- หน้าแรก
- ราชันปืน กลืนยุทธภพเซียน
- บทที่ 144 พลังแห่งท่วงทีและเขตแดน แขกผู้มาเยือนหอหลอมศาสตรา
บทที่ 144 พลังแห่งท่วงทีและเขตแดน แขกผู้มาเยือนหอหลอมศาสตรา
บทที่ 144 พลังแห่งท่วงทีและเขตแดน แขกผู้มาเยือนหอหลอมศาสตรา
บทที่ 144 พลังแห่งท่วงทีและเขตแดน แขกผู้มาเยือนหอหลอมศาสตรา
ฉางฮั่วลูบหัว ยิ้มแหยๆ ตนเองก็รีบร้อนเกินไปจริงๆ
ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ไม่เพียงแต่เขาจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านค่ายกลอักขระและด้านการหลอมศาสตรา
หลังจากที่ได้ย่อยเน่ยตันของสัตว์อสูรธาตุอัคคีจำนวนมาก อัคคีแท้จริงไท่อี่ที่หลอมจากเคล็ดวิชาหลอมอัคคีไท่อี่ ก็ได้ทะลวงขึ้นสู่ขั้นกลางแล้ว
ดังนั้นฉางฮั่วจึงได้เลื่อนระดับบ่มเพาะของตนเองขึ้นสู่ขอบเขตสร้างฐานขั้นหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
ครั้งนี้การทดสอบอาวุธใหม่ประสบความสำเร็จ สำหรับขอบเขตแก่นทองคำนั้นไม่มีปัญหาอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับขอบเขตทารกวิญญาณแล้ว ยังขาดไปอีกนิดหน่อย
เว้นแต่จะเป็นการโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว ในสถานการณ์ที่ปีศาจเฒ่าทารกวิญญาณยังไม่ได้กางเขตแดนออกมา การใช้กระสุนระดับอุปกรณ์วิเศษขั้นสุดยอด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะสังหารปีศาจเฒ่าทารกวิญญาณ!
ตอนที่นักพรตเต๋าชื่อเหยียนวิจารณ์ปืนพกของฉางฮั่ว ย่อมหมายถึงสถานการณ์เช่นนี้
ตามที่นักพรตเต๋าชื่อเหยียนกล่าวไว้ เมื่อระดับบ่มเพาะไปถึงขอบเขตทารกวิญญาณแล้ว มันไม่ใช่การแข่งขันกันด้วยพลังปราณแท้จริงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
ผู้ฝึกตนขอบเขตทารกวิญญาณมีสิ่งที่เรียกว่า "เขตแดน" อยู่แล้ว แม้จะเป็นเพียงรูปแบบแรกเริ่มของเขตแดน แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่พลังธรรมดาๆ จะสามารถทำลายได้
ตามที่นักพรตเต๋าชื่อเหยียนกล่าวไว้ เขตแดนของทารกวิญญาณแต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ตราบใดที่สร้างเขตแดนของตนเองขึ้นมาได้ แม้ว่าพลังของคู่ต่อสู้จะยิ่งใหญ่เพียงใด ตราบใดที่เข้ามาในเขตแดนของตน ก็จะเหมือนกับตกลงไปในบ่อโคลน มีแรงก็ใช้ไม่ออก ทำได้เพียงปล่อยให้ถูกควบคุมตามใจชอบ
และเขตแดนของขอบเขตทารกวิญญาณนั้น ค่อยๆ พัฒนามาจาก "พลังอำนาจ(势)" ของขอบเขตแก่นทองคำ แต่พลังอำนาจยังอ่อนแอเกินไป ดังนั้นการใช้อาวุธที่มีอานุภาพรุนแรงเกินมาตรฐานอย่างปืนกลใหญ่อักขระ จึงยังสามารถฉีกกระชากมันได้
(势 ในบริบทของจีนหมายถึง สิ่งที่ส่งผลกระทบรอบข้าง อาจหมายถุง พลัง อำนาจ กำลัง แนวโน้ม สถานการณ์ ท่าทาง)
เมื่อไปถึงเขตแดนของขอบเขตทารกวิญญาณแล้ว ก็จะยากขึ้นมาก สิ่งที่สามารถรับมือกับเขตแดนได้ ก็มีเพียงเขตแดนเท่านั้น หรือก็คือ สิ่งที่สามารถรับมือกับทารกวิญญาณได้ ย่อมมีเพียงทารกวิญญาณเท่านั้นนั่นเอง
เว้นแต่จะสามารถสร้างอาวุธที่มีพลังมหาศาลจนสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ สามารถฉีกกระชากได้แม้กระทั่งเขตแดนของทารกวิญญาณ
ทำให้มันไปถึงระดับที่ใช้พลังเดียวทำลายหมื่นวิชาได้!
