เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 115 - จารึกที่สั่นคลอนจิตวิญญาณ

บทที่ 115 - จารึกที่สั่นคลอนจิตวิญญาณ

บทที่ 115 - จารึกที่สั่นคลอนจิตวิญญาณ


บทที่ 115 - จารึกที่สั่นคลอนจิตวิญญาณ

☆☆☆☆☆

ที่ตีนเขาคลังวิญญาณ สายตาของบรรดายอดฝีมือระดับสูงแห่งประตูแห่งเต๋า ต่างพากันไปจดจ้องที่ฉู่หวยสวี่เป็นตาเดียว

พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับสูง มีสัมผัสวิญญาณที่เฉียบคม ย่อมสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่พวยพุ่งออกมาจากจิตวิญญาณกระบี่เล่มนั้นได้อย่างชัดเจน

“สวีจื่อชิงขึ้นเขาไป แต่มันกลับแสดงท่าทีตื่นเต้นยินดีขนาดนี้เชียวเหรอ?”

“ทีตอนฉู่หวยสวี่ที่ถูกระบุไว้ในโองการสวรรค์ของท่านปรมาจารย์ขึ้นเขาไป มันกลับแสดงท่าทีโกรธแค้นและชิงชังเสียขนาดนั้น?”

บรรดายอดฝีมือต่างพากันทำหน้าเหลอหลาด้วยความไม่เข้าใจอย่างที่สุด ราวกับเจอกับเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดในรอบร้อยปีเลยทีเดียว!

ฉู่ยิ่นยิ่นที่ชอบทำตัวเฮฮาเริ่มส่งกระแสจิตคุยกับศิษย์พี่ศิษย์น้องด้วยความนึกสนุกว่า “คงไม่ใช่ว่าแท้จริงแล้วสวีจื่อชิงต่างหากที่เป็นผู้พิทักษ์กระบี่ตัวจริงหรอกนะ? ฮ่าๆๆ!”

ทว่าในตอนนั้นไม่มีใครยอมรับมุกตลกของเธอเลยสักคน ทุกคนต่างตั้งใจใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนยอดเขาอย่างเคร่งเครียด

จะมีก็เพียงฉู่หวยสวี่เท่านั้นที่มีสีหน้าและอารมณ์ที่ซับซ้อนกว่าใครเพื่อน

เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนดูคนอื่นมาแย่งบทพระเอกที่เขาแอบฉกมาไปเสียอย่างนั้น

ดูเหมือนเส้นทางแห่งโชคชะตามันกำลังพยายามจะบิดกลับไปสู่ทิศทางเดิมที่มันควรจะเป็น

——ในที่สุดเด็กหนุ่มคนนี้ก็กำลังจะก้าวไปหาพรานกระบี่มารเล่มนั้นตามลิขิตสวรรค์ที่วางไว้เสียที!

พรานกระบี่ที่ต่อให้เจ้าของจะใช้มันได้เทพขนาดไหน แต่มันก็มักจะมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายอย่างมหาศาลเสมอ

“นี่สินะที่เป็นวิถีของตัวเอกของโลกจริงๆ” ฉู่หวยสวี่แอบรำพึงอยู่ในใจ

บนจุดสูงสุดของเขาคลังวิญญาณ สวีจื่อชิงเดินมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้ากระบี่ที่กำลังลอยเด่นอยู่กลางอากาศเล่มนั้นเป็นที่เรียบร้อย

แรงสั่นสะเทือนที่เคยทำเอาภูเขาทั้งลูกสั่นไหวในตอนนี้ค่อยๆ สงบลงไปแล้ว

กระบี่ทองเหลืองในตอนนี้นิ่งสนิทไม่มีท่าทางตื่นเต้นเหมือนช่วงก่อนหน้านี้

มันเพียงแค่ลอยตัวอยู่สูงเหนือระดับสายตาพลางจ้องมองลงมาที่เด็กหนุ่มด้วยท่าทีที่ดูจะหยิ่งทนงแบบสุดขีด ราวกับกำลังพิจารณาข้ารับใช้คนใหม่ของมันยังไงยังงั้นแหละ

รังสีแห่งความชั่วร้ายเพียงจางๆ ที่มันจงใจแผ่ออกมา เริ่มที่จะแทรกซึมเข้าสู่ทะเลจิตตานุภาพของสวีจื่อชิงโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด

รังสีมารสายนี้กำลังทำหน้าที่ล่อลวงจิตใจและปั่นป่วนอารมณ์ของเขาให้ฟุ้งซ่าน

ในขณะเดียวกัน มันก็เริ่มที่จะขุดคุ้ยและล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเด็กหนุ่มไปพร้อมๆ กันด้วย

สวีจื่อชิงไม่นึกเลยว่าเขาจะสามารถปีนขึ้นมาจนถึงจุดสูงสุดแห่งนี้ได้จริงๆ

และที่เขายิ่งไม่คาดฝันเลยก็คือ กระบี่ในตำนานที่ท่านปรมาจารย์ทิ้งไว้เล่มนี้ กลับส่งเสียงเรียกขานเขาให้เดินเข้ามาหามัน

ตั้งแต่วัยเยาว์เขาย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับมันมานับไม่ถ้วน ทั้งจากปากของนักเล่านิทานหรือแม้แต่ที่บันทึกไว้ในตำรา

ในวันนี้ วินาทีนี้ สวีจื่อชิงได้มายืนอยู่ต่อหน้ากระบี่ที่คนทั้งใต้หล้าต่างพากันถวิลหาแล้ว!

ทว่า ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเด็กหนุ่ม กลับเป็นประโยคที่ว่า:

“หน้าตามันดูจะอุบาทว์อย่างที่ศิษย์พี่บอกไว้จริงๆ ด้วยแฮะ”

ก็นะ... เพราะใครๆ ต่างก็พากันยกย่องมันซะเลิศเลอขนาดนั้น พอจะมาเห็นของจริงเข้า ใครบ้างล่ะจะไม่แอบคาดหวังไว้สูงลิบลิ่ว?

สวีจื่อชิงเองก็เป็นเด็กซื่อๆ คนหนึ่งน่ะนะ

ถ้าหากก่อนหน้านี้ฉู่หวยสวี่ไม่ได้สปอยล์ไว้ว่ามันน่าเกลียดล่ะก็ เขาคงจะมองว่ามันเป็นความงามที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความขลังอะไรประมาณนั้นไปแล้วล่ะ

แต่พอศิษย์พี่ใหญ่ย้ำซะหนาหูว่ามันขี้เหร่ เด็กหนุ่มก็เลยอดไม่ได้ที่จะพยายามจ้องหาจุดขี้เหร่ของมันจริงๆ

พริบตานั้นเอง ทั่วทั้งเขาคลังวิญญาณก็พลันสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรง!

นั่นก็เพราะความคิดทุกอย่างของสวีจื่อชิงถูกรังสีมารที่แทรกซึมอยู่นั้นรับรู้ไปจนหมดสิ้นแล้วน่ะสิ!

กระบี่ทองเหลืองที่ลอยอยู่พลันโกรธจัดขึ้นมาทันควัน!

พลังอำนาจของมันเริ่มไปกระตุ้นโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นให้สั่นไหว จนส่งผลให้ภูเขาเกิดแผ่นดินไหวไปทั่วทั้งบริเวณรอบนอก

แรงกดดันวิญญาณมหาศาลที่เคยใช้เล่นงานฉู่หวยสวี่มาก่อน บัดนี้ถูกแผ่ออกมามุ่งเป้าไปที่สวีจื่อชิงเพียงคนเดียว!

แรงกดดันนั้นกดลงมาจากเบื้องบนอย่างรุนแรงจนสวีจื่อชิงถึงกับเซถลาไปข้างหน้า เขารู้สึกว่าหัวเข่ามันช่างหนักอึ้งจนแทบจะรับน้ำหนักไม่ไหวและเกือบจะคุกเข่าลงกับพื้นทันที!

ถ้าหากร่างกายของเขาไม่ได้ผ่านการขัดเกลามาอย่างหนักหน่วงด้วยวิชาสายกายาล่ะก็ ป่านนี้เขาคงได้ลงไปกราบมันสมใจอยากไปแล้วล่ะ

แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวที่สุด เพราะสิ่งที่อันตรายกว่านั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลจิตตานุภาพของเขาต่างหาก

เสี่ยวสวีไม่ได้มีใจกระบี่สีดำคอยคุ้มครองเหมือนฉู่หวยสวี่

บวกกับการที่เขาเน้นฝึกฝนสายขัดเกลาร่างกายมาเป็นหลัก หากไม่ได้มีการฝึกเน้นการเสริมสร้างสภาวะจิตวิญญาณเป็นพิเศษล่ะก็ ทะเลจิตตานุภาพของเขาย่อมจะอ่อนแอและเปราะบางกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปอยู่หลายส่วน

แรงกดดันวิญญาณเริ่มจะเข้าบดขยี้สติสัมปชัญญะของเขาจนเริ่มจะจมดิ่งเข้าสู่สภาวะสับสนวุ่นวาย!

ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับหัวจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ในตอนนี้ ต่อให้เขาจะเป็นคนที่มีความอดทนต่อความเจ็บปวดสูงมากแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังยากที่จะต้านทานได้ไหว

ดวงตาของเขาเริ่มมืดมิดและพร่าเลือน ก่อนที่ร่างจะล้มตึงลงไปกองกับพื้นและเริ่มมีการอาการชักกระตุกสั่นเทาไปทั้งตัว

“หัว... หัวข้ามันจะระเบิดอยู่แล้ว!”

เด็กหนุ่มเอามือกุมขมับพลางส่งเสียงกรีดร้องที่แสนจะทรมานออกมาอย่างต่อเนื่อง

บรรดายอดฝีมือที่ตีนเขาคลังวิญญาณเห็นท่าไม่ดีก็เตรียมจะพุ่งตัวเข้าไปช่วยทันที

ทว่า ทันใดนั้นเอง แรงกดดันวิญญาณที่แสนน่ากลัวก็พลันถูกดึงกลับคืนไปในพริบตา

กระบี่ทองเหลืองยังคงจ้องมองลงมาจากที่สูง ราวกับว่าเมื่อกี้มันจงใจจะสั่งสอนเจ้าเด็กปากเสียคนนี้ให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง

ถ้าหากมันไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ล่ะก็ มันคงจะใช้แรงกดดันวิญญาณบดขยี้ทะเลจิตตานุภาพของสวีจื่อชิงให้แหลกเป็นผุยผงไปตั้งนานแล้วที่กล้ามาดูถูกความงามของมัน!

ฉู่หวยสวี่ที่ยืนอยู่ข้างล่างถึงกับขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิมเสียอีก

เขาอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงตอนที่เขาขึ้นเขาไปแล้วต้องมาเผชิญกับความลำบากเพราะไอ้กระบี่นิสัยเสียเล่มนี้

พอมาเห็นมันมารังแกเสี่ยวสวีแบบนี้ ความรู้สึกเกลียดชังที่เขามีต่อกระบี่ทองเหลืองก็ยิ่งเพิ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวนัก

“ใจเย็นไว้ก่อน ใจเย็นไว้ก่อนนะตัวข้า” ฉู่หวยสวี่พยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์

“นั่นมันคือไม้เด็ดของเสี่ยวสวีนะ นั่นคือนิ้วทองคำของเขานะ...” เขาแอบเตือนตัวเองซ้ำๆ ในใจ

หลังจากปรับอารมณ์ได้แล้ว เขาจึงหันไปมองท่านเจ้าสำนักและคนอื่นๆ ด้วยสายตาที่เป็นกังวล

เซี่ยงเหยียนเห็นสายตาที่ส่งมาของคนหนุ่มที่ดูจะรักเพื่อนพ้องคนนี้ เขาก็เข้าใจความหมายทันที

“เขาไม่เป็นไรมากหรอก แค่สภาวะจิตวิญญาณได้รับความเสียหายไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

“พวกเราจะคอยเฝ้าดูเขาอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าหากกระบี่เล่มนั้นมันทำเรื่องแผลงๆ อะไรอีก พวกเราจะรีบเข้าไปปกป้องเขาเอง เจ้าสบายใจได้เลย” เซี่ยงเหยียนให้คำมั่นสัญญา

“ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักและบรรดาผู้อาวุโสมากครับ” ฉู่หวยสวี่รีบกล่าวขอบคุณทันควัน

บนลานกว้างบริเวณยอดเขาคลังวิญญาณ ร่างของสวีจื่อชิงยังคงสั่นเทาอยู่เล็กน้อย

เขายังคงเอามือกุมหัวไว้แน่น ความเจ็บปวดในทะเลจิตตานุภาพยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง และสติสัมปชัญญะก็ยังไม่กลับมาสมบูรณ์เต็มร้อย

ความหวาดกลัวที่แฝงลึกอยู่ข้างในเริ่มที่จะกัดกินใจและขยายวงกว้างไปทั่วร่าง

ในวินาทีที่ผ่านมา เขาเพิ่งจะได้สัมผัสกับความรู้สึกตอนที่ความตายมาเยือนจริงๆ

ราวกับว่าเพียงแค่อีกฝ่ายมีความคิดเพียงนิดเดียว ก็สามารถบดขยี้สติและทำลายวิญญาณของเขาให้มลายหายไปได้ทันที!

