- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับไปรวย ด้วยระบบลับฉบับคนธรรมดา
- บทที่ 150 โทรเลข
บทที่ 150 โทรเลข
บทที่ 150 โทรเลข
บ้านซื่อเหอย่วนหลังเล็กของหานเจิงได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดแล้ว ตอนที่ฟางคุนและหนิงเหยาไปถึง เพียงแค่ยืนอยู่ที่ปากซอย ก็ได้กลิ่นหอมของกับข้าวผัดโชยมาตามลม
ซอยนี้ฟางคุนคุ้นเคยดี เขาเดินนำไปจนถึงหน้าประตู กลิ่นพริกผัดกับเนื้อหมูที่คั่วจนหอมฉุนลอยมาเตะจมูก
"ทำไมบนประตูมีไม้แกะสลักปักอยู่สองอันล่ะคะ?"
ฟางคุนเงยหน้ามองตาม ไม้ประดับประตูอันเดิมสีซีดไปมากแล้ว ตอนนี้ถูกทาสีแดงใหม่ทั้งหมด ปลายไม้กลมมนทาสีน้ำเงินเป็นพื้นหลัง และมีตัวอักษรสีทองเขียนว่า ‘มงคล’ สองตัว
"ก่อนที่ราชวงศ์ชิงจะเข้าด่านมา พวกเขามีพระราชวังต้องห้ามอยู่ที่เมืองเสิ่นหยาง หลังจากเข้าปกครองยาวนานกว่าสองร้อยหกสิบปี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปักกิ่งในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของหลายราชวงศ์ พวกขุนนางชั้นสูงและเศรษฐีต่างก็มีระบบชนชั้นที่ชัดเจน"
"บ้านของชาวบ้านธรรมดา ส่วนใหญ่จะมีไม้ประดับประตูสองอัน เพื่อแสดงฐานะสามัญชน ส่วนบ้านหลังใหญ่ก็มักจะมีสี่อัน พบเห็นได้ทั่วไปในกลุ่มข้าราชการและครอบครัวที่ร่ำรวย แต่ถ้าเป็นจวนอ๋อง จะไม่มีไม้ประดับประตูแต่จะดูที่จำนวนหมุดบนประตูแทน จวนกงอ๋องที่คุณเคยเห็นมาแล้วก็มีหมุดทั้งหมดหกสิบสามตัว เป็นสัญลักษณ์ของฐานะและตำแหน่ง"
หนิงเหยาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ดวงตากลมโตกลอกไปมาแล้วถามอย่างเจ้าเล่ห์ว่า "แล้วราชวงศ์ชิงเข้าด่านมาปีไหน และสิ้นสุดการปกครองปีไหนคะ?"
ฟางคุนหัวเราะ "คำถามของคุณนี่ ดูถูกกันเกินไปหน่อยแล้ว คำถามนี้น่าจะให้เด็กประถมตอบยังได้เลย ปี 1644 ถึง 1912 ส่วนจำนวนกี่ปีคุณก็ไปคำนวณเอาเองเถอะ"
ไม้ประดับประตูและธรณีประตู สอดคล้องกับคำว่าความเท่าเทียมกันทางฐานะที่คนมักจะพูดถึง ทั้งยังเป็นที่มาของคำว่าการแต่งงานข้ามรุ่นและการแต่งงานลดตัวลงมา
ระบบชนชั้นในสมัยโบราณนั้นเข้มงวดมาก ไม่เพียงแต่แสดงออกในเรื่องตัวบุคคล แต่ยังสะท้อนออกมาในงานสถาปัตยกรรมด้วย แม้ตอนนี้จะเริ่มเลือนรางลงและชนชั้นเริ่มขยับขยายได้ แต่สิ่งนี้ก็ยังคงอยู่ และยิ่งนานไปก็ยิ่งก้าวข้ามได้ยากขึ้น
เสียงคุยกันของทั้งสองคนดังพอที่จะทำให้คนข้างในได้ยิน คนที่ปรากฏตัวออกมาคนแรกคือจงฉู่ฉู่
เธอรวบผมแบ่งออกเป็นสองข้างแล้วใช้หนังยางมัดเป็นหางม้าพาดบ่า ใบหน้ารูปเมล็ดแตง แม้ไม่ได้สวยจนตะลึงแต่ดูแล้วสบายตา ที่สำคัญคือผิวพรรณดีมาก ซึ่งหาได้ยากยิ่งในชนบท
ฟางคุนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงสองสาวพี่น้องในซอยหนานหลัวกู่เซี่ยงขึ้นมาทันที
"เจิงจื่อ พ่อแม่คะ พี่ฟางกับพี่หนิงมาถึงแล้วค่ะ!"