แต่พลังขนาดนี้ เพียงแค่อาศัยปืนอย่างเดียว นับเป็นเรื่องที่ยากจะทำได้
หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ด้วยความสามารถในปัจจุบันของฉางฮั่ว ยังไม่มีทางสร้างของที่เหนือฟ้าขนาดนั้นออกมาได้
ก่อนหน้านี้ที่ฉางฮั่วสามารถสังหารปีศาจโลหิตยมโลกได้นั้น นับว่าโชคดีเกินไปจริงๆ เพราะตอนนั้นเขตแดนของปีศาจโลหิตได้ถูกคนทำลายไปแล้ว
อาการบาดเจ็บของมันหนักกว่าที่ฉางฮั่วจินตนาการไว้มาก ดังนั้นระดับบ่มเพาะจึงตกลงมาอยู่ที่ขอบเขตแก่นทองคำ แม้แต่พลังอำนาจก็ไม่สามารถรวบรวมขึ้นมาได้ จึงถูกฉางฮั่วฉวยโอกาสสังหารไป
ดังนั้นหลังจากได้ฟังนักพรตเต๋าชื่อเหยียนอธิบายถึงวิธีการของขอบเขตทารกวิญญาณแล้ว ฉางฮั่วจึงอดไม่ได้ที่จะอุทานในใจว่าโชคดี!
แน่นอนว่า เนื่องจากเขตแดนของขอบเขตทารกวิญญาณเป็นเพียงรูปแบบแรกเริ่ม จึงไม่สามารถคงอยู่ได้นาน โดยพื้นฐานแล้วจะใช้ก็ต่อเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันเท่านั้น ดังนั้นหากใช้วิธีการลอบสังหาร ก็ยังมีโอกาสที่จะสังหารทารกวิญญาณได้อยู่ดี
ทว่าเงื่อนไขคือ เจ้าต้องสามารถหลบเลี่ยงการรับรู้ของทารกวิญญาณและเข้าใกล้เขาได้ก่อน
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ปืนกลใหญ่ค่ายกลอักขระนับว่าไม่มีปัญหาแล้ว แม้จะเปลืองเงินไปสักหน่อย แต่เมื่อบรรจุกระสุนระดับสุดยอด มันก็ยังสามารถฆ่าผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำขั้นปลายเหมือนตัดหญ้าได้!
หรือก็คือ คนอย่างผู้ดูแลหลิวฝ่ายนอกสามารถฆ่าได้ตามใจชอบ!
เรื่องนี้หากพูดออกไปเกรงว่าจะทำให้คนตกใจตายไปเป็นแถบ
ส่วนขอบเขตทารกวิญญาณนั้น ยอดเขาชางอวิ๋นมีทารกวิญญาณอยู่กี่คนกัน? ใช้นิ้วสิบนิ้วก็นับได้หมด
หากฉางฮั่วสามารถสร้างอาวุธที่สามารถทำลายเขตแดนของทารกวิญญาณได้จริงๆ
เช่นนั้นแล้วที่สาขายอดเขาชางอวิ๋นนี้ เขาก็แทบจะเดินเหินได้อย่างไม่เกรงกลัวใครแล้ว
และเหตุผลที่ฉางฮั่วสร้างปืนกลใหญ่ค่ายกลอักขระขึ้นมา ด้านหนึ่งก็เพื่อทดสอบผลการเรียนรู้ด้านค่ายกลอักขระของตนเอง และยังสามารถเพิ่มไพ่ตายให้ตนเองอีกใบ เสริมสร้างพลังต่อสู้ระดับสูงของตนเอง
อีกด้านหนึ่งอันที่จริงก็คือต้องการให้นักพรตเต๋าชื่อเหยียนใช้สิ่งนี้เป็นต้นแบบ เพื่อไปวิจัยอาวุธที่สามารถคุกคามผู้ฝึกตนระดับทารกวิญญาณได้อย่างแท้จริง!