เด็กหนุ่มร่างบางคู้ตัวอยู่บนพื้นดิน หลังจากสติเริ่มกลับมาทีละนิด เขาก็ออกแรงเขย่าหัวแรงๆ หนึ่งทีเพื่อขับไล่ความมึนงง

พอลืมตาขึ้นมา ภาพตรงหน้ายังคงมีรอยซ้อนทับกันอยู่บ้าง ก่อนจะค่อยๆ ปรับโฟกัสจนกลับมาเป็นปกติในที่สุด

ความเจ็บแปลบๆ ในหัวยังมีอยู่บ้างแต่ก็อยู่ในระดับที่พอจะกัดฟันสู้ไหวเหมือนเวลาที่มีอาการปวดหัวทั่วไป

เนื่องจากการลงไปนอนดิ้นกับพื้นเมื่อครู่ ทำให้ตอนนี้ตามเนื้อตามตัวของเขามอมแมมไปด้วยฝุ่นดิน

ความคิดของสวีจื่อชิงค่อยๆ กลับมาแจ่มใสและมีสติมากขึ้นเรื่อยๆ

จิตมารและกิเลสตัณหาที่เคยถูกขยายให้ใหญ่โตในตอนแรก บัดนี้กลับดูสงบและลดน้อยถอยลงไปมากหลังจากเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อครู่เข้าไป

เหตุผลนั้นแสนจะเรียบง่าย เพราะเขาเพิ่งจะรอดตายมาจากเงื้อมมือของมันนั่นเอง

ในตอนนี้สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจมีเพียงความหวาดหวั่นและตกใจไม่หาย

นอกจากนี้ รังสีมารที่เคยแทรกซึมเข้าสู่ทะเลจิตตานุภาพของเขาก็พลันสลายตัวไปหมดแล้วเช่นกัน

เป็นเพราะรังสีมารนั้นมันเบาบางมาก พอเจอแรงกดดันวิญญาณกระแทกเข้าใส่ทะเลจิตตานุภาพ สัมผัสวิญญาณของเขาก็เลยเกิดการต่อต้านโดยสัญชาตญาณ และพลอยทำลายรังสีมารที่ซ่อนอยู่ทิ้งไปในรวดเดียวด้วยเลย

กระบี่ทองเหลืองในตอนนี้จึงไม่สามารถล่วงรู้ความคิดที่อยู่ลึกข้างในของสวีจื่อชิงได้อีกต่อไป

แต่มันสัมผัสได้ชัดเจนเลยว่า เด็กหนุ่มคนนี้กำลังเริ่มหวาดกลัวในตัวมันเสียแล้ว

ซึ่งนั่นคือสิ่งที่มันพึงพอใจเป็นอย่างมาก

“เป็นเพราะเมื่อกี้ข้าแอบมีความคิดที่ไม่เคารพต่อมันสินะ?” สวีจื่อชิงแอบคาดเดาในใจ

“มันก็เลยจงใจจะลงโทษและสั่งสอนข้า?” เขาเริ่มทำการวิเคราะห์เหตุการณ์

เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนที่มีจิตใจซื่อตรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความเคารพที่เขามีต่อท่านปรมาจารย์และสิ่งที่ท่านทิ้งไว้นั้นสูงส่งมาก

เขาหารู้ไม่ว่ากระบี่เล่มนี้คือกระบี่มารที่แสนจะเจ้าเล่ห์ เขาจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรในตัวมันอีก

เสี่ยวสวีถึงขั้นพยายามยันตัวลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นตามร่างกายออกอย่างเรียบร้อย จากนั้นจึงก้มตัวลงทำความเคารพกระบี่ที่ลอยอยู่อย่างนอบน้อมแบบสุดๆ

“ศิษย์สายนอกสวีจื่อชิง ขอคารวะกระบี่ของท่านปรมาจารย์ครับ”

ความไร้เดียงสาของเขานั้น กลับทำให้บรรดายอดฝีมือที่ตีนเขาถึงกับแอบสะอึกและสะเทือนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ

ทว่า ในขณะที่เขากำลังก้มโค้งทำความเคารพอยู่นั้น จู่ๆ กระบี่ทองเหลืองก็พลันแผ่แรงกดดันวิญญาณออกมาอีกรอบหนึ่ง!

กระบี่มารเล่มนี้ยังไม่พอใจเพียงแค่นั้น

ในเมื่อเจ้าจะเป็นข้ารับใช้ที่พิทักษ์กระบี่ให้ข้า เจ้าก็สมควรจะลงไปคุกเข่าซะ!