จงฉู่ฉู่ตะโกนเรียกก่อนหนึ่งที แล้ววิ่งออกมาต้อนรับ "พี่ฟาง พี่หนิง"
หนิงเหยายื่นขนมเปี๊ยะและจงจื่อ-(บ๊ะจ่าง) ที่นำมาด้วยให้ "พวกคุณสองคนในที่สุดก็สมหวังกันเสียที ยินดีด้วยนะจ๊ะ"
"ขอบคุณค่ะพี่หนิง"
ความดีใจบนใบหน้าของจงฉู่ฉู่นั้นปิดไม่มิด เธอชอบหานเจิงอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ตามมาอยู่ด้วยกันตั้งแต่แรก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือหลังจากรู้ว่าหานเจิงหาเงินได้เก่งขนาดไหน เธอก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องคว้าผู้ชายคนนี้ไว้ให้ได้ เพื่อที่จะได้ย้ายจากชนบทในเหมินโถวโกวเข้ามาใช้ชีวิตในเมือง
ทนลำบากมาสองปี ในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์ที่หอมหวาน บ้านซื่อเหอย่วนหลังเล็กหลังนี้ หานต้าซานและภรรยาแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าหลังแต่งงานจะไม่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย ดูเหมือนพวกเขาไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับพวกลูกๆ แต่อันนี้แหละที่ถูกใจจงฉู่ฉู่ที่สุด จนเธอตื่นเต้นนอนไม่หลับทุกคืน
เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป หานต้าซานและภรรยาหลี่เฮยหลันก็เดินออกมาต้อนรับ
"คุณอาหาน คุณป้าหลัน"
"พ่อแม่คะ นี่เป็นของที่พี่ฟางกับพี่หนิงเอามาฝากค่ะ" จงฉู่ฉู่ยกของในมือขึ้น
"ลูกคนนี้มาก็มาเถอะ จะเอาของมาทำไมเยอะแยะ"
"วันนี้เป็นวันตวนอู่นี่ครับ แถมเจิงจื่อกับฉู่ฉู่ก็จะแต่งงานกันแล้ว และยังเป็นวันย้ายเข้าบ้านใหม่ด้วย ถ้าพวกเรามามือเปล่า พรุ่งนี้คงถูกคนหัวเราะเยาะตายแน่"
"มีน้ำใจจริงๆ เข้ามาในบ้านก่อนสิ..."
ทุกคนทักทายกันไปมา แต่จงฉู่ฉู่เรียกพ่อเรียกแม่ได้อย่างสนิทปาก จนฟางคุนและหนิงเหยาประหลาดใจ สองสามีภรรยาคนเฒ่าคนแก่ก็ขานรับอย่างร่าเริง นี่หรือคือที่หานเจิงเคยบอกว่าอุปสรรคใหญ่โตปานฟ้าถล่ม ใครมาเห็นเข้าคงชมว่าครอบครัวนี้มีความสุขพร้อมหน้าพร้อมตา
เมื่อเข้าไปในห้องนั่งเล่น พื้นห้องไม่ได้ปูไม้ แต่ที่ขอบหน้าต่างมีเครื่องทำความร้อนตั้งอยู่ โซฟาหนังสีดำชุดใหญ่สไตล์ตะวันตก บนโต๊ะมีผ้าคลุมลายลูกไม้สีขาวประดับไว้
ฟางคุนกวาดตามองแวบหนึ่ง แล้วยิ้ม "จัดได้ดีทีเดียว ช่างตกแต่งยังเป็นพวกช่างหวังรึเปล่า?"