ถึงตอนนั้น พวกเขาก็สามารถพิจารณาแผนการขั้นต่อไปได้แล้ว
การทดสอบประสบความสำเร็จ ฉางฮั่วและนักพรตเต๋าชื่อเหยียนต่างพากันอารมณ์ดี ฉางฮั่วมอบปืนกลใหญ่ให้นักพรตเต๋าชื่อเหยียนนำกลับไปวิจัย จากนั้นทั้งสองก็ทำความสะอาดเนินเขาที่ถูกระเบิด รวมถึงเก็บเศษซากหัวกระสุนที่ตกหล่นกลับมา
หลังจากทำความสะอาดที่เกิดเหตุแล้ว นักพรตเต๋าชื่อเหยียนจึงได้ถอนค่ายกลป้องกันออก
ทั้งสองคนก็ได้กลับไปยังหอหลอมศาสตราอย่างมีความสุข
ทันทีที่กลับถึงหอหลอมศาสตรา นักพรตเต๋าชื่อเหยียนก็รีบร้อนเข้าไปในห้องหลอมศาสตรา วิจัยปืนกลใหญ่ค่ายกลอักขระตามลำพัง
ฉางฮั่วเห็นนักพรตเต๋าชื่อเหยียนจากไป ตนเองจึงตั้งใจจะกลับห้องไปบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาหลอมอัคคีไท่อี่ เพราะนี่เกี่ยวข้องกับการหลอมสร้างจิตวิญญาณของอุปกรณ์
แต่เพิ่งจะเดินไปได้สองก้าว ก็เห็นหลูโสวงเดินออกมาจากโถงจัดแสดงอุปกรณ์
จากนั้นก็พูดกับฉางฮั่วด้วยสีหน้าแปลกๆ "ศิษย์น้องเล็ก มีคนมาหาเจ้า"
ฉางฮั่วประหลาดใจ "หาข้ารึ? ใครกัน?"
ทันใดนั้น ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
รีบคว้ามือของหลูโสวงไว้ ถามอย่างร้อนรน "คนอยู่ที่ไหน? รีบพาข้าไปเร็วเข้า"
คนที่ฉางฮั่วรู้จักในสำนักกระบี่เสวียนเทียนก็มีเพียงศิษย์พี่น้องไม่กี่คนในหอหลอมศาสตรานี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนอื่นมาหาเขา เว้นแต่ว่า...ซือเฟยชิงจะรู้เรื่องหน้าไม้อักขระแล้วตามมาหา!
หลูโสวงยิ้มอย่างมีเลศนัยต่ำๆ "คนที่มาหาเจ้าเป็นสาวงามคนหนึ่ง ศิษย์น้องเล็ก ดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้าแอบไปมีชู้รักข้างนอกเงียบๆ"
ตอนนี้ฉางฮั่วจะมีอารมณ์มาต่อปากต่อคำกับเขาได้อย่างไร เขาทำหน้าเคร่งขรึมจ้องมองหลูโสวง "อย่าพูดมาก! รีบพาข้าไป"
หลูโสวงไม่รู้ว่าทำไม พอถูกฉางฮั่วศิษย์น้องเล็กคนนี้จ้องมอง ในใจก็พลันฝ่อไปสามส่วน ไม่กล้าล้อเล่นกับฉางฮั่วอีกต่อไป หัวเราะแห้งๆ สองที แล้วก็พาฉางฮั่วเดินไปยังโถงจัดแสดงอุปกรณ์อย่างเชื่อฟัง
สำหรับฉางฮั่วศิษย์น้องเล็กคนนี้ ทุกคนในหอหลอมศาสตราต่างก็เชื่อมั่นเป็นอย่างมาก ดังนั้นขอเพียงฉางฮั่วเปลี่ยนสีหน้า หลูโสวงก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามต่อหน้าเขา
โถงจัดแสดงอุปกรณ์เป็นสถานที่ที่หอหลอมศาสตราใช้สำหรับจัดแสดงอาวุธและอุปกรณ์ให้แก่แขก อาจกล่าวได้ว่าเป็นห้องจัดแสดง ภายในจัดวางอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ ไว้อย่างเป็นหมวดหมู่
แต่เนื่องจากการแย่งซื้อในช่วงเวลานี้ ตอนนี้ในโถงจัดแสดงอุปกรณ์นอกจากตัวอย่างที่ใช้จัดแสดงบางส่วนแล้ว สินค้าคงคลังก็น้อยลงไปมาก
ทั้งสองคนรีบร้อนมาถึงโถงจัดแสดงอุปกรณ์ เห็นว่ากลางโถง ฟ่านเหว่ยกำลังแนะนำอุปกรณ์กำไลข้อมือชิ้นหนึ่งให้แก่บุรุษสตรีคู่หนึ่ง
ฉางฮั่วเห็นคนทั้งสอง ถึงกับตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กลับมาเป็นปกติ
"ทำไมถึงเป็นเจ้า?"
