่เป็นมืออาชีพได้ ที่จริงแล้วเขาเพียงต้องการยืมแนวคิดที่หลากหลายของหวังเผิงเฟยซึ่งเป็นคนยุคใหม่เท่านั้น
อย่างไรเสีย นี่ก็คือคนที่เคยโต้เถียงมาแล้วในบอร์ดนับไม่ถ้วน ความรู้ของเขาอาจไม่เป็นมืออาชีพ หรืออาจไม่ถูกต้องด้วยซ้ำ แต่เรื่องจิปาถะต่างๆ เขากลับรู้ไม่น้อยเลยทีเดียว และในระหว่างที่ถกเถียงกัน บางครั้งก็สามารถจุดประกายความคิดบางอย่างให้โจวซวี่ได้เช่นกัน
เพียงแต่เจ้าหนุ่มคนนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเริ่มเหลิงไประหว่างที่ถกเถียงกัน หรือเป็นเพราะสัญชาตญาณนักเถียงที่หลับใหลมานานของเขาถูกปลุกขึ้นมากันแน่ คำพูดขวางโลกที่หลุดออกมาเป็นครั้งคราว ทำให้โจวซวี่แทบจะทนไม่ไหวอยู่หลายครั้ง จนอยากจะสั่งให้คนลากเจ้าหมอนี่ออกไปโบยสักที
หลังจากจบการสนทนากับหวังเผิงเฟย เมื่ออีกฝ่ายถอยออกไปแล้ว โจวซวี่ก็หยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมา เริ่มบันทึกเกี่ยวกับการผลิตชุดเกราะ เขาจดความคิดทั้งหมดที่รวบรวมไว้ลงไป
ไม่ต้องพูดให้มากความ ขั้นต่อไปเขาก็วางแผนที่จะเริ่มผลิตเกราะเหล็กแล้ว
เดิมทีตามการคาดการณ์ของเขา หลังจากเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ พวกเขาก็จะเปิดศึกกับพวกมนุษย์กิ้งก่า
แต่ด้วยความผิดพลาดบางอย่าง สงครามกลับไม่ได้ปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกลับกลายเป็นว่าทำให้พวกเขามีเวลาในการพัฒนามากขึ้น
ในช่วงเวลานี้ อาวุธที่ทำจากเหล็กได้ถูกแจกจ่ายไปอย่างทั่วถึงแล้ว ในขณะที่เหมืองเหล็กที่เหมืองเขาเหล็กก็ยังคงดำเนินการขุดต่อไป
นี่แสดงให้เห็นว่าปริมาณสำรอง 'เหล็ก' ภายในต้าโจวของพวกเขาได้เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
แต่การเก็บของสิ่งนี้ไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ก็ไม่มีความหมายใดๆ ดังนั้นโจวซวี่จึงนำแผนการหล่อ 'เกราะเหล็ก' ที่อยู่ในกำหนดการของเขามานานแล้ว เลื่อนขึ้นมาทำก่อนกำหนด
หลังจากกลับมาถึงหมู่บ้านจันทราทมิฬ ขณะที่มองแบบแปลนในมือ โจวซวี่กำลังครุ่นคิดว่าจะมอบหมายงานนี้อย่างไรดี แต่กลับพบว่าไม่ว่าจะมอบหมายให้แผนกยุทโธปกรณ์หรือแผนกตีเหล็ก ก็ดูจะไม่เหมาะสมทั้งคู่
เพราะการหล่อเกราะเหล็กนั้น จำเป็นต้องใช้ทั้งทักษะฝีมืออันยอดเยี่ยมของแผนกยุทโธปกรณ์ และความสามารถในการตีเหล็กของแผนกตีเหล็ก
ปัญหานี้ทำให้เขาตระหนักว่า เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การวางแผนโครงสร้างแผนกในส่วนนี้ของเขาไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปแล้ว
โจวซวี่เป็นคนประเภทที่คิดแล้วลงมือทำทันที เรื่องที่สามารถแก้ไขได้ทันที เขาก็จะไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อเด็ดขาด
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ โจวซวี่จึงออกคำสั่งโดยตรง
เอาอย่างนี้แล้วกัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้รวมแผนกยุทโธปกรณ์และแผนกตีเหล็กเข้าด้วยกันเป็นกองบัญชาการยุทโธปกรณ์และอาวุธ รับผิดชอบการวิจัย พัฒนา และผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหารทั้งหมดโดยเฉพาะ ตำแหน่งผู้บัญชาการให้ข้าดำรงตำแหน่งในนามไปก่อน แต่งตั้งจวงเมิ่งเตี๋ยและหวังต้าฉุยเป็นรองผู้บัญชาการ นอกจากนี้ให้จัดตั้งแผนกยุทโธปกรณ์พลเรือนขึ้นมาต่างหาก เพื่อรับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้องกับยุทโธปกรณ์ของพลเรือน
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของโจวซวี่ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเรียบง่ายและเด็ดขาดอย่างยิ่ง แต่ก็สะดวกสบายจริงๆ
หลังจากคำสั่งถูกถ่ายทอดลงไป จวงเมิ่งเตี๋ยไม่มีความเห็นใดๆ ในขณะที่หวังต้าฉุยถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ เขาไม่คาดคิดเลยว่าตนเองที่เป็นหัวหน้าแผนกอยู่ดีๆ พอพลิกฝ่ามือกลับกลายเป็นรองหัวหน้าไปเสียแล้ว
ทว่าเนื่องจากจวงเมิ่งเตี๋ยก็เป็นรองผู้บัญชาการเช่นกัน ประกอบกับตำแหน่งผู้บัญชาการนั้นท่านอ๋องของพวกเขาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในนาม เขาจึงไม่มีความเห็นใดๆ
การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ ขอเพียงไม่โง่เขลาจนเกินไปก็สามารถมองออกได้ว่า อดีตหัวหน้าแผนกทั้งสองอย่างจวงเมิ่งเตี๋ยและหวังต้าฉุยนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่องานประจำวันของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย กระทั่งการโยกย้ายบุคลากรและสถานที่ทำงานก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
หลังจากแต่งตั้งตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว โจวซวี่ก็สั่งให้คนไปเรียกตัวจวงเมิ่งเตี๋ยและหวังต้าฉุยมาทันที จากนั้นจึงคลี่แบบร่างที่วาดขึ้นเองออก แล้วเริ่มหารือเรื่องชุดเกราะเหล็กที่อยู่ในภาพกับรองหัวหน้าทั้งสอง
ในระหว่างการหารือนี้เอง ทั้งจวงเมิ่งเตี๋ยและหวังต้าฉุยต่างก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่แผนกใดแผนกหนึ่งจะสามารถจัดการให้ลุล่วงไปได้โดยง่ายเลยจริงๆ