- หน้าแรก
- ระบบธรรมชาติ: ผมกลายเป็นเจ้าพ่อทรัพยากรโลก
- บทที่ 110 - มหาเศรษฐินีอันดับหนึ่ง
บทที่ 110 - มหาเศรษฐินีอันดับหนึ่ง
บทที่ 110 - มหาเศรษฐินีอันดับหนึ่ง
บทที่ 110 - มหาเศรษฐินีอันดับหนึ่ง
"ว่าไงนะ! ตระกูลลู่จบเห่แล้ว?"
ในห้องหนังสือบ้านตระกูลซุนซึ่งอยู่ห่างจากบ้านตระกูลลู่ไม่ไกลนัก ซุนจิ่งชุนที่ได้รับข่าวเป็นคนแรกถึงกับยืนตาค้าง อ้าปากพะงาบๆ ส่วนซุนเสี่ยวหม่านที่อยู่ข้างๆ ก็จิตหลุดไปเรียบร้อยแล้ว
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหนังสืออยู่นาน สองปู่หลานต่างจมอยู่ในภวังค์ความช็อก ก่อนที่ซุนเสี่ยวหม่านจะเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ
"ปู่... ปู่คะ... แล้วพวกเรา... จะโดนเก็บไปด้วยไหมคะ?"
ในขณะที่คนนอกยังเดากันไปต่างๆ นานาว่าใครเป็นคนทำ แต่พวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าเป็นฝีมือเฉินหลีแน่นอน ผู้ชายคนนั้นโหดเหี้ยมอำมหิตเกินคน ตระกูลลู่เพิ่งจะส่งคนไปพังร้านเขาได้ไม่กี่ชั่วโมง ไม่ทันข้ามคืนก็โดนเอาคืนทั้งต้นทั้งดอก ทั้งชีวิตและทรัพย์สินหายเกลี้ยง
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือท่าทีของทางการที่ดูเหมือนจะเมินเฉยต่อเรื่องนี้
เสื้อด้านหลังของซุนจิ่งชุนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ เขากำหมัดแน่นเพื่อระงับอาการสั่นเทา พยายามปลอบใจตัวเองและหลานสาว
"น่าจะ... ไม่โดนมั้ง ถ้าคุณเฉินเขาจะเอาเรื่องเราจริงๆ ป่านนี้เราคงไม่มีลมหายใจมานั่งคุยกันแบบนี้หรอก"
เขาเงยหน้ามองหลานสาวด้วยแววตาโล่งอก
"ปู่สังหรณ์ใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้มันทะแม่งๆ ดีนะที่หนูไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการลงมือของลู่ลี่ ถือว่า... หนูช่วยต่อชะตาให้ตระกูลซุนเราแท้ๆ"
ตระกูลซุนเทียบชั้นตระกูลลู่ไม่ได้เลย ขนาดตระกูลลู่ยังโดนขยี้เละเป็นโจ๊ก แล้วตระกูลซุนจะไปเหลืออะไร
"แต่ปู่คะ... ตระกูลลู่มีพรรคหงเหมินหนุนหลังอยู่ทั้งพรรคนะคะ ทำไมถึง... จบเร็วขนาดนี้" ซุนเสี่ยวหม่านยังไม่อยากจะเชื่อ ลู่เฉิงเฟิงกับลู่ลี่ที่เพิ่งคุยกับเธอเมื่อวาน วันนี้กลายเป็นบุคคลสาบสูญไปแล้ว
ซุนจิ่งชุนส่ายหน้ายิ้มขื่น
"ปู่เพิ่งได้ข่าววงในมา นอกจากสาขาฮ่องกงจะโดนถล่มเละแล้ว สำนักงานใหญ่พรรคหงเหมินที่ต่างประเทศก็โดนกวาดล้างจนเกลี้ยงในคืนเดียวกัน หัวหน้าพรรคตายอนาถ พรรคหงเหมินที่เคยยิ่งใหญ่ตอนนี้กลายเป็นทรายร่วนไร้ผู้นำ ล่มสลายไปแล้ว"
"ฮะ!!" ซุนเสี่ยวหม่านยกมือปิดปาก อุทานด้วยความสยดสยอง
สำหรับเธอ พรรคหงเหมินคือองค์กรตำนานที่อยู่ยั้งยืนยงมาหลายร้อยปี ผ่านการเปลี่ยนราชวงศ์มาไม่รู้กี่ครั้งก็ยังอยู่รอด แต่ตอนนี้... หายวับไปแล้ว? กลายเป็นแค่ฝุ่นผงในประวัติศาสตร์?