เซี่ยงเหยียนที่อยู่ข้างล่างเห็นดังนั้นก็รีบสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงเพื่อส่งพลังไปสกัดกั้นแรงกดดันนั้นไว้ให้ทันที

ภูเขาทั้งลูกเริ่มสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง ความสง่างามและอำนาจของกระบี่ทองเหลืองดูจะถูกท้าทายเข้าให้แล้ว มันจึงเริ่มพยายามที่จะพุ่งชนกำแพงผนึกซ้ำๆ อย่างบ้าคลั่ง

เด็กหนุ่มที่กำลังก้มโค้งทำความเคารพได้แต่ทำหน้าตาเหลอหลาด้วยความมึนงง เขาแอบคิดในใจว่าตัวเองทำอะไรผิดไปอีกหรือเปล่านะ?

ผ่านไปครู่ใหญ่ แผ่นดินไหวจึงค่อยๆ สงบลง กระบี่ทองเหลืองเริ่มที่จะเปลี่ยนแผนมาใช้แรงดึงดูดลึกลับชี้นำทางให้เด็กหนุ่มเดินเข้ามาหามันเพื่อทำการรับกระบี่ไปอย่างเป็นทางการ

สำหรับกระบี่เล่มนี้แล้ว นี่คือเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้

สวีจื่อชิงสัมผัสได้ถึงการเรียกขานของกระบี่เล่มนั้น เขาจึงค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวังมุ่งหน้าไปยังใจกลางของลานกว้าง

ท่าทางของเขาดูจะเขินอายและประหม่าเป็นอย่างยิ่ง

เขายังแอบกังขาอยู่เลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังฝันไปหรือเปล่านะ?

ทำไมกระบี่อันดับหนึ่งในใต้หล้าที่แสนโด่งดังเล่มนี้ ถึงได้เลือกคนที่มีพรสวรรค์ธรรมดาๆ อย่างเขาด้วยล่ะ?

ในทุกๆ เรื่องเล่าเกี่ยวกับกระบี่เล่มนี้ ทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ใครก็ตามที่ได้มันไปครอบครอง ในอนาคตย่อมต้องกลายเป็นสุดยอดนักดาบที่เก่งที่สุดในโลกแน่นอน!

“ตัวข้า... จะมีความสามารถพอจริงๆ เหรอ?” สวีจื่อชิงจมดิ่งลงสู่ความสับสนในตัวเองอีกครั้ง

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เด็กหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นให้ถอยกลับไปได้อีกแล้ว

เขาปีนขึ้นมาจนถึงจุดสูงสุดแล้ว เส้นทางเบื้องหลังปิดตายไปเรียบร้อยแล้วล่ะ

ด้วยความแค้นที่ฝังลึกระดับหนี้เลือด เขากระหายที่จะได้ครอบครองพลังอำนาจมาตลอดชีวิต

สวีจื่อชิงรู้ดีว่า หากเขาสามารถคว้ากระบี่เล่มนี้มาครองได้สำเร็จล่ะก็ ต่อให้ศัตรูของเขาจะแข็งแกร่งขนาดไหน เขาก็จะมีพลังพอที่จะไปสะสางบัญชีแค้นนั้นด้วยมือของเขาเองแน่ๆ!

ภาพความตายอันแสนรันทดของคนในครอบครัวเริ่มไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง

ฝีเท้าของเด็กหนุ่มเริ่มจะก้าวเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ!

ที่ตีนเขาคลังวิญญาณ ทุกคนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ต่างก็พากันกลั้นหายใจด้วยความลุ้นระทึก

สถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้ มันดูจะหลุดโลกและเกินความคาดหมายของทุกคนไปไกลโข

เซี่ยงเหยียนและคนอื่นๆ ต่างก็พากันมึนตึบไม่ต่างกันเลยสักนิด

“ผู้พิทักษ์กระบี่ที่ระบุไว้ในคำทำนายน่ะคือฉู่หวยสวี่นะ”

“แต่สวีจื่อชิงคนนี้ แต่เดิมเคยเป็นเพียงคนรับใช้ในลานบ้านของฉู่หวยสวี่มาก่อนเท่านั้นเอง”

“สรุปตอนนี้คืออดีตคนรับใช้ของคนที่ถูกเลือก กลับกำลังจะกลายเป็นคนที่ถูกกระบี่เลือกตัวจริงไปเสียอย่างนั้นเหรอ?”