"พวกเดิมครับพี่ ตอนแรกผมก็อยากจะปูพื้นไม้เหมือนบ้านพี่ แต่พอไปถามราคาที่ตลาดมาแล้วมันแพงเกินไปเลยเลิกคิด โซฟากับเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ผมกับฉู่ฉู่ไปช่วยกันเลือกมาเองครับ"
หานเจิงตั้งใจจะทำตามแบบอย่างฟางคุน ทั้งกิริยามารยาทและการพูดจา แม้แต่การตกแต่งเขาก็อยากทำเป็นสไตล์จีนที่ดูภูมิฐานเหมือนบ้านพี่คุน แต่สุดท้ายเขาก็แพ้คำอ้อนของจงฉู่ฉู่ บ้านจึงออกมาเป็นสไตล์สมัยใหม่ที่ดูใหม่เอี่ยมและทันสมัยไม่แพ้กัน
มองไปยังตู้เปล่าๆ หานเจิงพูดต่อว่า "ตรงนี้ตั้งใจจะวางทีวีครับ หลังแต่งงานแล้วจะซื้อเครื่องซักผ้า จักรเย็บผ้า และตู้เย็นมาให้ครบ"
หานต้าซานหยิบบุหรี่ออกมาแล้วพูดว่า "ลูกสองคนนี้จะได้แต่งงานกัน พวกเราต้องขอบคุณฟางคุนจริงๆ"
ฟางคุนพ่นควันบุหรี่ออกมา "คุณอาพูดแบบนี้ได้ยังไงครับ พวกเขาแต่งงานกันจะมาขอบคุณผมทำไม"
หานต้าซานโบกมือ "ถ้าไม่มีคุณ เจ้าเด็กนี่จะมีสภาพดูดีแบบทุกวันนี้ได้ยังไง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบ้านซื่อเหอย่วนหลังนี้เลย เดินไปไม่กี่นาทีก็ถึงเทียนอันเหมิน เมื่อก่อนผมไม่กล้าแม้แต่จะฝันเลยล่ะ พวกเราไม่มีความสามารถอะไร เรื่องตกแต่งก็ไม่ได้ออกเงิน ช่วยได้ก็แค่ซื้อจักรเย็บผ้ากับตู้เย็นให้พวกเขาเท่านั้นแหละ..."
มื้อเย็นจัดขึ้นที่ลานบ้าน แสงไฟจากโคมไฟหน้าประตูสว่างไสว หานต้าซานรินเหล้าดังจ๋อมแจ๋ม ทุกคนยกแก้วชนกันอย่างมีความสุข
กว่าจะหนีออกมาจากคำบ่น "แกฟังฉันนะ" ของหานต้าซานตอนเมาได้ ก็ใช้เวลาพอสมควร หนิงเหยาซบไหล่ฟางคุนพลางควงแขนเขาไว้ เธอชอบความรู้สึกที่ได้เดินทอดน่องไปตามถนนด้วยกันแบบนี้มาก
"พ่อแม่คุณจะมาเมื่อไหร่คะ?"
"ทำไมครับ กลัวจนอยากจะหนีเหรอ?"
หนิงเหยาตีแขนเขาเบาๆ "ใครจะหนีกัน มื้อนี้ทำให้ฉันคิดได้แล้วล่ะ ลูกสะใภ้ขี้เหร่ยังไงก็ต้องเจอพ่อแม่ของสามี ต่อให้จะกลับบ้าน ฉันก็จะรอเจอท่านก่อนแล้วค่อยกลับ"
ฟางคุนยิ้ม "คุณไม่ขี้เหร่หรอกครับ แม่ผมเห็นคุณแล้วต้องชอบแน่ๆ เธอเป็นคนใจดี โดยเฉพาะกับลูกสะใภ้"
คืนนั้นในปักกิ่ง แม้กิจกรรมบันเทิงจะน้อย แต่ความคึกคักในการออกมาเดินเล่นก็มากกว่ายุคหลังมากนัก จันทร์เสี้ยวประดับดาว ท้องฟ้าแจ่มใส
วันรุ่งขึ้น ฟางคุนติดต่อหานเจิง ให้หาพวกช่างหวังมาปรับปรุงบ้านหลังที่ชานเมืองทางใต้หลังนั้นใหม่ทั้งหมด ไม่ต้องทำหรูหรามาก แต่ต้องทาสีใหม่ เปลี่ยนประตูหน้าต่างที่คราบน้ำมันเกาะหนา และซ่อมผนังที่แตก