เพราะคนที่ฉางฮั่วเห็นไม่ใช่ซือเฟยชิง คนที่มากลับเป็นเหยียนโหยว และยังมีโหวจี๋ที่เคยเจอที่บ้านตระกูลเหยียนอีกด้วย
"ทำไมจะเป็นข้าไม่ได้?" เหยียนโหยวตอบอย่างเฉยเมย
เพียงแค่ไม่ถึงสองเดือน เหยียนโหยวกลับกลายเป็นมือกระบี่ขอบเขตสร้างฐานขั้นหนึ่งแล้ว
ในตอนนี้ นางดูมั่นใจและสูงศักดิ์ ไม่ใช่หญิงสาวที่อ่อนแอเมื่อเดือนกว่าก่อนอีกต่อไป
จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ทรัพยากรที่ศิษย์สายในของยอดเขาชางอวิ๋นได้รับนั้นมากมายเพียงใด ถึงกับสามารถยกระดับคนธรรมดาคนหนึ่งให้ไปถึงระดับขอบเขตสร้างฐานได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้
ไม่น่าแปลกใจที่อย่างน้อยต้องได้คะแนนประเมินระดับ 'เจี่ย' ถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมสายในได้ ศิษย์ใหม่ที่ไม่มีพรสวรรค์ระดับ 'เจี่ย' ย่อมไม่คู่ควรที่จะได้รับทรัพยากรที่มากมายมหาศาลจากสำนักเพื่อบ่มเพาะ
และหากพรสวรรค์ไม่พอ แม้จะมีทรัพยากรมากมาย ก็ไม่สามารถย่อยสลายได้ในเวลาอันสั้น
ในตอนนี้เหยียนโหยวจ้องมองฉางฮั่วอย่างเฉยเมย มีความหมายที่จะแสดงพลังอยู่บ้าง
แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า ในดวงตาที่เปี่ยมเสน่ห์โดยธรรมชาติของนาง กลับมีประกายแห่งความคาดหวังซ่อนอยู่
ฉางฮั่วส่ายหน้าอย่างจนปัญญา "เจ้ามาหาข้ามีธุระอันใดรึ?"
เหยียนโหยวไม่ตอบ แต่กลับมองไปยังฟ่านเหว่ยและหลูโสวงที่อยู่ข้างๆ
ฉางฮั่วเข้าใจ จึงพูดกับฟ่านเหว่ยทั้งสองคน "ศิษย์พี่ รบกวนพวกท่านออกไปข้างนอกสักครู่ ข้ามีเรื่องจะพูดกับคุณหนูเหยียนโหยวผู้นี้"
ฟ่านเหว่ยทั้งสองคนมองหน้ากัน แล้วพยักหน้าเดินออกไป ตอนที่เดินผ่านหน้าฉางฮั่ว ก็ไม่ลืมที่จะขยิบตาแล้วยกนิ้วโป้งให้ฉางฮั่วอย่างลับๆ