ทุกคนต่างพากันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเฝ้ารอดูต่อไปว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร

“มันเกิดความผิดพลาดที่ตรงไหนกันแน่ ทำไมเหตุการณ์มันถึงได้บานปลายจนคุมไม่อยู่ขนาดนี้?”

“ถ้าวันหน้าท่านอาอาจารย์กลับมาถึงสำนัก พวกข้าจะเอาหน้าที่ไหนไปอธิบายเรื่องนี้กันล่ะเนี่ย!” เซี่ยงเหยียนและคนอื่นๆ ต่างพากันกุมขมับด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ

จะมีเพียงฉู่ยิ่นยิ่นคนเดียวเท่านั้นที่เอาแต่เบิกตากว้างจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความสนุกสนานแบบสุดๆ เพราะเธอคือสายกินเผือกตัวแม่นั่นเอง

ในตอนนี้ สวีจื่อชิงเดินมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้ากระบี่ทองเหลืองแล้ว ระยะห่างระหว่างเขากับมันเหลือเพียงแค่ประมาณหนึ่งช่วงแขนเท่านั้น

เด็กหนุ่มที่แสนจะใสซื่อก้มโค้งทำความเคารพกระบี่ของท่านปรมาจารย์อีกครั้งอย่างตั้งใจ

จากนั้น เขาก็เริ่มหยั่งเชิงโดยการค่อยๆ ยื่นมือขวาออกไปเพื่อจะลองสัมผัสที่ตัวกระบี่ดูสักครั้ง

กระบี่ทองเหลืองนั้นลอยตัวเด่นอยู่กลางอากาศ ถึงแม้เขาจะพยายามเขย่งปลายเท้าแล้วก็ตาม แต่เขาก็สามารถเอื้อมมือไปแตะได้เพียงแค่ส่วนปลายของตัวกระบี่เท่านั้นเอง เพราะสวีจื่อชิงเขาค่อนข้างจะตัวเล็กไปหน่อยน่ะนะ

ความสูงของเขาน่ะเหรอ? ถ้าให้พูดตรงๆ คือยังดูจะเตี้ยกว่าแม่สาวขาเรียวสวยอย่างหานซวงเจี้ยงเสียด้วยซ้ำไป

ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเด็กหนุ่มสัมผัสเข้ากับตัวกระบี่นั้นเอง ระลอกคลื่นกึ่งโปร่งใสก็พลันแผ่กระจายออกจากจุดที่สัมผัสไปทั่วสารทิศทันที!

กลิ่นอายพลังที่แสนจะลึกลับซับซ้อนพวยพุ่งออกมาดุจระลอกคลื่นในน้ำ กระจายเป็นชั้นๆ ออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

กระแสอากาศมหาศาลพุ่งพุ่งพวยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำเอาหมู่เมฆที่เคยลอยเด่นอยู่เหนือเขาคลังวิญญาณถูกเป่าจนมลายหายไปในพริบตาเดียว จนท้องนภากลายเป็นสีฟ้าครามที่สดใสไร้เมฆหมอก

สวีจื่อชิงสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ด้วยคำพูด มันกำลังไหลเวียนมาจากกระบี่ทองเหลืองมุ่งตรงเข้าสู่ร่างกายของเขา

พลังงานนั้นไหลผ่านจุดทวารทั้งเก้า และพุ่งตรงมุ่งหน้าไปยังรากปราณของเขาทันที

จากนั้นมันก็เริ่มเข้าไปสถิตอยู่ภายในรากปราณลึกลับ และเริ่มที่จะกักเก็บและสะสมพลังไว้ที่นั่น!

สวีจื่อชิงรีบหลับตาลงทันทีเพื่อเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับรากปราณของตัวเอง

เขาลองใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบดูภายใน แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าภายในรากปราณของเขามีร่างจำลองของกระบี่สีเขียวดำเล่มเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาเสียอย่างนั้น!

จะบอกว่าเขาสามารถสื่อสารกับมันได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงไม่ใช่ แต่มันกลับส่งต่ออารมณ์และความปรารถนาบางอย่างมาให้เขาได้รับรู้อยู่เป็นระยะๆ

เพียงแค่เสี่ยวสวีลองใช้สายตามองดูมันแวบเดียว เขาก็สัมผัสได้ว่ามันสั่นไหวอย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง พร้อมกับแผ่ซ่านความโกรธแค้นที่ไร้ขีดจำกัดออกมา ซึ่งมันเหมือนกับท่าทางที่กระบี่ทองเหลืองเคยแสดงออกมาก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน!