"งานนี้สบายมาก ให้เวลาเราครึ่งเดือนก็พอครับ" ฟางคุนแจกบุหรี่ให้ช่างพลางกำชับความต้องการ บ้านหลังนี้เขาตั้งใจเอาไว้สำหรับรับรองแขก
สามวันผ่านไป จ้าวเหยียนส่งข่าวมาให้ทราบ "เป็นอย่างที่คุณเดา เฉิงเฟิงคนนี้มีความสัมพันธ์กับศิษย์หญิงของสำนักชั่วเจี่ยวเหมินคนหนึ่ง"
จ้าวเหยียนทำสีหน้าพิลึกพิลั่นขณะเล่า ฟางคุนได้ยินแล้วก็พูดไม่ออก ชายที่มีภรรยาแล้วอยู่กินกับผู้ชายอีกคนและผู้หญิงอีกคนในบ้านเดียวกัน... ช่างเปิดหูเปิดตาจริงๆ จนเขาแอบรู้สึกขยะแขยงจนไม่อยากจะไปยุ่งด้วย
ก่อนโรงเรียนปิดเทอม ฟางคุนส่งโทรเลขไปเร่งที่บ้าน และเขาก็ได้รับจดหมายตอบกลับในวันรุ่งขึ้น หนิงเหยาแย่งไปดูแล้วใจเต้นรัว "ทำไมมากันเยอะขนาดนี้คะ"
"มาเถอะน่า คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าลูกสะใภ้ต้องเจอพ่อตาแม่ยาย" ฟางคุนดีใจที่ในจดหมายบอกว่านอกจากคนในครอบครัวแล้ว อาเล็กฟางฮั่นเชิงก็จะมาด้วยเพื่อไปเยี่ยมลูกชายที่อยู่ในกองทัพ ฟางคุนเพิ่งนึกได้ว่าเขายังไม่ได้ไปหาลูกพี่ลูกน้องที่ปักกิ่งเลย
ต้นเดือนกรกฎาคม มหาวิทยาลัยปักกิ่งปิดเทอม ฟางคุนถามเพื่อนร่วมห้อง "คิดได้ยัง? จะอยู่ช่วยงานไหม?"
"ต้องคิดอะไรอีกล่ะครับ ท่านเศรษฐีฟางจัดงานให้ มีเงินให้ใช้จะกลับบ้านทำไม" จ้าวหย่งจวินและเพื่อนๆ ยิ้มให้กัน ทุกคนเริ่มมองเห็นชีวิตหลังเรียนจบที่ต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง จึงอยากหาเงินเก็บไว้
ฟางคุนพาหานเจิงมาเลี้ยงข้าวเพื่อนๆ "ตอนนี้มีงานสองอย่าง อย่างแรกคือช่วยกระจายกางเกงขาบานที่เทียนจิน เดือนละสองร้อยหยวน"
"สองร้อย! สองเดือนก็สี่ร้อยเลยนะ?" จางเหว่ยตกใจ "ฟางจื่อ อย่าเห็นว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วให้มากขนาดนี้เลย พนักงานทั่วไปยังได้แค่สามสิบหยวนเอง"
หานเจิงพูดเสริม "พี่หย่งจวินครับ ตอนนี้เงินเดือนผมก็สองร้อย น้องๆ ที่ผมดูแลก็ได้ร้อยห้าสิบถึงสองร้อยกันทั้งนั้น งานเราตอนนี้ผมอธิบายไม่หมดหรอก ลองไปทำดูสักสองวันเดี๋ยวก็รู้เอง"
"งานอย่างที่สองล่ะ?"
"ขี่รถสามล้อรับซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามือสองหรือที่พังแล้ว และพวกขวดโหลไหเก่าๆ"
"ขวดโหลไหเก่าๆ... นายก็บอกตรงๆ ว่ารับซื้อของเก่าสิ" จางเหว่ยหัวเราะ
ฟางคุนไม่ได้บังคับ เขาแค่อยากหาทางช่วยเพื่อนและรวบรวมอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ราคาถูกเพื่อโปรเจกต์ "โรงงานปั๊มออกซิเจน" ของเขาที่กำลังจะเริ่มขึ้นเร็วๆ นี้
(จบตอน)