ซุนจิ่งชุนสีหน้าเคร่งเครียด
"เสี่ยวหม่าน จองตั๋วเครื่องบินให้ปู่ที ปู่จะไปกราบขอขมาคุณเฉิน หวังว่าเขาจะเมตตายกโทษให้เรา"....
ผลกระทบจากการล่มสลายของตระกูลลู่ยังคงลามทุ่งไปเรื่อยๆ คนที่ปวดหัวที่สุดตอนนี้คือนิตยสารฟอร์บส์ที่กำลังจัดอันดับมหาเศรษฐีประจำปีของจีน
การจัดอันดับทรัพย์สินต้องใช้ข้อมูลมหาศาล พวกเขาอุตส่าห์คำนวณเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ตระกูลลู่ติดอันดับท็อป 5 ของประเทศและท็อป 30 ของโลกแน่นอน
แต่จู่ๆ ตระกูลลู่ก็ 'ปิ๊ว' หายไปดื้อๆ ทรัพย์สินทั้งหมดถูกโอนไปให้ตระกูลเจียง
ทีมงานฟอร์บส์แทบจะทึ้งหัวตัวเองตาย พวกเขาแทบไม่มีข้อมูลของตระกูลเจียงเลย ปกติตระกูลที่มีทรัพย์สินไม่ถึงแสนล้านไม่มีสิทธิ์เข้ามาอยู่ในสายตาพวกเขาด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ตระกูลเจียงที่เขมือบทรัพย์สินตระกูลลู่เข้าไป ได้กระโดดขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และเจียงอวี๋ในฐานะผู้นำตระกูล ก็กลายเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในประเทศจีนไปโดยปริยาย!
"อะไรนะ! ฉันกลายเป็นมหาเศรษฐินีอันดับหนึ่ง?"
ตอนที่เจียงอวี๋เห็นข่าว เธอทำหน้าเหมือนเห็นผี ตกใจจนพูดไม่ออก ต้องอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด
ความฝันของตระกูลที่พยายามมาสองรุ่นแต่ไม่เคยทำได้สำเร็จ กลับถูกเฉินหลีเนรมิตให้เป็นจริงในคืนเดียว!
เฉินหลียิ้มขำ "ใช่แล้ว ตอนนี้คุณเป็นเศรษฐินีเบอร์หนึ่งแล้วนะ รวยล้นฟ้าขนาดนี้ ผมคงต้องขอเกาะขาคุณกินแล้วล่ะ"
เจียงอวี๋หลุดขำ ตีไหล่เขาเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
"อย่ามาล้อเล่นนะ! ฉันจะมีปัญญาไปให้คุณเกาะได้ยังไง เงินพวกนี้เป็นของคุณทั้งนั้น ฉันก็แค่... ช่วยถือไว้ให้เฉยๆ"
เธอรู้ดีว่าถ้าไม่มีเฉินหลี ป่านนี้เธอคงโดนตระกูลลู่บดขยี้ไปแล้ว และเงินมหาศาลขนาดนี้เฉินหลีจะเก็บไว้เองก็ได้ แต่เขากลับโอนให้เธอทั้งหมด...
เจียงอวี๋ซาบซึ้งใจจนบอกไม่ถูก เธออ้าแขนโอบกอดเฉินหลีแน่น ซบหน้าลงกับไหล่กว้างอย่างออดอ้อน
วินาทีนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้เจอผู้ชายอย่างเฉินหลี
เห็นท่าทางเหมือนแม่บ้านขี้งกของเธอ เฉินหลีก็อดขำไม่ได้ เอื้อมมือไปลูบผมเธอย่างเอ็นดู
"ถือซะว่าเป็นค่าทำขวัญที่ตระกูลลู่จ่ายให้คุณก็แล้วกัน เก็บไว้เถอะ ผมไม่ขาดแคลนเงินหรอก"
เจียงอวี๋เงยหน้าถามด้วยความสงสัย "เหล่ามั่วบอกว่าเขาไปพูดคุยด้วยเหตุผล แล้วทำไมคนตระกูลลู่ถึงหายตัวไปหมดล่ะ"
เฉินหลียักไหล่ ตอบหน้าตาย
"สงสัยพวกเขาคงสำนึกผิดในการกระทำของตัวเอง เลยตัดสินใจหนีไปบวชหรือไปใช้ชีวิตสันโดษเพื่อไถ่บาปมั้ง"
เจียงอวี๋เบ้ปาก "ผีสิเชื่อ!"
เธอไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่ไม่รู้อะไรเลย เธอพอจะเดาวิธีการจัดการปัญหาด้านมืดของวงการนี้ออก แต่เธอรู้ว่าเฉินหลีไม่อยากให้เธอคิดมากเลยปิดบังไว้
"อ้อ ตอนนี้ทรัพย์สินเยอะขึ้นมาก ถ้าคุณดูแลไม่ไหวก็บอกเมิ่งเฉิงไห่นะ ให้เขาหาคนมาช่วยบริหาร อย่าหักโหมจนเสียสุขภาพล่ะ"
"อื้อ"
หัวใจของเจียงอวี๋อบอุ่นวาบไปทั้งดวง
...
เมื่อเรื่องวุ่นวายของตระกูลลู่จบลง เฉินหลีก็หันมาสนใจโครงการก่อสร้างเกาะ
โครงการนี้เดิมทีเป็นของเมิ่งเฉิงไห่ แต่ทางกองทัพขอยึดไปทำเองเพื่อป้องกันความลับรั่วไหล โดยมีเป้าหมายแฝงคือการวิจัยเต่ายักษ์ เฉินหลีไม่ติดใจอะไรขอแค่ผลงานออกมาดีก็พอ
แต่เขาไม่ติดใจ โจวอวี้กั๋วกลับกระตือรือร้นเกินเหตุ หาเรื่องมารายงานความคืบหน้าเพื่อแวะมาหาเขาแทบทุกวัน แถมยังหิ้วเหลียงซิ่วจวน ผู้อำนวยการหน่วย 749 คนใหม่มาด้วย ทั้งสองคนมาเช้าเย็นถึง แต่คุยเรื่องงานจริงๆ แค่นิดเดียว ส่วนใหญ่เหมือนมีอะไรอมพะนำอยากจะพูดแต่ไม่กล้าพูด
หลังจากทนรำคาญมาหลายครั้ง เฉินหลีก็หมดความอดทน ถามโพล่งออกไป
"พวกคุณขาดเงินหรือไง"
โครงการใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เงินมหาศาลก็จริง แต่เฉินหลีไม่ได้พูดเรื่องเงินเพราะการค้าขายน้ำมันกับแร่ยูเรเนียมก็ทำเงินได้เรื่อยๆ ตามหลักแล้วงบไม่น่าจะขาด
เจอคำถามตรงๆ แบบนี้ โจวอวี้กั๋วกับเหลียงซิ่วจวนถึงกับยิ้มแหย ส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน
ถ้าเป็นเรื่องเงินก็ดีสิ ทางการอยากจะเปย์เงินให้เฉินหลีใจจะขาด จะได้ถือโอกาสทวงบุญคุณบ้าง แต่กลายเป็นว่าเฉินหลีรวยเกินไป ให้ของดีมาเยอะจนทางการกลายเป็นฝ่ายติดหนี้บุญคุณแทน
เรื่องนี้ทำให้โจวอวี้กั๋วลำบากใจสุดๆ แม้จะร่วมมือกัน แต่ทางการดูเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียวตลอด มันเสียศักดิ์ศรีนิดหน่อย
สิ่งที่เขาอยากจะพูดจริงๆ คือเรื่อง... น้ำยาวิเศษ
หลังจากได้ลองใช้ด้วยตัวเอง เขาก็รู้ซึ้งถึงสรรพคุณครอบจักรวาลของมัน ไม่ว่าจะเอาไปใช้ทางการทหารหรือการแพทย์ มันคือจุดเปลี่ยนของมนุษยชาติชัดๆ รัฐบาลถึงขั้นบรรจุการวิจัยน้ำยานี้ลงในแผนยุทธศาสตร์ชาติเลยทีเดียว
พอเฉินหลีอนุญาตให้วิจัยได้ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติก็ตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาทันที ระดมหัวกะทิมานั่งจ้องน้ำยานี้ทั้งวันทั้งคืนมาเดือนกว่าแล้ว
ผลปรากฏว่าศาสตราจารย์อาวุโสคนหนึ่งเครียดจนสติแตก ผู้ช่วยวิจัยอีกสิบกว่าคนทำงานหนักจนน็อกคาห้องแล็บ แต่ก็ยังไขปริศนาไม่ออกสักนิด!
หัวล้านกันหมดสถาบันแล้วก็ยังมืดแปดด้าน สุดท้ายจนปัญญาจริงๆ ถึงได้แบกหน้ามาขอให้เฉินหลีช่วยชี้แนะ...
[จบแล้ว]