วินาทีนั้นเอง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร สวีจื่อชิงก็พลันตระหนักและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาทันควัน

——เจ้านี่ก็คือกระบี่เล่มนั้นนั่นเอง!

หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มันคือส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของกระบี่เล่มนั้นที่ถูกส่งต่อมาให้เขา!

เด็กหนุ่มเงยหน้ามองกระบี่ที่ลอยอยู่เหนือหัว และพบว่ามันมีกลิ่นอายพลังที่เหมือนกันเป๊ะกับสิ่งที่อยู่ในร่างของเขาเลยล่ะ

จิตวิญญาณกระบี่ครึ่งหนึ่งอยู่ในกระบี่ทองเหลือง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมาสถิตอยู่ในรากปราณของเขานี่เอง

กระบี่ที่ลอยอยู่นั้นยังคงสั่นไหวด้วยความพิโรธ และสิ่งที่อยู่ในรากปราณของเขาก็มีปฏิกิริยาแบบเดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน

เรื่องนี้ทำเอาสวีจื่อชิงรู้สึกทรมานจนแทบจะขาดใจตาย พลังงานภายในรากปราณเริ่มจะปั่นป่วนวุ่นวายไปหมดจนมีความเสี่ยงที่รากปราณจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก!

เขาไม่สามารถต้านทานไหวจนต้องกระอักเลือดสีแดงฉานออกมาเต็มปากทันที

มือขวาที่เคยวางแตะอยู่บนตัวกระบี่ ถูกแรงสะท้อนมหาศาลดีดจนหลุดออกมา ร่างของเขาลอยเคว้งกลางอากาศดุจว่าวที่สายป่านขาด และถูกพัดปลิวกระเด็นออกไปจากจุดที่ยืนอยู่อย่างรุนแรง!

ที่ตีนเขาคลังวิญญาณ เซี่ยงเหยียนและคนอื่นๆ ต่างก็พากันยืนนิ่งอึ้งไม่กล้าขยับตัวทำอะไรบุ่มบ่าม

เพราะพวกเขามองออกแล้วว่า กระบี่เล่มนี้กำลังทำการเปลี่ยนเด็กหนุ่มคนนี้ให้กลายเป็นผู้พิทักษ์กระบี่ของมันจริงๆ!

แต่สิ่งที่พวกเขาสงสัยที่สุดคือ ทำไมกระบี่ทองเหลืองถึงได้ดูจะโกรธเกรี้ยวขนาดนั้นด้วยล่ะ?

บนยอดเขาคลังวิญญาณ ร่างของสวีจื่อชิงลอยไปกระแทกเข้ากับแผ่นศิลาวิญญูชนอย่างแรง

ต่อให้เขาจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งจากการฝึกสายกายามามากแค่ไหนก็ตาม แต่การถูกแรงกระแทกในระดับนี้เข้าไป เขาก็ได้รับบาดเจ็บภายในที่ค่อนข้างสาหัสเลยทีเดียวล่ะ

“มัน... มันพยายามจะเข้าควบคุมร่างของข้าเหรอ?”

“แต่ทำไมกันนะ ดูเหมือนมันจะยังไม่สามารถควบคุมข้าได้ทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จ?”

เด็กหนุ่มสัมผัสได้ชัดเจนเลยว่า เมื่อครู่นี้เขามีช่วงเวลาแวบหนึ่งที่เขารู้สึกเหมือนสูญเสียการควบคุมร่างกายตัวเองไปจริงๆ

จะพูดให้ถูกคือ เขาเสียสิทธิ์ในการสั่งการร่างกายไปบางส่วนเท่านั้นเอง

จิตวิญญาณกระบี่สีเขียวดำที่สถิตอยู่ในรากปราณระดับสามของเขานั้น...

พลังอำนาจและเจตจำนงของมัน ดูเหมือนจะยังไม่สามารถสยบเขาลงได้อย่างราบคาบหรือเข้าควบคุมเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบขนาดนั้น!

สวีจื่อชิงพยายามยันตัวลุกขึ้นมาจากหน้าแผ่นศิลาอย่างยากลำบาก กระดูกตามร่างกายหักไปหลายซี่ และที่มุมปากยังมีคราบเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด

พอเขาลุกขึ้นยืนได้ ร่างกายของเขาก็เริ่มเกิดอาการกระตุกอย่างรุนแรง และเริ่มที่จะทำท่าทางหรือการเคลื่อนไหวที่ดูประหลาดและผิดธรรมชาติออกมาแบบควบคุมไม่ได้

นั่นเป็นเพราะจิตวิญญาณกระบี่ที่อยู่ในร่าง กำลังพยายามจะแทรกแซงและเข้าครอบงำเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ยังไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจเสียที!

ในใจของเด็กหนุ่มเริ่มจะมีความรู้สึกหวาดกลัวที่แสนจะทรมานผุดขึ้นมาอีกครั้ง

ย่อมไม่มีใครยอมให้ร่างกายของตัวเองถูกสิ่งอื่นมาชี้นำหรือบงการได้ง่ายๆ แบบนั้นหรอก เจตจำนงของเขาย่อมต้องเกิดการต่อต้านโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว

ในตอนนี้ เจตจำนงของทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มเปิดศึกเข้าห้ำหั่นและแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือร่างกายนี้กันอย่างดุเดือด...

กระบี่ทองเหลืองที่ลอยคว้างอยู่เหนือลานกว้าง ที่บริเวณด้ามกระบี่ของมัน จู่ๆ ก็ปรากฏวงแหวนแสงสีทองสว่างไสวขึ้นมารอบหนึ่ง

ภายในวงแหวนแสงนั้น เริ่มจะมีลวดลายอักขระอาคมที่แสนลึกลับซับซ้อนและเข้าใจยากปรากฏขึ้นมาทีละอันๆ

และภาพเหตุการณ์ที่คล้ายกันเป๊ะ ก็ได้เกิดขึ้นที่บริเวณฝ่ามือขวาของสวีจื่อชิงด้วยเหมือนกัน

มีวงแหวนแสงสีทองปรากฏขึ้นที่มือขวาของเขา อักขระอาคมที่ซับซ้อนเริ่มจะก่อตัวขึ้น และมีการขยับเปลี่ยนตำแหน่งไปมาพร้อมกับบิดตัวไปมาอย่างต่อเนื่อง

เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าแผ่นศิลาวิญญูชนในตอนนี้ รู้สึกเจ็บปวดทรมานเจียนตายแบบที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

เขาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมานิยามความเจ็บและความสิ้นหวังในตอนนี้ได้จริงๆ แถมยังต้องแบกรับความหวาดกลัวจากการที่จะสูญเสียการครอบครองร่างกายนี้ไปตลอดกาลอีกด้วย!

ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ จ้องมองไปข้างหน้าแบบตาไม่กะพริบ แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อราวกับก้อนหิน

ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาในตอนนี้ กลับเป็นประโยคคำพูดที่ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลาวิญญูชนนั่นเอง

ทั้งที่บนแผ่นศิลามีตัวอักษรจารึกไว้มากมายนับไม่ถ้วน แต่ตัวอักษรไม่กี่ตัวนี้กลับดูจะโดดเด่นและเตะตาเป็นพิเศษ จนทำให้ใครก็ตามที่ได้มอง จะต้องเผลอไปโฟกัสที่มันก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ

อย่างแรกเลยคือ ในขณะที่ตัวอักษรอื่นๆ ต่างก็มีขนาดปกติไล่เลี่ยกัน แต่ไอ้ตัวอักษรพวกนี้กลับมีขนาดใหญ่ยักษ์กว่าใครเพื่อนเลยทีเดียว

อย่างที่สองคือ ลายมือของมันช่างอุบาทว์และขี้เหร่แบบสุดๆ แถมยังเขียนได้เฉียงๆ เฉๆ ไม่ตรงบรรทัด เว้นวรรคก็ประหลาด แถมยังเขียนเอียงจนแทบจะตกขอบศิลาอีกต่างหาก เรียกได้ว่ามันจองพื้นที่บนแผ่นศิลาไปตั้งกว้างขวางเพื่อจะเขียนไอ้ลายมือไก่เขี่ยพวกนี้แหละนะ

เด็กหนุ่มนึกขึ้นได้ทันที ถึงคำพูดที่ศิษย์พี่ใหญ่เคยโม้ไว้ว่า เขาเคยขึ้นเขามาสองรอบ และได้จารึกตัวอักษรไว้อย่างสง่างามบนแผ่นศิลานี้ด้วยตัวเอง!

และไอ้ตัวอักษรไม่กี่ตัวนี้นี่แหละ ที่ในวินาทีนี้มันได้พุ่งเข้าชนและสั่นคลอนไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณสวีจื่อชิงเข้าให้แล้ว!

——“วิญญูชนบัญชาสรรพสิ่ง มิถูกสรรพสิ่งบัญชา”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 115 - จารึกที่สั่นคลอนจิตวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว